ฝ่ามือแห่งการลงทัณฑ์
บทที่ 31 ฝ่ามือแห่งการลงทัณฑ์
“หืม?” หวังเฉินรู้สึกโกรธขึ้นมาเล็กน้อย แม้ว่าเขาจะเป็นคนที่มักหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและระมัดระวังไม่ให้ความลับของตนเองถูกเปิดเผย ก่อนที่พลังของเขาจะพัฒนามากพอที่จะป้องกันตัวเองได้ ระยะเวลาที่ผ่านมาเขาใช้ชีวิตอย่างสงบและเงียบเชียบในช่วงที่อยู่ในสำนักชิงหยุน หากไม่ได้มีความสัมพันธ์อันดีกับเว่ยหราน เขาคงจะปิดประตูขับไล่คนทั้งหมดออกไปโดยไม่พูดอะไรแล้ว
แต่ตอนนี้ จางหู่ กลับกล้าบุกเข้ามาในลานบ้านของเขาโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต เพียงเพราะมีปัญหากับเว่ยหราน พฤติกรรมอันโอหังเยี่ยงนี้ทำให้หวังเฉินไม่อาจนิ่งเฉยได้อีก
“จางหู่ เจ้าไม่เกรงใจเจ้าบ้านเลยหรือ? กล้าบุกเข้ามาในลานบ้านของข้าโดยไม่ได้รับอนุญาตแบบนี้ เจ้ากล้าทำเกินไปแล้ว!” หวังเฉินมองไปยังจางหู่และพรรคพวกด้วยสายตาเรียบเฉย เสียงของเขาราบเรียบ แต่กลับเต็มไปด้วยแรงกดดัน
ภายใต้คำพูดที่ดูสงบนี้ แววตาของหวังเฉินแฝงความเยือกเย็นจนน่าขนลุก มีเพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่สังเกตเห็นประกายแสงเย็นวาบในดวงตาของเขาทัน
“ไอ้เด็กนี่! นี่มันเรื่องระหว่างข้ากับเว่ยหราน! เจ้าไม่เกี่ยวอะไรด้วย รีบไสหัวไปไกลๆข้าซะ ไม่งั้นข้าจะทำให้เจ้าพิการเดี๋ยวนี้เลย!” จางหู่คำรามด้วยความโกรธ ก้าวเดินอย่างดุดันเหมือนมังกรกำลังกราดเกรี้ยว พร้อมกับปลดปล่อยพลังปราณที่เต็มไปด้วยความอำมหิตออกมา
เว่ยหรานที่ยืนอยู่ข้าง ๆ หวังเฉิน สีหน้าดูไม่ค่อยดีนัก เขามองหวังเฉินด้วยความรู้สึกผิดเต็มเปี่ยม
หวังเฉินหันไปมองเว่ยหรานด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ก่อนจะหันกลับมาสบตากับจางหู่ เขายังคงยืนนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่พลังปราณภายในของเขากลับเริ่มเคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์
“ศิษย์พี่หวังเฉิน ข้าต้องขอโทษด้วยจริง ๆ ข้ากับจางหู่มีปัญหาขัดแย้งกัน เมื่อครั้งก่อนตอนทำภารกิจของสำนัก เราแย่งชิงสมุนไพร หิมะวิญญาณ กัน สุดท้ายข้าเป็นฝ่ายได้มาครอง ตั้งแต่นั้นเขาก็ยังไม่ยอมปล่อยวางเรื่องนี้เสียที ถ้าเช่นนั้น ข้าจะไปประลองกับเขาที่ลานประลองเพื่อสะสางเรื่องนี้ก่อน แล้วค่อยกลับมาพบกับศิษย์พี่อีกที”
