ศึกในภูเขา
บทที่ 21 ศึกในภูเขา
ภูเขาอสูร อยู่ห่างจากเทือกเขาชิงหยุนที่ตั้งของสำนักชิงหยุนประมาณสองสามร้อยลี้ โดยสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่เหล่าลูกศิษย์ของสำนักชิงหยุนมักใช้ในการฝึกฝนและทำภารกิจต่าง ๆ เสมอ
ตั้งแต่ที่หวังเฉินเริ่มฝึกฝน วิชาเก้าสังวรแห่งการหลอมกาย หลอมรวมผิวกายและเนื้อหนังจนสำเร็จ พลังทั้งร่างของเขาก็เพิ่มขึ้นสามส่วนเมื่อเทียบกับช่วงเริ่มต้น ทำให้ความแข็งแกร่งของขาเขาไม่ธรรมดา เรียกได้ว่ารวดเร็วกว่าม้าซะอีก การเดินทางวันละพันลี้ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา เมื่อออกเดินทางจากเขาชิงหยุนไปถึงภูเขาอสูร เขาใช้เวลาเพียงสองชั่วยามเท่านั้นก็ถึงแล้ว
\"ดูเหมือนว่าเส้นทางการฝึกตนนี้ พลังการบ่มเพาะของตนเองยังคงสำคัญที่สุด ตราบใดที่ร่างกายแข็งแกร่งพอ ความเร็วก็จะเร็วจนไม่ธรรมดา ระยะทางไกลขนาดนี้ยังใช้เวลาเพียงสั้น ๆ เท่านั้นก็มาถึงได้แล้ว ถ้าข้าปลดผนึกและใช้ร่างซอมบี้วิ่ง โดยโคจรพลังจากคัมภีร์อมตะ คงจะเร็วขึ้นกว่าเดิมแน่!\"
มองไปยังยอดเขาสูงตระหง่านที่อันตรายตรงหน้า หวังเฉินรำพึงในใจอยู่ครู่หนึ่ง ก็ไม่ได้คิดอะไรมากอีก ก้าวเข้าสู่ขอบเขตของภูเขาอสูรในทันที
เมื่อเข้ามาในเขตภูเขา จิตสัมผัสที่เฉียบคมของหวังเฉินก็พบว่า ที่นี่มีพลังชั่วร้ายพวยพุ่งขึ้นสู่ฟ้า จิตสังหารโหมกระหน่ำ เมื่อเข้าไปในนั้นก็จะเกิดความบ้าคลั่งผุดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง อยากจะเข่นฆ่าครั้งใหญ่ถึงจะดับความพลุ่งพล่านของโลหิตได้
เขารู้ดีว่านั่นเป็นเพราะในภูเขาอสูรแห่งนี้ เต็มไปด้วยอสูรที่แข็งแกร่ง ตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน อสูรในที่แห่งนี้ได้สังหารกันเอง และมนุษย์ผู้ฝึกตนก็เข้ามาล่าอสูรในนั้นเช่นกัน ทำให้ตลอดหลายปีมานี้ พลังแห่งความตายและความโกรธแค้นสะสมจนกว้างใหญ่ ไม่มีที่สิ้นสุด ณ ที่แห่งนี้ เรียกได้ว่าเป็นดินแดนแห่งความโหดร้าย รอบ ๆ เป็นป่ารกทึบ ต้นไม้สูงเสียดฟ้า ในเวลาไม่นานหวังเฉินก็ได้ยินเสียงคำราม เสียงร้องโหยหวน และเสียงการต่อสู้ ทั้งหมดเป็นเสียงของอสูรที่ไร้สติ ต่อสู้กันเพื่อเอาชีวิตรอดกันเพียงอย่างเดียวในสถานที่แห่งนี้
