กลับเรือ! รีบกลับเรือเดี๋ยวนี้!
เมื่อไม่กี่นาทีก่อน ณ ท้องทะเลที่เต็มไปด้วยหมอก
ชายร่างใหญ่ผู้แข็งแกร่งกำดาบในมือแน่น เขาฟันใส่แลมบ์ด้วยท่าทีเหี้ยมโหด แต่ทันทีที่คมดาบกำลังจะถึงตัวเขากลับหยุดลงกะทันหัน สีหน้าที่เคยดุดันแปรเปลี่ยนเป็นสับสนอย่างยิ่ง ก่อนเอ่ยถามด้วยความระมัดระวัง
"ท่านแลมบ์ จะให้ฟันจริง ๆ หรือ?"
"เลิกพูดไร้สาระ แล้วฟันซะ!" แลมบ์ขาเป๋กัดฟันพูด พร้อมยื่นมือขวาออกไปตรง ๆ เผยให้เห็นรอยสัญลักษณ์เปลวเพลิงบนหลังมือ
ขณะเอ่ยคำพูด หัวใจของแลมบ์ก็เหมือนถูกบีบแน่น แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น
แรกเริ่ม เขาไม่ค่อยเชื่อมั่นนักในแผนการช่วยเหลือที่อาจหาญและเกินคาดของพ่อมดผู้นั้น ดังนั้นเมื่อเห็นความโกลาหลเกิดขึ้นในเมืองท่าทันที และแผนการทั้งหมดที่วางไว้ล่มสลายก่อนที่จะเริ่มต้น แลมบ์ก็สรุปได้ทันทีว่าเหล่าพ่อมดที่ยังอยู่ในเมืองท่าคงไม่รอดพ้นจากชะตากรรมอันเลวร้าย
ด้วยเหตุนี้ แลมบ์จึงตัดสินใจอย่างรวดเร็ว โดยใช้โอกาสในความวุ่นวายของเมืองท่า รวมรวมผู้คนเพื่อหลบหนี
ด้วยความที่ศาสนจักรทุ่มกำลังส่วนใหญ่ไปที่การจัดการกับหลินเอินและพรรคพวก ทำให้พวกเขายึดเรือรบลำหนึ่งมาได้โดยไม่ต้องลงแรงมากนัก และยังได้ขนทรัพย์สินที่พกพาสะดวกติดตัวออกไป ก่อนแล่นออกจากเมืองท่า
สิ่งเดียวที่ทำให้แลมบ์รู้สึกกังวลในตอนนี้ คือรอยสัญลักษณ์เปลวเพลิงบนมือของเขา หากพ่อมดผู้นั้นรู้ตัวว่าตนถูกทิ้งไว้ในยามเผชิญอันตราย เขาอาจจะถูกลากลงนรกไปด้วยในวาระสุดท้ายของอีกฝ่าย
สำหรับคนที่ไม่ได้เข้าใจเวทมนตร์มากนักเช่นเขา วิธีรับมือที่พอจะนึกออกคือการฟันมือนี้ทิ้งเสีย!
ชายร่างใหญ่ที่กล้ามเป็นมัดจับดาบไว้แน่น แต่ก็ยังลังเลที่จะลงมือเสียที ความรู้สึกของแลมบ์ก็พลอยขึ้น ๆ ลง ๆ ไปด้วย ท้ายที่สุดเขาก็คว้าดาบมาย่างกรายพร้อมจะลงมือเอง เพราะรอไม่ไหวที่จะให้เขามัวชักช้าอยู่
"นายท่าน สัญญาณ มันคือสัญญาณ!"
