บทที่ 108 ซากปรักหักพังยุคกลาง
บทที่ 108 ซากปรักหักพังยุคกลาง
"สำเร็จมั้ย?"
"ยาอมตะในตำนานถูกหลอมขึ้นมาได้จริง ๆ งั้นหรือ?"
ทุกคนต่างแสดงความตื่นเต้นอย่างไม่ปิดบัง แม้แต่หยุนซานที่เพิ่งบรรลุระดับหลอมจิต ก็ยังอดไม่ได้ที่จะกังวลเล็กน้อยว่าเขาจะสามารถงอกแขนที่ขาดไปได้อีกครั้งหรือไม่
"ท่านอาจารย์ นี่คือยาอมตะ ท่านสามารถกินมันลงไปได้เลย"
หวังเฉินนำขวดหยกสีม่วงออกมา กลิ่นหอมสดชื่นของเม็ดยากระจายออกมาพร้อมกับแสงสว่างระยิบระยับที่ลอยขึ้นจากขวด
หยุนซานก็กลืนเม็ดยาอมตะลงไปทันที พลังยาอันเข้มข้นแผ่ซ่านไปทั่วร่างของเขา มีเสียงร้องของนกฟีนิกซ์แว่วออกมาจากภายในตัวเขาเป็นระยะ ๆ เสียงนั้นลึกลับล้ำลึกสอดคล้องกับวิถีแห่งชีวิตที่ยากจะเข้าใจได้
ชี่ ชี่
ภายใต้เสื้อคลุมสีเขียวของหยุนซาน แสงสีเขียวเปล่งประกายคล้าย มังกรน้อยบินวนอยู่ พลังปราณอันหนาแน่นระเบิดออกมา แขนเสื้อที่เคยว่างเปล่าค่อย ๆ พองเต็มไปด้วยเนื้อหนัง
หนึ่งเค่อ... สองเค่อ... ครึ่งชั่วยามผ่านไป แขนข้างใหม่ของหยุนซานก็ได้งอกขึ้นมาใหม่อย่างสมบูรณ์ ในช่วงเวลานั้นทุกคนต่างจับจ้องไปที่หยุนซานอย่างไม่ละสายตา ทุกคนต่างตกตะลึงกับการที่ได้เห็นกระบวนการงอกแขนใหม่ด้วยตาของตนเอง แม้จะเป็นผู้ฝึกตนแต่ทุกคนก็ยังรู้สึกเหมือนกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้านั้นเกินกว่าที่คนธรรมดาทั่วไปจะเข้าใจได้
หยุนซาน เองก็รู้สึกตื่นเต้นและพอใจอย่างมากไม่เพียงแต่แขนข้างใหม่จะงอกออกมาเท่านั้น แต่ร่างกายของเขายังรู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่ รับรู้ได้ถึงพลังชีวิตเต็มเปี่ยม ผลของยาอมตะไม่เพียงแค่ช่วยให้งอกแขนออกมาใหม่เท่านั้น แต่มันยังช่วยยืดอายุขัยให้ยืนยาวขึ้นถึงสองร้อยปี ซึ่งเป็นสิ่งที่เกินขอบเขตของธรรมชาติ มีเพียงเม็ดยาอมตะเท่านั้นที่สามารถทำเช่นนี้ได้
เมื่อเรื่องใหญ่ที่กดดันอยู่ในใจของทุกคนในตอนนี้ได้รับการแก้ไขในคราวเดียว แขนที่ขาดของหยุนซานงอกขึ้นมาใหม่อีกครั้ง แถมหยุนซานยังได้รับการยอมรับจากสำนัก ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้พิทักษ์สำนัก ทุกคนในยอดเขาหยุนหลิงจึงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง และในวันเดียวกันนั้นหยุนซานก็ได้เข้าสู่แดนลับชิงหยุนเพื่อฝึกฝนในทันที
ส่วนหวังเฉินซึ่งทะลวงขอบเขตพลังของตนตอนที่อยู่ในหุบเขาฟีนิกซ์ ก็ได้เลื่อนสถานะเป็นศิษย์หลักเช่นเดียวกับโจวชิง ความก้าวหน้าของหวังเฉินทำให้ผู้คนตกตะลึงอีกครั้ง เพราะภายในระยะเวลาสั้น ๆ เขาก็สามารถทะลวงขอบเขตได้อีกครั้ง ความเร็วในการฝึกฝนของเขานั้นช่างรวดเร็วจนน่ากลัวอย่างมาก คำว่า "อัจฉริยะ" และ "ปีศาจ" สามารถอธิบายถึงตัวเขาในตอนนี้ได้อย่างชัดเจน แต่ตัวของหวังเฉินเองก็รู้ดีว่าการบ่มเพาะของเขานั้นยากเย็นแค่ไหน การที่เขาสามารถทะลวงขอบเขตได้อีกครั้งในช่วงเวลาสั้น ๆ นี้ถือเป็นเรื่องบังเอิญอย่างแท้จริง
ในระหว่างที่หวังเฉินหลอมเม็ดยาอมตะ โลกใต้พิภพได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นอีกครั้ง แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นเกี่ยวข้องกับ คนระดับสูงของโลกแห่งการฝึกตน ซึ่งผู้ฝึกตนทั่วไปไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับรู้
หลังจากหยุนซานใช้เวลาในแดนลับชิงหยุนได้เพียงสิบวัน เขาก็กลับมาที่ยอดเขาหยุนหลิงอีกครั้ง หลังจากกลับมาแล้วหยุนซานก็ได้เรียกศิษย์ของเขามาประชุมที่ถ้ำบ่มเพาะของเขา
"โจวชิง ช่วงนี้เจ้าฝึกฝนไปถึงไหนแล้ว?"
