การประเมินระดับพลังเวท

ลิเดียเล่าเรื่องราวการบินของตนเองอย่างออกรสออกชาติ ทำเอาเหล่าศิษย์พ่อมดและชาวเมืองต่างรู้สึกตื่นเต้นอยากลองบ้าง


เวลาบินไปชนก้อนเมฆบนฟ้า มันจะรู้สึกสดชื่นเหมือนถูกลมทะเลพัดผ่านจริงหรือ? ความรู้สึกแปลกใหม่นี้พวกเขาก็อยากสัมผัสสักครั้ง...


สิบเหรียญเงิน... ก็ดูไม่แพงเกินไปนักนี่นา


ลิเดียพูดฉอด ๆ ไม่หยุด จนกระทั่งสายตาเหลือบไปเห็นเฮอร์แรม เธอจึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าการบินครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญอยู่ ใบหน้าของเธอเผยความกังวลออกมาทันทีก่อนจะเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา "อาจารย์เฮอร์แรม คราวนี้ถือว่าสำเร็จแล้วใช่ไหม? ข้าอยู่บนฟ้าตั้งนานโดยไม่ได้ใช้เวทมนตร์แม้แต่นิดเดียว!"


เฮอร์แรมจ้องมองลิเดียอยู่นาน เขาดูเหมือนจะลังเลและสุดท้ายก็ยังไม่ตอบอะไร


"วิชาคณิตศาสตร์เชิงลึกของข้าไม่จำเป็นต้องมีพรสวรรค์ด้านเวทมนตร์ แม้แต่คนธรรมดาก็สามารถเรียนรู้ได้" หลินเอินกล่าวเสริมขึ้นมาพอดี


"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ลองดูแล้วกัน" เฮอร์แรมตอบอย่างคลุมเครือ


"ยอดเยี่ยม!" ลิเดียกระโดดขึ้นด้วยความดีใจก่อนจะหันไปกอดคนแคระคนอื่น ๆ ดาเลนถึงกับน้ำตาไหลพรากและไม่อาจควบคุมความตื่นเต้นของตนได้


"ข้ารู้ว่าเจ้าทำได้แน่ ลิเดีย!"


"ยอดเยี่ยม! พวกคนแคระของเรากำลังจะมีพ่อมดของตัวเองแล้ว!"


ดาเลนและพรรคพวกตื่นเต้นกันสุดขีด จึงตัดสินใจว่า คืนนี้พวกเขาจะฉลองกันให้เมามายไปข้างหนึ่ง


พ่อมดและศิษย์พ่อมดบางส่วนที่อยู่ในจัตุรัส มองไปยังกลุ่มของลิเดียที่กำลังโห่ร้องด้วยความระอา การรับคนแคระที่ไม่มีพรสวรรค์เวทมนตร์เข้าเรียน... นี่เป็นครั้งแรก แถมยังขัดกับกฎของสภาพ่อมดอีกด้วย


แต่เพราะความสำเร็จของการทดลองบินครั้งนี้สร้างแรงกระเพื่อมอย่างมาก ประกอบกับเฮอร์แรมเองก็ให้การยอมรับ จึงไม่มีใครกล้าออกปากคัดค้านอย่างเปิดเผย...


หลังจากความวุ่นวายสงบลง เฮอร์แรมร่ายเวทคืนสภาพพื้นดินที่ถูกเปลี่ยนเป็นทรายแล้วสั่งให้พ่อมดบางคนคอยรักษาความเรียบร้อยของจัตุรัส จากนั้นจึงนำเหล่าศาสตราจารย์และศิษย์พ่อมดกลับไปยังสถาบันอีเยตาเพื่อเตรียมต้อนรับแขกสำคัญสองคนจากนครพ่อมด


ลิเดียและพรรคพวกที่ยังอยู่ในจัตุรัส แม้จะตื่นเต้นดีใจแต่ก็ไม่ลืมใช้โอกาสนี้ขายตั๋วโดยสารเรือเหาะ


ตามราคาที่หลินเอินตั้งไว้ ตั๋วขึ้นเรือเหาะใบละสิบเหรียญเงิน มันไม่แพงไม่ถูกเกินไป ชาวเมืองส่วนใหญ่กัดฟันหน่อยก็สามารถจ่ายได้


