หลังการต่อสู้ใต้พิภพ

บทที่ 52 หลังการต่อสู้ใต้พิภพ

การที่หวังเฉินและพวกเพิ่งกลับมาจากดินแดนใต้พิภพหลังจากต่อสู้ต่อเนื่องเป็นเวลาสิบวันสิบคืน ได้สังหารสิ่งมีชีวิตใต้พิภพไปเท่าไหร่ก็ไม่รู้ สิ่งเหล่านั้นเมื่อเทียบกับใต้ดินอันมืดมิดและกว้างใหญ่แล้ว สิ่งที่พวกเขาทำลงไปถือเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็ก ๆ ในสงครามใหญ่ครั้งนี้เท่านั้น เพราะเหล่าสิ่งมีชีวิตในดินแดนใต้พิภพที่พวกเขาสังหารไปนั้นก็เป็นเพียง \"ตัวเบี้ย\" ในกองทัพอันมหาศาลของเผ่าพันธุ์ใต้พิภพ และดินแดนที่พวกเขาเดินผ่านไปก็นับเป็นเพียงพื้นที่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อเทียบกับใต้ดินอันกว้างใหญ่แล้ว ยังถือว่าเล็กเกินไป เหมือนกับเม็ดทรายในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่

ยังคงมีผู้ฝึกตนระดับสูงอีกมาก เช่น ขั้นสร้างฐานหรือระดับที่สูงกว่านั้น ที่เป็นกำลังสำคัญในสงครามครั้งนี้ เพราะพวกเขาสามารถที่จะตะลุยลึกลงไปในชั้นที่สองของดินแดนใต้พิภพ เพื่อเผชิญหน้ากับนักรบชั้นยอดของเผ่าพันธุ์ใต้พิภพได้

ดังนั้นตอนนี้ในหอภารกิจจึงเต็มไปด้วยเหล่าศิษย์ของสำนักชิงหยุน ทั้งศิษย์ชั้นใน ศิษย์หลัก หรือแม้แต่ศิษย์เอกที่มีออร่าพลังมหาศาลแผ่พลังที่น่าอึดอัดออกมาอยู่มากมาย ดังนั้นการกลับมาของหวังเฉินและพวกในตอนนี้จึงไม่ได้เป็นที่สนใจในหอภารกิจมากนัก เพราะเหล่ากลุ่มลูกศิษย์ที่ได้กลับมาจากการทำภารกิจแบบนี้นั้นมีมากมายจนเกินที่จะนับได้

ไม่นานนัก ทั้งเจ็ดคนก็ได้นำวัสดุจำนวนมหาศาลที่ได้จากการสังหารสิ่งมีชีวิตในดินแดนใต้พิภพมาส่งมอบให้กับทางหอภารกิต และแต่ละคนก็ได้รับแต้มผลงานของสำนักตอบแทนกลับมาเป็นจำนวนมหาศาล เมื่อคำนวณรวมกันแล้ว แต่ละคนได้แต้มผลงานของสำนักเกือบหนึ่งหมื่นแต้ม สมดังคำพูดของหวงเจิ้งก่อนหน้านี้ที่ได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้

ในเดิมทีอีกหกคนต้องการจะให้หวังเฉินได้รับแต้มผลงานของสำนักมากกว่านี้ เนื่องจากเขาเป็นคนที่ออกแรงมากที่สุดและช่วยชีวิตพวกเขาไว้หลายครั้งในการต่อสู้ใต้พิภพที่ผ่านมา แต่หวังเฉินกลับปฏิเสธ เพราะเขามองว่าความสำเร็จของกลุ่มในอนาคตนั้นขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของทุกคน และเมื่อพลังบ่มเพาะของทุกคนเพิ่มขึ้น ก็จะสามารถสร้างอำนาจได้ หรือแม้แต่วันหนึ่งหากทุกคนสามารถเพิ่มพลังฝึกตนจนสามารถกลายเป็นศิษย์เอกได้ทั้งหมด เมื่อรวมพลังกันแล้วย่อมมีอิทธิพลในสำนักชิงหยุนได้มากขึ้น