หวังเฉินพยักหน้าด้วยความเข้าใจ เขาเคยได้ยินชื่อ หิมะวิญญาณ มาก่อน แม้สมุนไพรนี้จะไม่มีประโยชน์สำหรับผู้บรรลุระดับ เหนือฟ้า แต่สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ในระดับ โพ้นฟ้า กลับมีค่าอย่างใหญ่หลวง หากกลืนกินเข้าไปจะสามารถยกระดับพลังขึ้นได้หนึ่งขั้นโดยตรง เห็นได้ชัดว่าสมุนไพรนี้จึงถือเป็นของล้ำค่าสำหรับศิษย์ภายนอกของสำนัก
“ไม่จำเป็นหรอก เจ้าไม่ใช่คู่มือของเขา” หวังเฉินส่ายหน้าช้า ๆ ด้วยพลังจิตสัมผัสที่ลึกซึ้งของเขา เขาสามารถมองออกได้ทันทีว่า แม้เว่ยหรานจะมีพลังฝึกตนเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่ยังคงต่างชั้นจากจางหู่พอสมควร จางหู่มีพลังถึงระดับ โพ้นฟ้าขั้นสมบูรณ์ เพียงแค่ได้ตระหนักรู้ถึงสัจธรรมของฟ้าดินสักเล็กน้อย ก็จะสามารถก้าวข้ามไปสู่ระดับ เหนือฟ้า ได้แล้ว
“จางหู่ใช่ไหม? ข้าไม่สนใจว่าเจ้ากับเว่ยหรานจะมีปัญหาอะไรกันมาก่อน แต่ในเมื่อเจ้าบุกเข้ามาในลานบ้านของข้าอย่างโอหังเช่นนี้ ข้าย่อมไม่อาจปล่อยผ่านไปได้ งั้นเอาเป็นแบบนี้ เจ้าต้องการไปที่ลานประลองนักใช่ไหม ถ้างั้นข้าจะทำให้เจ้าสมหวังเอง ไปกันเถอะ!”
หวังเฉินพูดเสียงเรียบ แต่แววตาเย็นเยียบชวนสะพรึง จางหู่ผู้นี้ช่างหยิ่งยโสอย่างไร้ขอบเขต และสิ่งที่หวังเฉินเกลียดที่สุดก็คือคนที่ไม่มีฝีมือแต่ยังกล้าทำตัวโอหังเช่นนี้
จางหู่ถึงกับชะงักไป เช่นเดียวกับพวกพ้องของเขา ทุกคนมองหวังเฉินด้วยสายตาเย้ยหยัน เหมือนกำลังมองคนโง่คนหนึ่ง
เว่ยหรานรู้สึกดีใจลึก ๆ ในใจ เขารู้ตัวดีว่าตนยังไม่ใช่คู่มือของจางหู่ การที่เขามาที่นี่ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับจางหู่ด้วยส่วนหนึ่ง แต่สิ่งที่เขาไม่คาดคิดก็คือ จางหู่จะกล้าทำตัวหยิ่งยโสเช่นนี้ต่อหน้าหวังเฉิน คนอื่นอาจไม่รู้ถึงความน่ากลัวของหวังเฉิน แต่สำหรับเว่ยหรานเขาย่อมรู้ดีที่สุด เพราะครั้งหนึ่งเขาเคยเห็นกับตามาแล้ว เมื่อกลุ่มศิษย์ของสำนักอวี้เจี้ยนที่มีฝีมือไม่ธรรมดา กลับกลายเป็นเพียงเศษเนื้อเละ ๆ ต่อหน้าของหวังเฉิน ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นยังคงทำให้เขารู้สึกหนาวเยือกไปทั้งหัวใจเมื่อคิดถึงอยู่เสมอ
“ฮ่า ๆ ข้าหูฝาดไปหรือเปล่า? เจ้าคนไร้ชื่อเสียงคนหนึ่ง กล้าคิดจะขึ้นไปประลองกับข้า? แต่เจ้ามันเป็นใครกันล่ะ? เจ้ามีสิทธิ์สั่งข้าไปประลองได้อย่างนั้นหรือ? หากข้าทำตามคำพูดของเจ้า แล้วหน้าตาของข้าจะไปอยู่ที่ไหน?” จางหู่พูดพลางมองหวังเฉินด้วยสายตาดูถูก ราวกับหวังเฉินไม่มีตัวตนในสายตาของเขาแม้แต่น้อย
แววตาของหวังเฉินเย็นลงทันที พลังลมปราณสีเขียวอ่อนแวบผ่านร่างผอมบางของเขาอย่างแผ่วเบา