ด้วยเหตุนี้ผู้คนจำนวนไม่น้อยจึงยอมจ่ายเงินเพื่อนั่งเรือเหาะ ลองขึ้นไปชมวิวบนฟ้าด้วยพาหนะเล่นแร่แปรธาตุที่สูงกว่าตึกทั้งหลัง


เพียงครึ่งชั่วโมงลิเดียก็ขายตั๋วได้กว่า 600 ใบ ด้วยหลักการ "จองก่อนได้ขึ้นก่อน" รายชื่อของทุกคนถูกบันทึกไว้เรียบร้อย ไม่มีทางมีใครขึ้นฟรีได้แน่นอน


เรือเหาะลำนี้มีพื้นที่ภายในกว้างขวางสามารถรองรับผู้โดยสารได้สิบคนต่อรอบ บินวนรอบละหนึ่งชั่วโมง วันหนึ่งสามารถขึ้นบินได้อย่างน้อยสิบรอบ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังต้องใช้เวลาหลายวันกว่าทุกคนจะได้ขึ้นครบ


ขายได้แค่ชั่วครู่ก็กวาดเงินมาแล้วกว่า 60 เหรียญทองเวทมนตร์ ดาเลนและพรรคพวกต่างยิ้มจนปากแทบฉีก เพราะหลินเอินตกลงแบ่งเงินค่าตั๋วให้พวกเขาสิบเปอร์เซ็นต์เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน


ถ้าความนิยมยังเป็นแบบนี้ พวกเขาสามารถฟันกำไรเดือนละหลายสิบเหรียญทองเวทมนตร์ได้ไม่ยาก... แบบนี้มันดีกว่าใช้แรงงานในโรงงานผลิตของจุกจิกตั้งเยอะ!


ขณะที่ดาเลนและพรรคพวกกำลังฝันหวานถึงชีวิตที่สดใสในสถาบันอีเยตา เฮอร์แรม ทิก โรล และเหล่าศาสตราจารย์ได้เดินทางมาถึงห้องโถงรับแขกแล้ว


ฝูงภูติน้อยบินเข้ามาทางหน้าต่าง นำอาหารร้อน ๆ หลายจานมาวางลงบนโต๊ะตรงหน้าทุกคน


มะเขือเทศย่าง มันบด ขนมปังขาว กระดูกหางของกิ้งก่ากินพืช เนื้อสันหลังของสัตว์พาหนะ เนื้อขาหน้าของสิงโตเพลิง และวัตถุดิบแปลกประหลาดอีกมากมายที่หลินเอินไม่รู้จักเลย...


หลินเอินใช้มีดตัดเนื้อขาหน้าออกมาชิ้นหนึ่งแล้วลองใส่ปาก เขาเคี้ยวแล้วรู้สึกว่าเนื้อนี้ให้สัมผัสที่แน่นกว่าเนื้อวัว แม้ว่ารสชาติจะไม่จัดจ้านเพราะขาดเครื่องปรุง แต่สำหรับดินแดนพ่อมด อาหารมื้อนี้ถือว่าหรูหราสุด ๆ แล้ว


"ศาสตราจารย์หลินเอิน ข้าต้องขอบคุณท่านจริง ๆ ที่ทำให้ข้าเพิ่งมาถึงท่าเรืออีเยตาก็ได้เห็นเรือเหาะลำมหึมาและการทดลองตกอย่างอิสระที่น่าสนใจ เชื่อว่าตลอดเดือนหน้าคงไม่มีวันไหนที่ วารสารเวทมนตร์ขาดข่าวแน่นอน" โรลยกแก้วขึ้นพร้อมรอยยิ้มพลางกล่าวแซวหลินเอิน


"ท่านโรลกล่าวเกินไปแล้ว... ข้าขอรบกวนท่านช่วยกรุณาเขียนบทความแบบนุ่มนวลสักหน่อย อย่าใช้ถ้อยคำรุนแรงเกินไป" หลินเอินยกแก้วขึ้นดื่มรวดเดียวหมดก่อนตอบกลับอย่างสุภาพ