\"อสูรพวกนี้ถึงแม้จะมีสติปัญญาต่ำ แต่กลับมีแนวคิดเรื่องเขตแดนเป็นของตนเองชัดเจน อสูรที่แข็งแกร่งแต่ละตัวล้วนแต่มีอาณาเขตเป็นของตัวเอง บริเวณนั้นถือว่าเป็นพื้นที่ล่าของตัวเอง อสูรที่อ่อนแอกว่าล้วนแล้วแต่กลายเป็นอาหารของพวกมัน ยิ่งลึกเข้าไปในภูเขาอสูร อสูรก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น เป้าหมายของข้าคือพยัคฆ์โลหิต ที่มีระดับโพ้นฟ้าแต่กำเนิด อย่างมากที่สุดคงจะอาศัยอยู่บริเวณชายขอบของภูเขาอสูรเท่านั้นหล่ะมั้ง\"
ในสมองของหวังเฉินเต็มไปด้วยข้อมูลเกี่ยวกับพยัคฆ์โลหิต ความแข็งแกร่ง และลักษณะการดำรงชีวิตของมันที่เขาได้ศึกษามาเพื่อเตรียมตัวสำหรับภารกิจนี้ พยัคฆ์โลหิตเป็นสัตว์ร้ายในระดับขั้นโพ้นฟ้า ลักษณะเหมือนเสือ แต่ร่างกายเต็มไปด้วยสีแดงเลือด ซึ่งแข็งแกร่งกว่าเสือปกติหลายเท่า มีนิสัยดุร้าย และสติปัญญาต่ำ
หวังเฉินพลิกมือและหยิบหอกสังหารเทพออกมา หอกใหญ่เล่มนี้เขาได้เก็บมันไว้ในถุงเก็บของตั้งแต่ตอนออกจากภูเขาหมิงอวี้และไม่ได้ใช้งานมาสักพักแล้ว เมื่อหยิบขึ้นมาครั้งนี้ เขารู้สึกเหมือนกับได้เจอเพื่อนเก่าที่คุ้นเคย
“สำนักเทียนหยวนช่างร่ำรวยเสียจริง ถุงเก็บของนี้ดีกว่าถุงเก็บของของข้าที่ศิษย์ภายนอกได้รับมาอยู่มาก” หวังเฉินมองไปที่ถุงผ้าขนาดเล็กในมือ ซึ่งมีสัญลักษณ์เวทอย่างเลือนลาง มีแสงสว่างบางเบาไหลเวียนอยู่ เขาไม่สามารถหยุดเปรียบเทียบกับถุงเก็บของที่เขาพกไปในครั้งนี้ได้ ถุงเก็บของเป็นสมบัติที่ใช้สำหรับเก็บของ ที่สร้างขึ้นด้วยวิธีการของผู้ฝึกฝนวิชาเซียน แต่เนื่องจากหวังเฉินเป็นเพียงแค่ศิษย์ภายนอกของสำนักชิงหยุน ฐานะของเขาค่อนข้างต่ำ เขาจะได้รับถุงเก็บของก็ต่อเมื่อออกไปทำภารกิจของหอภารกิจเท่านั้นและจะต้องคืนเมื่อทำภารกิจเสร็จ หากคิดจะเก็บไว้เอง ผลที่ตามมาคงจะร้ายแรงอย่างยิ่ง
ในขณะที่กำลังคิดฟุ้งซ่านไปเรื่อย หวังเฉินก็ได้มาถึงบริเวณรอบนอกของเทือกเขาอสูรแล้ว เสียง ฟ่อ...ฟ่อ... บนต้นไม้เหล็กขนาดใหญ่ที่มีกิ่งก้านหนาแน่นและใบไม้เขียวชอุ่ม งูใหญ่ลายเกล็ดสีเขียวความยาวสามจั้งและมีขนาดลำตัวเท่ากับปากถ้วยกำลังเลื้อยอยู่ มันยื่นลิ้นสีแดงสดออกมา และดวงตาสีทองประกายวิบวับไม่ละสายตาไปจากมนุษย์ที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้
เลือดลมที่พลุ่งพล่านทำให้งูใหญ่ตัวนี้ยิ่งตื่นเต้นรุนแรงขึ้น ร่างใหญ่ๆ ของมันบิดไปบิดมาบนต้นไม้อย่างต่อเนื่อง ลิ้นที่แลบออกมาเร็วขึ้นราวกับสายฟ้า เขี้ยวพิษที่น่ากลัวเผยอออกมา ส่งประกายเย็นเยียบ วูบ! พร้อมกับเสียงระเบิดอากาศที่แสบแก้วหู งูเหลือมตัวนี้ก็พุ่งลงมาจากต้นไม้และเปิดปากกว้างพุ่งตรงไปที่คอของเป้าหมาย สีหน้าของหวังเฉินเปลี่ยนไป เขาส่ายหัวเบาๆ และใช้หอกสังหารเทพทิ่มขึ้นไปข้างบน
ฉึบ!
