หลงซินซิน

ณ อาณาจักรเหมันต์ บริเวณรอยต่อของเทือกเขาหิมะสีขาวโพลน เป็นที่ตั้งของสำนักสราญรมย์ ชายชราน่าเคารพนับถือนั่งบนบัลลังในห้องโถงหลักของสำนัก รายล้อมไปด้วยชายชราทั้งหลาย พวกมันต่างมีเส้นผมสีขาวบ่งบอกถึงความอาวุโส

“ท่านเจ้าสำนัก อีกเพียง 10 วัน อารยธรรมโบราณในอาณาจักรเซียนกระบี่ก็จะเปิดออก พวกเราต้องรีบเดินทางแล้วนะขอรับ จักรอคนผู้เดียวอยู่เช่นนี้ต่อไปมิได้”

เจ้าสำนักพลางถอนหายใจ ตัวมันนั้นชื่อจางหยู เป็นเจ้าสำนักสราญรมย์ สาเหตุที่มิได้ออกเดินทางตามคำกล่าวของผู้อาวุโสนั้น เพราะรอศิษย์ผู้หนึ่งมีชื่อว่า ลั่วจวิน ศิษย์ของจางหยูผู้นี้นั้นได้รับโอกาศวาสนาอันยิ่งใหญ่แห่งวารีเทพ ตั้งแต่มันออกไปจากสำนักเพื่อฝึกตนกับเทพแห่งวารี วันนี้ก็ครบกำหนด 10 ปีแล้ว หากลั่วจวิ่นมิได้กลับมาภายในสิบปี แสดงว่ามันได้ตกตายในดินแดนแห่งเทพไปแล้ว ขณะที่มันกำลังจะกล่าวอันใดออกมานั้น พลันได้ยินสำเนียงเสียงหนึ่งที่แสนคุ้นเคย ตะโกนก้องเหนือเวหาที่มีหิมะโปรยปราย.....

“สำนักสราญรมย์ ข้ากลับมาแล้ว”

เจ้าสำนักและผู้อาวุโสทั้งหลายปรากฏตัวออกมายืนหน้าตำหนัก พลันเห็นมังกรสีฟ้าตัวเขื่องอันน่ายำเกรง กำลังเหาะมาหาพวกมันอย่างรวดเร็ว มีชายชายหนุ่มกระโดดลงมาจากหัวมังกร

“ตาแก่ ไม่ได้เจอกันนาน นึกว่าตายไปแล้วซะอีก” ลั่วจวินกล่าวทักทายจางหยู

“เก็บปากสุนัขของเจ้าไว้เถอะ ข้ายังแข็งแรงดี” จางหยูตอบกลับด้วยรอยยิ้ม…..



ณ อาณาจักทรายโลหิต สำนักโลหิตตั้งอยู่บริเวณทะเลทรายอันทุรกันดาร กำแพงสำนักสูงใหญ่น่าเกรงขาม ภายในส่วนลับของสำนัก ปรากฎชายร่างสูงใหญ่กำยำ นอนหลับตาแช่บ่อโลหิตอย่างสบายอารมณ์ บ่อโลหิตนี้แม้แต่ผู้มีพลังระดับจักรพรรดิก็มิอาจนอนแช่อย่างสบายใจเช่นนี้ได้ มิเกินครึ่งก้านธูปพวกมันก็ต้องร้องโอดครวญออกมาแล้ว แต่ชายผู้นี้นอนแช่อยู่แบบนี้มาแล้ว 7 วัน 7 คืนโดยมิได้มีอันใดเกิดขึ้นกับมันเลยแม้แต่น้อย

“ท่านเจ้าสำนัก ผู้อาวุโสทั้งหลายพร้อมออกเดินทางแล้วขอรับ”

ชายผู้นั้นพลันลืมตา มันคือฟงสืออี้ เจ้าสำนักที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของสำนักโลหิต

“ออกเดินทาง”

ทันทีที่มันกล่าวจบเต่าสีดำตัวเล็กมีหางเป็นงู โผล่ขึ้นมาจากสระโลหิตพลันเหาะขึ้นไปบนท้องฟ้าค่อยๆขยายขนาดใหญ่ขึ้น จนเพียงพอที่คนจำนวนพันคนจะนั่งบนหลังของมันได้อย่างสบาย..........


⁠⁠⁠⁠⁠⁠⁠

หลินฮันที่พึ่งออกมาจากขุนเขาเจ้าสำนัก กำลังจะไปยังขุนเขาเดียวดายนั้นพลันนึกขึ้นได้ว่ามีพวกหลินต่งและไอ้โล้นซ่าต้องมีภาหนะในการเดินทางเพื่อไปขนแร่ที่ขุนเขายุทธภัณฑ์

พรึบ! ปรากฏเมฆดำทมิฬข้างกายของหลินฮันในทันที

“พี่ต่ง เมฆนี่ข้าให้เอาไว้ใช้เดินทาง ส่วนไอ้โล้นเอ็งเหาะได้ ก็เหาะไปเองแล้วกัน ข้าจะไปรอพวกเจ้าที่หุบเขาเดียวดาย เร่งมือให้ไว”

“ขอรับนายท่าน” ทั้งสองตอบรับอย่างว่าง่าย

หลินต่งนั่งบนเมฆทมิฬอย่างสบายใจพูดขึ้นว่า “นุ่มนิ่มยิ่งนัก วิเศษจริงๆ”

“ไม่นิ่มได้อย่างไรละลูกพี่ นั่นมันเมฆมารทมิฬของผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักมารเมฆาที่นายท่านสังหารไปเชียวนะขอรับ” สุ่ยเทียนเหอกล่าวอย่างตื่นเต้นมันอย่างนั่งจนตัวสั่น คนทั้งสองคนเริ่มเดินทางไปขุนเขายุทธภัณฑ์เพื่อขนแร่ในทันที

หลินฮันที่เดินทางมาถึงขุนเขาเดียวดาย มันได้สำรวจรอบๆขุนเขานี้อย่างละเอียด ขุนเขาสูงเสียดฟ้า ปล่อยทิ้งรกร้างมานานหลายปีขนาดนี้ทำไมตำหนักอาคารต่างๆสะอาดเอี่ยมไม่มีหญ้าขึ้นสักต้น ผิดกับที่มันจินตนาการไว้นัก มันเดินดุ่มๆเข้าไปในตำหนักประมุขขุนเขาพลันได้ยินเสียงฮำเพลงอย่างสบายอารมณ์ของสตรี ลาล่าลาล้าลา...................