ที่หัวเรือ คนงานคนหนึ่งตะโกนขึ้นมา แลมบ์เงยหน้าขึ้นมองโดยสัญชาตญาณก่อนจะเห็นลูกไฟพุ่งขึ้นจากท่าเรือ ก่อนระเบิดกลางอากาศยามค่ำคืน
แลมบ์รู้สึกประหลาดใจ เขาเคยคิดว่าพ่อมดเจ้าเล่ห์และเหี้ยมโหดผู้นั้นคงจะตายไปแล้ว แต่กลับกลายเป็นว่าฝ่ายนั้นเอาชีวิตรอดกลับมายังท่าเรือได้
เมื่อคิดได้ดังนี้ เขาก็หันไปมองต้นหนที่ถือกล้องเวทแปรธาตุ
"ข้าเห็นทหารเกราะดำเยอะแยะไปหมด พวกทหารออกมาเต็มกำลังเลย แถมบิชอปอันซิลค์ก็อยู่ที่นั่นด้วย! เหล่าพ่อมดคงจะถูกล้อมไว้แล้วล่ะ..." ต้นหนกลืนน้ำลายก่อนเอ่ยขึ้นอย่างลำบาก
แลมบ์เข้าใจทันที ที่แท้พวกเขาถูกไล่ล่าจนมาถึงที่ท่าเรือ เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดออกไปอย่างรีบร้อน
"ยิงธนูเพลิงตามแผน แล้วเราจะออกเรือข้ามทะเลทันที!"
ในเมื่ออีกฝ่ายสามารถล่ออันซิลค์และคนอื่น ๆ มายังจุดที่นัดหมายได้สำเร็จ เขาจึงคิดว่าคงไม่อาจใจร้ายจนเกินไปได้ การยิงธนูเพลิงจากระยะไกลไม่ได้เสียหายอะไร แต่ให้เทียบเรือเข้ารับตัวคงไม่ไหว
แลมบ์ไม่คิดว่าท่ามกลางสถานการณ์ที่เลวร้ายเช่นนี้ อีกฝ่ายจะทำอะไรได้เลย
ไม่น่าจะถึงขั้นเลื่อนขั้นเป็นพ่อมดผู้ยิ่งใหญ่อย่างกะทันหัน แล้วใช้เวทมนตร์เพียงไม่กี่บทจัดการกองทหารนับพันจนหมดสิ้นใช่ไหม?
นี่มันเกินจะเรียกได้ว่าเหลือเชื่อเสียอีก
เหล่าคนงานและองครักษ์กว่าสามร้อยคนรีบนำลูกธนูที่พันด้วยผ้าเคลือบน้ำมันไว้ล่วงหน้าออกมา จากนั้นใช้คบไฟจุดให้ติดไฟ กอนง้างคันธนูแล้วยิงแบบลอยโค้งไปยังระยะไกลโดยไม่สนใจความแม่นยำ ขอเพียงยิงไปให้ถึงท่าเรือก็พอ ตามคำสั่งของพ่อมดผู้นั้น
แลมบ์มองผ่าน ๆ ก่อนเบือนสายตาไป พลางถือดาบยาวในมือฟันลับไปมา
จะฟันหรือไม่ฟันดี...
แล้วควรฟันออกไปมากแค่ไหน...
นี่เป็นคำถามที่ชวนให้คิดอย่างลึกซึ้ง!
ในขณะที่แลมบ์ตัดสินใจแน่วแน่และกำลังจะลงมือทันใดนั้น เรือทั้งลำกลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสียงระเบิดดังกึกก้องสะเทือนถึงโสตประสาท ตามมาด้วยแรงกระแทกมหาศาลที่ทำให้เขาถูกซัดลงกับพื้น ลำตัวกลิ้งไปจนถึงฐานเสากระโดง ศีรษะกระแทกกับคานจนเต็มแรง
สมองของแลมบ์อื้ออึงไปหมด เสื้อผ้าเปียกชุ่มจากคลื่นทะเลที่ซัดเข้ามา เขานั่งพิงตัวขึ้นมาอย่างยากลำบากพร้อมใช้มือกุมช่วงเอวที่ปวดจากการกระแทกหนัก ก่อนจะเงยหน้าถามต้นหนเรือที่อยู่ข้าง ๆ ว่า “เกิดอะไรขึ้น หรือว่าเรากำลังเจอพายุ?”
อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาถามออกไป ต้นหนเรือกลับไม่ได้ตอบอะไร ดวงตาจับจ้องไปยังท่าเรือด้วยท่าทีเหม่อลอย พึมพำเบา ๆ ว่า “จบสิ้นแล้ว ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว...”
“อะไรที่ว่าจบสิ้น?” แลมบ์ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ
หรือว่าการต่อสู้ที่ท่าเรือได้บทสรุปแล้ว และพวกพ่อมดก็พ่ายแพ้กันหมดแล้ว?
