พลังที่ไม่อาจต้านทาน
บทที่ 34 พลังที่ไม่อาจต้านทาน
ในชั่วขณะนั้น ความเข้าใจของหวังเฉินเกี่ยวกับเส้นทางแห่งการฝึกตนก็ลึกซึ้งขึ้นไปอีกขั้น เช่นเดียวกับเขาและจางหลง ทั้งสองคนแต่เดิมที่แทบไม่มีความแค้นต่อกันมาก่อน หากลองพิจารณาดี ๆ ก็เป็นเพียงแค่เรื่องปากเสียงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ท้ายที่สุดก็ต้องขึ้นมาบนลานประลอง และจางหลงผู้นี้เมื่อลงมือก็ใช้พลังทั้งหมดที่มี แฝงไปด้วยเจตนาต้องการที่จะสังหารหวังเฉิน ณ ที่แห่งนี้อย่างเห็นได้ชัด
หวังเฉินมองจางหลงด้วยสายตาเย็นชา แต่จิตใจของเขากลับสงบนิ่งอย่างยิ่ง เขามองดูอีกฝ่ายที่กำลังใช้เคล็ดวิชา เรียกพลังปราณออกมา และเพิ่มพูนเจตนาสังหารขึ้นเรื่อย ๆ
กระบี่แสงและดาบพลังงานนับไม่ถ้วนลอยอยู่กลางอากาศ พลังคมกริบแผ่ซ่านราวจะทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า ดาบและกระบี่เหล่านั้นเรียงรายหนาแน่น ช่างสมกับคำว่า “คมดาบพันเล่มหมื่นกระบี่ฟาดฟันฟากฟ้า” ท่สื่อถึงความตายอันเงียบงันอย่างน่าหวาดหวั่น
นอกลานประลอง ความวุ่นวายก็เริ่มปะทุขึ้นในหมู่ศิษย์ ทั้งศิษย์ภายนอกและศิษย์ชั้นในต่างจับจ้องมองจางหลงที่กำลังใช้เคล็ดวิชาอยู่ตอนนี้ พลังปราณของเขาที่แผ่พุ่งออกมาสร้างคลื่นพลังสั่นสะเทือนทั่วทั้งลานประลอง
สายลมและเมฆหมอกหมุนวนไปทั่ว พลังปราณฟุ้งกระจายไปในอากาศ เขาแสดงให้เห็นถึงพลังของผู้ที่เหนือกว่าด้วยท่าทีสง่างาม
แม้จะมีเพียงศิษย์ชั้นในบางคนที่ยังคงนิ่งเฉยและไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ แต่ศิษย์คนอื่น ๆ ต่างเบิกตากว้าง สายตาเปล่งประกายเฝ้าจับจ้องไปทุกการเคลื่อนไหวของจางหลง พวกเขากลัวจะพลาดแม้เพียงกระเบียดนิ้ว
การเฝ้าชมการต่อสู้ของผู้อื่นนั้น นับว่าเป็นโอกาสหนึ่งในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับการฝึกตน สำหรับบางคนแล้ว มันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการบรรลุขั้นต่อไป หรือแม้กระทั่งเป็นกุญแจสำคัญในการฝ่าขอบเขตของตนเอง
“นี่คือเคล็ดวิชาปราณทอง! ดูจากท่ากระบวนคมดาบพันเล่มหมื่นกระบี่ของจางหลงผู้นี้ แสดงว่าตอนนี้เขาอยู่ในระดับสูงสุดของขอบเขตเหนือฟ้าขั้นกลางแล้วบางทีในอีกไม่นาน ศิษย์ชั้นในของเราคงได้เพิ่มยอดฝีมือระดับผู้บรรลุขอบเขตเหนือฟ้าขั้นปลายอีกคน!”
“ใช่แล้ว เคล็ดวิชาปราณทองนั้นมีพลังทำลายล้างสูง ในบรรดาคัมภีร์ธาตุทั้งห้า ถือเป็นหนึ่งในคัมภีร์อันดับต้น ๆ เจ้าหวังเฉินที่มีเพียงพลังขั้นโพ้นฟ้า ไม่มีทางรอดแน่นอน!”
เหล่าศิษย์ชั้นในที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ พูดคุยกันอย่างสงบ คำพูดของพวกเขาเต็มไปด้วยความดูแคลน และไม่ได้สนใจถึงอันตรายที่หวังเฉินกำลังเผชิญอยู่เลยแม้แต่นิดเดียว
ฟุ่บ!