หลินฮันเดินเข้าไปในห้องโถงหลัก เดินไปสักพักก็เห็นราวตากผ้าในห้องโถงระโยงระยาง

เสื้อผ้าและชุดชั้นในสตรีขนาดกำลังพอเหมาะ.... สตรีนางหนึ่งกำลังตากผ้าในห้องโถงของมัน นางมีผมสีขาวยาวสะอาดตา ใบหน้าอวบอิ่ม รูปทรงอรชรอ้อนแอ้น......

“เจ้าเป็นผู้ใด เหตุใดถึงมาอยู่ในขุนเขาโดดเดี่ยวของข้า” หลินฮันเอ่ยถามออกไป

เสียงฮัมเพลงของนางหยุดลงทันใด นางหันหน้ามามองหลินฮันด้วยความตกใจ นางฟังประโยคคำถามของหลินฮันก็พอจะเดาออกว่าหลินฮันเป็นใคร

“ทะทาท่านเป็นใคร เหตุใดจึงมาขุนเขาแห่งนี้” นางถามลองเชิง

“ข้าก็เป็นประมุขขุนเขาแห่งนี้นะสิ” หลินฮันหยิบตราประมุขขุนเขาขึ้นมาพลางถามต่อว่า “แล้วเจ้าเป็นผู้ใดขึ้นมาทำอันใดบนขุนเขาของข้า” สตรีนางนั้นดูอึ้งๆไปพักใหญ่ “ประมุขงั้นหรือ นางกล่าวอย่างหวาดกลัว”

ตัวนางนั้นเป็นองค์หญิงแห่งอาณาจักรเซียนกระบี่นามว่าหลงซินซิน นางเป็นองค์หญิงที่บิดาของนางหลงซานทอดทิ้งให้มาเป็นศิษย์ของสำนักเทพกระบี่เพียงลำพัง มารดาของนางเป็นสนมที่ถูกตราหน้าว่าเป็นคนของสำนักมารเมฆา จึงถูกสังหารอย่างเลือดเย็น

ตอนนี้นางอายุ 16 ปี พลังบ่มเพาะเพียงระดับก่อเกิดขั้น 6 เท่านั้นนางอยู่ในโลกใบนี้ด้วยความหวาดกลัว นับตั้งแต่เข้าสำนักเทพกระบี่ มีชายหลายคนหมายปองในตัวนาง พอพวกมันหยอดคำหวานไม่สำเร็จก็ลงมือทำร้ายหมายจักเอาความสาวของนาง แต่โชคดียิ่งนักที่นางหนีพ้นมาได้จนมาพบที่นี่ หุบเข้าโดดเดี่ยวช่างโดดเดี่ยวสมชื่อยิ่งนัก มิมีผู้ใดมารบกวนแม้แต่น้อย นางสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างสงบสุข หลินฮันเป็นคนผู้เดียวที่นางพบเห็นในรอบ 3 ปี

“ข้าชื่อหลงซินซิน เป็นศิษย์สะสะสายนอกเจ้าคะ ข้าโดนผู้คนทำร้ายจึงได้หลบหนีมาอยู่ที่นี่ 3 ปีแล้วเจ้าคะ” นางกล่าวอย่างตะกุกตะกัก

“3 ปี นานเช่นนั้นเลยรึ ที่นี่หุบพลังปราณเบาบางซะยิ่งกว่าขุนเขาศิษย์สายนอก เจ้ากินอยู่อย่างไร อาศัยเพียงพลังปราณอันน้อยนิดพวกนี้คงมิพอให้เจ้าอยู่รอดถึง 3 ปีกระมัง”

ตามปกติแล้วผู้ฝึกตนขั้นก่อเกิดขึ้นไปมิจำเป็นต้องกินอาหารอาศัยเพียงปราณจากธรรมชาติก็ทำให้อิ่มได้แล้ว แต่เขาลูกนี้พลังปราณเบาบางนักเกรงว่าหากมีผู้คนอยู่จริงๆคงอดตายกันพอดีกระมัง

“ข้าอาศัยหญ้าที่ขึ้นบนหุบเขามาต้มกินเจ้าคะ” หลงซินซินตอบตามตรง

หลินฮันได้ยินดังนั้นจึงนึกเวทนานัก มิน่าเล่าถึงมิได้มีหญ้ากำเนิดบริเวณขุนเขาของมันเพราะนางนำมาเป็นอาหารหมดนั่นเอง ช่างน่าเวทนานัก

หลินฮันเปิดใช้ทักษะพลังแห่งอาจารย์มองดูความสามารถของหลงซินซินในทันที

หลงซินซิน

พรสวรรค์: 5 ดาว

พลังบ่มเพาะ: ก่อเกิดขั้น 6

สายเลือด: เทพน้ำแข็ง(หลับไหล)

นี่มันเหตุอันใด.......................................?





ตอนก่อน

จบบทที่ หลงซินซิน

ตอนถัดไป