ส่วนแต้มผลงานของสำนักนั้น หวังเฉินในปัจจุบันนั้นมีอยู่ประมาณ 8,000 แต้ม ในขณะที่คนอื่น ๆ มีเกิน 10,000 แต้มกันทุกคน ด้วยแต้มผลงานของสำนักจำนวนมากเช่นนี้ พวกเขาจึงต่างใช้แต้มผลงานของสำนักของตนไปกับการแลกเปลี่ยนยาเม็ดล้ำค่า คัมภีร์ และสมบัติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นที่หอถ่ายทอดวิชา หอสมุนไพร หรือหอหลอมสมบัติ เพียงไม่นานแต้มผลงานของสำนักของพวกเขาก็แทบจะหายไปหมดเกลี้ยง กลายเป็นเหลือเพียงเลขหลักเดียวบนป้ายหยกแสดงสถานะของแต่ละคนเท่านั้น

แต่ถึงแม้แต้มผลงานของสำนักจะหมดลงไป แต่ทุกคนกลับไม่มีใครรู้สึกเสียดายคะแนนเหล่านั้นเลย เพราะการแลกเปลี่ยนแต้มผลงานของสำนักเป็นทรัพยากรที่ไว้ใช้ในการฝึกตนและพลังต่อสู้คือสิ่งที่คุ้มค่าที่สุด การเก็บสะสมแต้มพวกนี้ไว้เฉย ๆ ไม่มีประโยชน์อันใดเลยแม้แต่น้อย

ในขณะที่คนอื่นแลกเปลี่ยนของหลากหลาย หวังเฉินกลับเลือกแลกเปลี่ยนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือการไปที่หอสมุนไพรและแลกแต้มทั้งหมดเป็นยาเม็ดพลังปราณ สำหรับเขาแล้ว ยาเม็ดประเภทอื่น เช่น ยารักษาแผลหรือยาแก้พิษ ไม่มีประโยชน์เท่าไหร่มากนัก ในตอนนี้ยาเม็ดพลังปราณซึ่งอัดแน่นไปด้วยพลังปราณต่างหากที่เป็นสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดในตอนนี้

หวังเฉินได้รับยาเม็ดพลังปราณมากว่าแปดพันเม็ด ทำให้เขารู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้างเล็กน้อย เพราะด้วยระดับการฝึกตนของเขาที่เพิ่มสูงขึ้น ถึงแม้เขาจะสามารถดูดซับพลังปราณจากฟ้าดินได้อย่างรวดเร็วกว่าคนทั่วไป แต่เขาก็ยังรู้สึกว่าไม่เพียงพอต่อความต้องการของเขาในตอนนี้ ในตอนนี้ได้แลกยาเม็ดพลังปราณมาแปดพันเม็ด อย่างน้อยก็สามารถแก้ไขปัญหาการบ่มเพาะในตอนนี้ของเขาได้ชั่วคราว

“ยาเม็ดพวกนี้ ถึงแม้ว่าจะดูเหมือนเยอะก็จริง แต่สำหรับข้าแล้วมันก็ยังไม่พออยู่ดี ใช้ได้ไม่เกินหนึ่งเดือนก็หมด ข้าต้องหาวิธีหารายได้เพิ่มแล้ว” หวังเฉินคิดในใจ พลางเดินไปรวมกับคนอื่นที่รออยู่

เมื่อเขาไปรวมตัวกับโจวชิงและคนอื่น ๆ ทุกคนต่างตกตะลึงเมื่อรู้ว่าเขานำแต้มผลงานของสำนักทั้งหมดไปแลกเป็นยาเม็ดพลังปราณ ส่วนหวังเฉินนั้นก็ทำได้เพียงแต่ยิ้มแห้ง ๆ เท่านั้น เพราะเขาเองก็ไม่มีทางเลือกอื่นเช่นกัน เนื่องจากวิชาที่เขาฝึกฝนนั้นมีความต้องการพลังปราณที่มหาศาลเกินกว่าที่คนทั่วไปจะเข้าใจได้