เสียงลมวูบวาบ เมื่อปรากฏร่างของสองคนขึ้นข้างลานประลอง พวกเขาคือโจวชิงและหยุนลู่ ทันทีที่มาถึง ทั้งสองก็จ้องมองสถานการณ์ผ่านเกราะคุ้มกันของลานประลองทันที
ด้านหนึ่งคือกระบวนดาบและกระบี่ที่พุ่งทะลวงไปมาดุจพายุใบมีด แผ่พลังคมกริบจนทำลายทุกสิ่ง ส่วนอีกด้านกลับสงบเรียบราวน้ำในบ่อที่ไร้การกระเพื่อม
แม้การบรรยายจะดูยืดยาว แต่ในโลกแห่งการฝึกตน การโจมตีล้วนเป็นการวางเดิมพันด้วยชีวิต พลังที่ปะทุในชั่วพริบตาสามารถชี้เป็นชี้ตายได้ ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยระหว่างพลังอาจกลายเป็นช่องว่างมหาศาล
“ไม่ดีแล้ว! ศิษย์พี่โจว! หวังเฉินเขากำลังทำอะไรอยู่!”
หยุนลู่สีหน้าซีดเผือด เธอร้องตะโกนด้วยความกังวล
หวังเฉินกลับไม่ได้สนใจสถานการณ์รอบด้านเลยแม้แต่น้อย เมื่อเห็นคมแสงจากกระบี่ทองและดาบทองจำนวนมหาศาลที่พุ่งผ่านอากาศตรงเข้ามา รวมถึงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกระหายเลือดของจางหลงที่ชัดเจนในดวงตาของเขา
ใบหน้าของหวังเฉินสงบนิ่ง เขาค่อย ๆ ยื่นมือของตนออกมา มือขาวซีดเปล่งแสงสีเขียวอ่อน พลังอันลี้ลับและโบราณไหลผ่านราวกับพลังจากยุคบรรพกาล
“ลองดูสิว่าร่างกายของข้าในตอนนี้จะแข็งแกร่งแค่ไหน”
เขาคิดในใจเงียบ ๆ แสงสีเขียวอ่อนแวบผ่านบนใบหน้าของเขาในชั่วพริบตาจนแทบไม่มีใครมองเห็น
ภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงของทุกคน หวังเฉินพลิกฝ่ามือของเขา แล้วเหวี่ยงออกไปด้านหน้าเหมือนเขากำลังตบแมลงวัน
ปัง! ปัง!
เสียงระเบิดดังสนั่น คมแสงของดาบและกระบี่ทั้งหมดที่พุ่งเข้าใส่ กลับแตกสลายราวกับฟองสบู่ที่ถูกทำลายลงใต้ฝ่ามือของหวังเฉิน
ไม่มีดาบหรือกระบี่เล่มใดสามารถทำอันตรายกับร่างของเขาได้เลย ไม่แม้แต่จะทิ้งรอยแผลบนผิวหนังยังทำไม่ได้
ภาพเหตุการณ์นั้นทำให้ทุกคนที่มองดูอยู่ตกตะลึงถึงขีดสุด ราวกับโลกทั้งใบหยุดนิ่ง
“จางหลง เจ้านี่มันช่างไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย! การโจมตีระดับนี้สำหรับผู้บรรลุขอบเขตเหนือฟ้าขั้นกลาง ก็มีเพียงเท่านี้เองหรอกหรือ!” หวังเฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย ขณะก้าวเดินไปข้างหน้า พลังปราณที่ระเบิดและหมุนวนอยู่เบื้องหน้า และคมแสงพลังอันร้ายกาจกลับดูราวกับกระดาษที่เปื่อยยุ่ย ถูกเขาปัดทิ้งด้วยฝ่ามืออย่างง่ายดาย แสงสีทองนับไม่ถ้วนแตกกระจายลอยในอากาศ ราวกับหิ่งห้อยที่เปล่งแสงระยิบระยับ
จางหลงอ้าปากค้าง ตอนนี้เขาไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าสถานการณ์มันกลับตาลปัตรมาเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร
“เป็นไปได้อย่างไร? นี่มันเป็นไปไม่ได้! เคล็ดวิชาปราณทองของข้า พลังโจมตีไร้เทียมทาน คมกล้าเหนือสิ่งใด เหตุใดถึงถูกทำลายได้ง่ายดายเช่นนี้!”