งูใหญ่นั้นถูกเฉือนจนขาดเป็นสองท่อน มันขยับไปมาครู่หนึ่งแล้วก็แข็งทื่อไป
\"สมกับเป็นภูเขาอสูรจริงๆ ทุกหนทุกแห่งล้วนมีอสูร ข้าเพิ่งเดินมาได้ไม่ถึงหนึ่งเค่อ ก็เจออสูรสิบกว่าตัวแล้ว\" หวังเฉินมองไปรอบๆ แล้วก็จำได้ว่างูเหลือมตัวนี้เป็นอสูรที่มีชื่อเสียงพอสมควร เรียกว่างูเหลือมเกล็ดเขียว เกล็ดของมันแข็งแกร่งและมีพลังมหาศาล ผู้ฝึกฝนโพ้นฟ้าทั่วไปถ้าเจอจะต้องระวังอย่างมาก เพราะอาจถูกมันบีบจนกระดูกหักทั้งตัว เจ็บปวดจนแทบไม่ต่างจากความตาย และยังมีพิษร้ายแรง เรียกได้ว่าถ้าโดนเลือดก็ถึงตายได้
หลังจากฆ่างูเหลือมเกล็ดเขียว หวังเฉินก็เดินต่อไป อสูรชนิดนี้ เมื่อเจอกับผู้ฝึกฝนโพ้นฟ้าทั่วไป แน่นอนว่าไม่มีทางรอด ตายในพริบตา แต่สำหรับเขาแล้วมันยังไม่เพียงพอ เดิมทีเขาก็มีพละกำลังที่มหาศาลอยู่แล้ว หลังจากฝึกฝน วิชาเก้าสังวรแห่งการหลอมกาย หวังเฉินรู้สึกว่าตนเองไม่เหมือนมนุษย์มากขึ้นเรื่อย ๆ เขามีพลังแข็งแกร่งยิ่งกว่าอสูรทั่วไป เพียงการโจมตีเบาๆ ก็ยังมีแรงหลายหมื่นจิน อีกทั้งผิวกายยังแข็งแกร่ง แม้แต่เกล็ดหรือขนของอสูรหลายชนิดยังสู้ไม่ได้ งูเหลือมเกล็ดเขียวธรรมดาตัวหนึ่งจึงไม่เป็นปัญหาสำหรับเขา
เสือดาวเงาทอง หมาป่าลมเงิน งูเหลือมเกล็ดเขียว อสูรหลากหลายชนิดที่ปรากฏตัวไม่หยุด หวังเฉินรู้สึกตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก หากเป็นโลกมนุษย์ โลกที่เขาจากมานั้น คงไม่มีอสูรประหลาดมากมายเช่นนี้ แม้จะมีบ้าง แต่ก็เป็นสัตว์ที่ได้รับการคุ้มครองระดับประเทศ ไม่สามารถล่ามันได้ง่ายๆ แต่ในแผ่นดินเทียนหยวนนี้มีพันธุ์พืชและสัตว์มากมาย อสูรประหลาดนับไม่ถ้วน
“พยัคฆ์โลหิต ถือเป็นอสูรที่แข็งแกร่งในเขตชายขอบของภูเขาอสูร หากมีพยัคฆ์โลหิตอยู่ที่ไหน มักจะมีหญ้าโลหิตอยู่ด้วยใกล้ ๆ แต่นี่ข้าเดินหามาครึ่งวันแล้ว ยังไม่พบแม้แต่ตัวเดียว คงต้องลึกเข้าไปอีกหน่อย”
หวังเฉินส่ายศีรษะเล็กน้อย ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าตนเองยังขาดประสบการณ์ การตามหาพยัคฆ์โลหิตนั้นดูเหมือนว่าแทบจะต้องพึ่งพาโชคทั้งหมด แม้ว่าเขาจะมีพลังจิตสัมผัสในระดับสร้างฐาน แต่ก็สามารถครอบคลุมพื้นที่ได้เพียงไม่กี่ลี้เท่านั้น ท่ามกลางภูเขาอสูรอันกว้างใหญ่นี้ การตามหาพยัคฆ์โลหิตนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ตูม! ตูม!
เสียงพลังปะทะกันดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง แทรกมาด้วยเสียงด่าทอที่ได้ยินเพียงแว่ว ๆ ได้ยินดังนั้น หวังเฉินจึงเกิดความสนใจทันที พลังจิตสัมผัสของเขาแผ่ขยายออกไปเหมือนกระแสน้ำครอบคลุมบริเวณโดยรอบทันที
ห่างออกไปประมาณห้าลี้ มีคนสองกลุ่มประมาณสิบกว่าคนกำลังเผชิญหน้ากันอยู่และเริ่มต่อสู้กัน แสงดาบและเงากระบี่ปะทะกัน เกิดเสียงฆ่าฟันดังก้อง
“เอ๊ะ? ดูเหมือนจะเจอศิษย์ร่วมสำนักซะแล้วสิ”