หลังจากนั้น ทุกคนก็แยกย้ายกลับไปปิดด่านฝึกตนเพื่อหวังพัฒนาระดับพลังของตนเองให้สูงขึ้น แม้แต่โจวชิงเองก็รีบร้อนเช่นกัน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีก แต่ละคนรีบกลับไปยังสถานที่บ่มเพาะของตนเอง เตรียมปิดด่านฝึกตน โจวชิงและหวังเฉินเองก็ได้กลับมายังยอดเขาหยุนหลิงอีกครั้ง หลังจากได้ลงจากภูเขาไปนานสิบวัน

แต่ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้พักหายใจ แม้แต่หยุนซานก็ยังไม่ทันได้ไปคารวะ หยุนลู่ ศิษย์ร่วมอาจารย์ของพวกเขาก็ชิงเข้ามาตำหนิพวกเขาเสียก่อน ด้วยท่าทางไม่พอใจที่พวกเขาลงเขาไปต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตในดินแดนใต้พิภพโดยที่ไม่พาเธอไปด้วย สีหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจของหยุนลู่ทำให้ทั้งโจวชิงและหวังเฉินได้แต่ยิ้มรับอย่างขมขื่น

จนในที่สุด หยุนซานอาจารย์ของพวกเขาก็ต้องออกมาช่วยเหลือพวกเขาให้รอดพ้นจากหยุนลู่ จากนั้นก็ได้สอบถามเกี่ยวกับสถานการณ์การลงเขาในครั้งนี้ของพวกเขา หลังจากนั้นก็ไม่ได้พูดถามอะไรอีก

หวังเฉินรู้ดีว่าในช่วงนี้ไม่ใช่เพียงแค่เขาและศิษย์พี่โจวชิงที่ลงจากภูเขาไป เผลอ ๆ แม้แต่หยุนซาน ผู้เป็นอาจารย์ของตน ก็ยังต้องลงไปสู้ในดินแดนใต้พิภพมาหลายวันด้วยเช่นกัน

“โลกแห่งการฝึกตนเริ่มปั่นป่วนขึ้นทุกวัน ข้าจะต้องรีบเพิ่มพลังให้มากกว่านี้ ไม่อย่างนั้นเมื่อเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่เกิดขึ้นข้าก็คงจะไม่สามารถปกป้องตัวเองได้”

เมื่อกลับถึงถ้ำฝึกตนของตัวเอง หวังเฉินไม่ได้รีบเร่งที่จะเริ่มฝึกตนในทันที แต่กลับนั่งสมาธิบนเตียงของตนอย่างสงบเพื่อขบคิดอย่างลึกซึ้ง สุดท้ายเขาตัดสินใจที่จะลงเขาอีกครั้งเพื่อนำของทั้งหมดที่ได้มาจากเหล่าศิษย์ของสำนักเทียนหยวนไปขายก่อน ไม่ว่าจะแลกเป็นยาเม็ดหรือหินวิญญาณก็ตาม เพราะสิ่งเหล่านี้นั้นล้วนแต่เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาต้องได้ใช้

ดังนั้น หลังจากพักผ่อนอยู่ที่บนยอดเขาหยุนหลิงเพียงแค่วันเดียว เพื่อสงบจิตใจที่ฟุ้งซ่านจากการฆ่าฟันต่อเนื่องเป็นเวลาสิบวัน หลังจากนั้นหวังเฉินก็ออกเดินทางอีกครั้ง คราวนี้เขาเลือกที่จะออกเดินทางในตอนกลางคืนเพียงคนเดียว เพราะเขาไม่อยากเผชิญหน้ากับหยุนลู่ เด็กสาวที่ชอบเรียกเขาว่าศิษย์น้องทุกครั้งที่พบกัน หากเขาเดินทางลงเขาอย่างเปิดเผยและถูกเธอจับได้ หวังเฉินมีความรู้สึกว่าผลลัพธ์ที่ตามมาจะไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน

ตอนก่อน

จบบทที่ หลังการต่อสู้ใต้พิภพ

ตอนถัดไป