เขาตะโกนด้วยความคับแค้นใจ แต่หวังเฉินกลับหมดความสนใจต่อการประลองในครั้งนี้แล้ว เขาก้าวเข้ามาใกล้จางหลง ก่อนจะยกฝ่ามือตบลงไปที่หน้าอกของอีกฝ่าย เสียงกระดูกแตกหักดังสะนั่น
“จางหลง สำหรับการประลองในครั้งนี้ ข้าคิดว่าเจ้าคงต้องยอมรับโดยดีแล้วใช่ไหม? นำหินวิญญาณมา แล้วข้าจะไว้ชีวิตน้อย ๆ ของเจ้า”
จางหลงใบหน้าขาวซีด ดวงตาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง หวาดกลัว และอับอายผสมปนเปกัน แต่ในสุดท้ายเขาก็ต้องกัดฟันหยิบถุงมิติออกมา และส่งหินวิญญาณระดับต่ำหนึ่งพันก้อนให้หวังเฉินด้วยความเจ็บปวดใจ
ไม่ใช่ว่าเขายินยอมด้วยใจ แต่เพราะตอนที่เซ็นสัญญาประลองเป็นตาย พวกเขาได้เขียนเงื่อนไขการเดิมพันเอาไว้อย่างชัดเจน และมีบันทึกไว้ที่หอผู้คุมกฎ หากเขาผิดสัญญาแม้แต่น้อย หวังเฉินสามารถฆ่าเขาได้โดยไม่ต้องรับโทษใด ๆ
หวังเฉินไม่ใส่ใจความรู้สึกของจางหลง เขาก้าวออกจากลานประลองด้วยความเบิกบานใจ ครั้งนี้แค่ลงแรงเพียงเล็กน้อยเขาก็ได้รับหินวิญญาณระดับต่ำมาถึงหนึ่งพันก้อน มันช่างง่ายเสียยิ่งกว่าการปล้นซะอีก
ทันทีที่เขาก้าวออกจากลานประลอง คิ้วของหวังเฉินก็ขมวดเข้าหากัน ด้านนอกเต็มไปด้วยเสียงเอะอะโกลาหล สายตาของทุกคนที่จับจ้องมาที่เขาเหมือนกำลังมองสัตว์ประหลาด ความตกตะลึงถึงขีดสุดสะท้อนในแววตาของพวกเขา เสียงหายใจที่สะท้อนด้วยความตกใจดังรอบด้านราวกับระลอกคลื่น
หวังเฉินหันไปมองและบังเอิญเห็นหยุนลู่กับโจวชิงอยู่ในกลุ่มผู้ชม แม้จะไม่ทราบว่าทำไมพวกเขาถึงได้มาที่นี่ แต่เขาก็เดินเข้าไปทักทาย
“ศิษย์พี่โจวชิง ศิษย์พี่หยุนลู่ พวกท่านมาที่นี่ได้อย่างไร?”
โจวชิงมองหวังเฉินด้วยสีหน้าขมขื่น ก่อนที่จะถอนหายใจยาว
“ศิษย์น้องหวัง เจ้าช่าง...ข้าไม่รู้จะพูดอย่างไรกับเจ้าดี”
หลังจากพูดไปสักพัก สีหน้าของโจวชิงพลันเปลี่ยนไปคล้ายกับนึกอะไรบางอย่างได้ เขาจ้องตาหวังเฉินเขม็ง
“ศิษย์น้อง...หรือว่าเจ้า...หรือว่าเจ้าจะสำเร็จเคล็ดวิชาเล่มนั้นแล้วจริง ๆ?”
ก่อนที่หวังเฉินจะได้ตอบ หยุนลู่ก็พุ่งเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็ว ท่าทางดีใจจนแทบจะกระโดด เธอตบไหล่เขาด้วยความตื่นเต้น ดวงตารูปพระจันทร์เสี้ยวของเธอเปล่งประกายแวววับ
“ศิษย์น้องหวัง! ไม่เลวเลย! เจ้าเก่งจริง ๆ! แม้แต่จางหลงก็ยังพ่ายแพ้ให้เจ้า ข้าช่างมองคนไม่ผิดจริง ๆ!”
คำชมของหยุนลู่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจราวกับเธอเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จนั้น ทำให้หวังเฉินทั้งหัวเราะทั้งกลุ้มใจในเวลาเดียวกัน
หลังจากที่หวังเฉินและโจวชิงพากันจากไป บรรยากาศรอบลานประลองกลับยิ่งโกลาหลยิ่งขึ้นไปอีก จางหู่ในเวลานี้ดูสับสน เขารีบพยุงจางหลงที่บาดเจ็บสาหัสออกจากลานประลองไปด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
ณ ตอนนี้ สองพี่น้องจางต่างเสียหน้าอย่างถึงที่สุด พวกเขาเดินจากไปด้วยความหม่นหมอง ใบหน้าซีดขาว ไม่รู้ว่าจะไปซ่อนตัวรักษาแผลใจกันที่ไหน
ส่วนศิษย์ชั้นในบางคนที่เดิมทีไม่สนใจการประลองครั้งนี้ เมื่อได้เห็นจุดจบของจางหลง แต่ละคนกลับหน้าซีดด้วยความหวาดหวั่นก่อนจะพากันเดินจากไปด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ในขณะที่ศิษย์ภายนอกกลับยังคงตื่นเต้นและพูดคุยถึงเรื่องราวบนลานประลองอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลยแม้แต่น้อย