“ไสหัวไปซะ!” เสียงคำรามเพียงคำเดียวหลุดออกจากปากหวังเฉิน เขาไม่เสียเวลาพูดพร่ำทำเพลงอีกต่อไป ก้าวเท้าเข้าไปหาจางหู่โดยไม่ชายตามองแม้แต่น้อย แล้วฟาดฝ่ามือออกไปอย่างไม่ลังเล
เพียงชั่วพริบตา แกร๊กกก!! เสียงกระดูกหักดังสั่นในอากาศ ตามมาด้วยร่างของใครบางคนที่ลอยขึ้นสูงข้ามกำแพงเตี้ย ๆ ไป ก่อนจะตกลงกระแทกอย่างแรงไปอยู่ท่ามกลางกลุ่มศิษย์ภายนอกที่กำลังมุงดูเรื่องสนุกกันอยู่
หวังเฉินลงมือเพียงครั้งเดียว แต่ผลลัพธ์กลับดุจดั่งสายฟ้าฟาด จางหู่ที่แม้จะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับ โพ้นฟ้าขั้นสมบูรณ์ ก็ไม่อาจต้านทานพลังอันมหาศาลจาก วิชาเก้าสังวรแห่งการหลอมกาย ของหวังเฉินได้ เขาไม่ต้องใช้กระบวนท่าใด ๆ ที่ซับซ้อนเลย เพียงใช้แค่พละกำลังอันรุนแรงก็สามารถบดขยี้ศัตรูได้อย่างราบคาบแล้ว
จางหู่ตอนนี้ถูกฟาดจนกระดูกหน้าอกแตกละเอียด เลือดพุ่งออกมาจากปากไม่หยุด ร่างของเขาดูเหมือนจะไร้เรี่ยวแรงที่จะลุกขึ้นมาได้อีก
เกิดเสียงฮือฮาดังขึ้นมาในทันที ทุกคนต่างตกตะลึงกับพฤติกรรมอันดุดันของหวังเฉิน เพียงแค่ลงมือครั้งเดียว จางหู่ ซึ่งในหมู่ศิษย์ภายนอกเป็นที่รู้กันว่าชอบใช้อำนาจข่มเหงผู้อื่นด้วยความโอหัง ก็ร่วงลงไปนอนกับพื้นเย็นเฉียบ ใบหน้าซีดเผือด ลมหายใจรวยริน เลือดสดพุ่งออกจากปากอย่างต่อเนื่อง ร่างกายของเขาดูอ่อนยวบเหมือนไม่มีกระดูก ในเวลาเพียงชั่วพริบตา หวังเฉินก็จัดการกับจางหู่จนกระดูกในร่างแทบจะหักละเอียด
แม้แต่เว่ยหรานที่เคยรับรู้ถึงความเก่งกาจและความดุดันของหวังเฉินมาก่อนหน้านี้ ก็ยังตกใจจนพูดไม่ออก ไม่ต้องพูดถึงเหล่าศิษย์ภายนอกคนอื่น ๆ ที่ไม่คุ้นเคยกับหวังเฉิน พวกเขามองหวังเฉินด้วยสายตาหวาดกลัว บางคนแฝงไปด้วยแววเยาะเย้ย และบางคนก็ถึงขั้นมองด้วยความเวทนา
หวังเฉินรับรู้ถึงปฏิกิริยาที่หลากหลายของผู้คน แต่เขาไม่ได้ใส่ใจ เพราะด้วยความสามารถที่เหนือชั้น ทำให้เขาไม่มีความวิตกกังวลใด ๆ แม้แต่นิดเดียว
“เจ้า เจ้าช่างบ้าบิ่นนัก! เจ้ารู้หรือไม่ว่าพี่ชายของจางหู่เป็นศิษย์ชั้นใน ผู้ฝึกตนขั้นเหนือฟ้า เจ้าทำร้ายจางหู่ในวันนี้ นับว่าเจ้าไม่รู้จักกลัวตาย!”
“ฮึ! คนผู้นี้ช่างโง่เขลานัก พวกเรารีบไปแจ้งพี่จางหลงกันดีกว่า!”
ไม่นานลานบ้านเล็ก ๆ ของหวังเฉินก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ศิษย์ภายนอกพากันหามจางหู่ที่บาดเจ็บสาหัสออกไป เหลือเพียงเว่ยหรานที่ยังอยู่กับหวังเฉิน