แลมบ์หันศีรษะไปมอง และเมื่อเห็นภาพเบื้องหน้าอย่างชัดเจน เขาถึงกับสูดลมหายใจเย็นวาบเข้าไป
เขาถึงได้ตระหนักว่าผู้ที่จบสิ้นไม่ใช่พวกพ่อมด แต่เป็นทั้งเมืองท่าแห่งนี้ที่พังทลายย่อยยับ!
กลุ่มเมฆฝุ่นขนาดใหญ่ลอยตัวขึ้นจากฟากฟ้าของเมือง ในขณะที่ท้องฟ้ายามราตรีซึ่งเคยมืดมิดกลับกลายเป็นสีแดงเพลิงเจิดจ้า ราวกับมีบางสิ่งได้ฉีกม่านมืดนั้นออก
ท่าเรือที่เคยรุ่งเรืองงดงาม บัดนี้เหลือเพียงซากปรักหักพัง ควันดำพลุ่งพล่านไปทั่ว คลื่นความร้อนโหมกระหน่ำพุ่งขึ้นจนย้อมฟ้าให้แดงฉาน และสายฝนเพลิงที่ตกลงมาจากกลุ่มเมฆฝุ่นยักษ์สร้างภาพทิวทัศน์ที่เหมือนหลุดออกมาจากนรก
แลมบ์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ขาสองข้างสั่นเทา แม้จะอยู่ห่างออกมามากจนไม่อาจเห็นชัดว่าที่ท่าเรือเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่เขารู้ดีว่าท่ามกลางพลังอำนาจเช่นนี้ กองทหารเกราะดำหรือบาทหลวงของโบสถ์ ต่างก็ไม่อาจต้านทานได้
หรือว่าเขามองข้ามอะไรไปจริง ๆ ที่แท้แล้วอีกฝ่ายคือพ่อมดผู้ยิ่งใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่อย่างลึกล้ำ?
เวทมนตร์ที่อีกฝ่ายเรียกว่า "ดอกไม้ไฟ" กลับน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้… แลมบ์ปาดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก การล่มสลายของเมืองท่าทั้งเมือง นี่เป็นภาพที่ "งดงาม" ที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็น
“ท่านแลมบ์ พวกเราจะกลับไปหรือไม่?” ลูกเรือคนหนึ่งเอ่ยถามเสียงตะกุกตะกัก
ยังไม่ทันที่แลมบ์จะตอบ ก็มีลำแสงแห่งความตายอันงดงามพุ่งออกมาจากบริเวณท่าเรือ กระแทกเข้ากับผิวน้ำทะเลที่ห่างออกไปนับร้อยเมตร ทำให้เกิดระลอกคลื่นสูงหลายสิบเมตร เรือใบโยกอย่างรุนแรงอีกครั้ง แลมบ์กระโดดตัวลุกขึ้นด้วยความตกใจร้องตะโกนด้วยเสียงสั่นเครือ
“กลับเรือ! รีบกลับเดี๋ยวนี้!”
ลูกเรือบนเรือต่างรีบกระตุกใบเรือ ปรับทิศทางอย่างลนลาน ไม่กล้าชักช้าแม้แต่วินาทีเดียว
ในสายตาของทุกคน เห็นได้ชัดว่านี่คือคำเตือนตรงไปตรงมาจากพ่อมดผู้นั้น!
หากยังไม่กลับเรือเสียที เกรงว่ามนตร์บทถัดไปคงจะพุ่งเข้าใส่เรือลำนี้โดยตรง!
แลมบ์รีบเปลี่ยนเป็นชุดที่ดูเรียบร้อยกว่าเดิม จัดแต่งทรงผมและเสื้อผ้า แม้ขาของเขาจะยังคงสั่นเล็กน้อย แต่ก็พยายามระบายรอยยิ้มที่ดูจริงใจที่สุดออกมาบนใบหน้าเพื่อเตรียมต้อนรับพ่อมดผู้โหดเหี้ยมคนนั้นโดยไม่พูดถึงเรื่องการตัดมือตัวเองอีกต่อไป
ชายร่างใหญ่ที่อยู่ข้าง ๆ ดึงเชือกเรืออย่างแรง พลางรู้สึกโล่งใจที่ตัวเองตัดสินใจถูกต้อง ดีที่ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้ลงมือตัดมือของแลมบ์ออกไป ไม่เช่นนั้นตอนนี้คนที่ถูกตัดคงจะกลายเป็นตัวเขาเอง!