เขารู้ซึ้งถึงอำนาจของปากกาเป็นอย่างดี ถ้าอีกฝ่ายตั้งใจเขียนบทความให้รุนแรงขึ้นเพียงเล็กน้อยมันก็สามารถนำปัญหาใหญ่มาให้เขาได้


"ไม่ได้หรอก ข้าต้องถ่ายทอดทุกอย่างตามที่เห็น นี่คือจรรยาบรรณของนักเขียนวารสารเวทมนตร์" โรลกล่าวพลางส่ายหัวอย่างเจ้าเล่ห์


หลินเอินพูดไม่ออก เขาไม่เคยเชื่อว่านักข่าวจะมีจรรยาบรรณอะไรแบบนั้น แต่ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมรับปาก เขาก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี


"จริงสิ ศาสตราจารย์หลินเอิน ข้ายังมีอีกเรื่องที่สงสัย..." โรลหยุดมือที่กำลังหมุนแก้วไวน์แล้วถามด้วยความอยากรู้ "ท่านเป็นพ่อมดระดับกี่วงแหวนกันแน่?"


ทันทีที่ได้ยิน คำถามนี้ก็เรียกความสนใจจากทุกคนในห้อง ทุกสายตาหันมาจับจ้องอย่างอยากรู้


คนที่พอจะรู้เรื่องราวเบื้องหลังอย่างธีโอดอร์และเควิน ต่างคาดเดาว่าหลินเอินต้องเป็นพ่อมดระดับสามแน่ ๆ เพราะเขาสังหารบิชอป ทำลายเมืองไปครึ่งหนึ่ง และกวาดล้างทหารสามพันนายได้ แม้จะอาศัยอุปกรณ์เล่นแร่แปรธาตุที่เตรียมไว้ล่วงหน้า แต่นั่นก็ยังถือว่าเป็นพลังที่น่ากลัวอยู่ดี


แต่สิ่งเดียวที่ทำให้พวกเขาสงสัยก็คือ... หลินเอินดูหนุ่มเกินไป บางทีเขาอาจจะอายุยังไม่ถึงยี่สิบปีด้วยซ้ำ


อย่าลืมว่าอัจฉริยะที่โด่งดังที่สุดในดินแดนพ่อมดอย่าง ดวงดาวแห่งโลกเวทมนตร์ ออกัสท์ ก็เพิ่งเลื่อนเป็นพ่อมดระดับสามเมื่ออายุใกล้จะครบยี่สิบปีเท่านั้น


ท่ามกลางสายตานับไม่ถ้วนที่จับจ้อง หลินเอินค่อย ๆ จิบไวน์ในแก้วลงอย่างใจเย็นก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย


"เรื่องนี้คงต้องรอให้ท่านทิกเป็นผู้ประเมินระดับของข้าเสียก่อน วิธีการตรวจสอบของดินแดนพ่อมดอาจไม่เหมือนกับที่สมาคมเวทลับก็เป็นได้..."


เหล่าศาสตราจารย์เห็นหลินเอินอุบคำตอบเอาไว้ก็ยิ่งอยากรู้มากขึ้นไปอีก แต่ก็ไม่ได้เร่งเร้าอะไร รออีกสักหน่อยก็คงไม่เสียหาย กินข้าวให้เสร็จก็ใช้เวลาไม่นานอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?


หลินเอินวางแก้วไวน์ลงอย่างใจเย็น ใบหน้าดูสงบนิ่ง แต่ภายในใจกลับเริ่มกังวลขึ้นมา


แม้ว่าเขาจะไม่เคยประกาศตัวเองว่าเป็นพ่อมดเต็มตัว เวลาถูกแนะนำก็ใช้เพียงตำแหน่งนักวิชาการ แต่แน่นอนว่าทุกคนที่นี่ล้วนมองว่าเขาเป็นพ่อมดโดยสมบูรณ์ ถ้าการตรวจสอบเกิดมีปัญหาขึ้นมา... ล่ะก็ งานนี้คงยุ่งแน่...



ตอนก่อน

จบบทที่ การประเมินระดับพลังเวท

ตอนถัดไป