"เคล็ดวิชากระบี่ชิงหยุน เน้นรากฐานเป็นสำคัญเจ้าต้องขัดเกลาจิตวิญญาณของตนเองให้ดี อย่าได้รีบร้อนทะลวงขอบเขต มิฉะนั้นเจ้าจะพบกับผลร้ายมหันต์ เช่น พลังกระบี่ระเบิดและอาจทำลายตัวเจ้าเองได้"
หยุนซานกล่าวเตือน พร้อมอธิบายหลักการให้กับศิษย์ของเขาอย่างใจเย็น
"ท่านอาจารย์วางใจเถอะ ช่วงนี้ข้าได้รับประสบการณ์ต่อสู้มากมายและมีความเข้าใจลึกซึ้งเกี่ยวกับการบำเพ็ญเพียรมากขึ้น ถึงแม้จะยังไม่สามารถทะลวงไปถึงระดับสร้างฐานขั้นกลางได้ แต่ข้าได้เสริมสร้างพื้นฐานของระดับสร้างฐานขั้นต้นให้มั่นคงอย่างเต็มที่แล้ว อีกทั้งพลังต่อสู้ของข้าก็พัฒนาไปไม่น้อย"
โจวชิงเป็นคนที่มีระเบียบแบบแผนชัดเจน ไม่ว่าจะทำสิ่งใดเขามักมีหลักการของตัวเองและไม่ทำอะไรแบบสะเปะสะปะ นี่คือสิ่งที่หยุนซานพึงพอใจในตัวโจวชิงเป็นอย่างมาก ไม่เหมือนกับหวังเฉินที่มักก่อเรื่องใหญ่โตจนทำให้คนรอบตัวใจหายใจคว่ำ แม้แต่หยุนซานเองยังอดหวั่นไม่ได้ในบางครั้ง
"ดีมาก แบบนี้แหละถึงจะก้าวหน้าได้อย่างมั่นคง ส่วนหวังเฉินเจ้าเป็นคนมีพรสวรรค์ที่ไม่ธรรมดา อีกทั้งยังมีผู้อาวุโสปี้ฟางคอยชี้แนะอยู่ข้างกาย เขาน่าจะสามารถให้คำแนะนำที่ดีกว่าแก่เจ้าได้"
จากนั้นหยุนซานก็เข้าสู่ประเด็นสำคัญ เริ่มเล่าถึงเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรในช่วงนี้ให้พวกเขาฟัง
โลกใต้พิภพได้เปิดเผยออกมาทั้งหมดอย่างสมบูรณ์แล้ว เนื่องจากการปรากฏตัวของเงาลึกลับในตอนนั้น ที่ได้ทำการสังหารหมู่เหล่าศิษย์จากหลาย ๆ สำนักไป บางสำนักสูญเสียแม้กระทั่งผู้อาวุโสระดับกำเนิดแก่นแท้ไป ซึ่งนำไปสู่การตื่นตัวของขุมพลังระดับสูงของสำนักต่าง ๆ
ท้ายที่สุดบรรพบุรุษหยวนฮ่าว จากสำนักเทียนหยวนซึ่งเป็นผู้บรรลุระดับอมตะ ได้เดินทางมาจากส่วนกลางของทวีปเทียนหยวนและบุกเข้าสู่ส่วนลึกของโลกใต้พิภพเพื่อเผชิญหน้ากับเงาลึกลับนั้น ผลลัพธ์ของการต่อสู้ของทั้งสองได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในแผ่นดินเทียนหยวนเลยทีเดียว
ต่อมามีข่าวจากสำนักเทียนหยวนโดยได้ระบุว่าสิ่งมีชีวิตจากโลกใต้พิภพ จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรในดินแดนเทียนหยวนอย่างเป็นทางการ และสงครามระหว่างทั้งสองฝ่ายได้สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ โดยเงื่อนไขสำคัญก็คือสิ่งมีชีวิตจากโลกใต้พิภพ จะไม่สังหารมนุษย์ในอาณาจักรของคนธรรมดาตามอำเภอใจอีกต่อไป
เมื่อหยุนซานกล่าวจบ โจวชิงและหวังเฉินต่างขมวดคิ้ว พวกเขาเข้าใจทันทีว่าผลของการต่อสู้ในครั้งนั้นของบรรพบุรุษหยวนฮ่าว คงไม่ได้เปรียบเหนือเงาลึกลับนั้นเท่าใดนัก ทั้งสองฝ่ายมีฝีมือสูสีกันจนต้องหยุดการต่อสู้และหันมาเจรจากันแทน ผลลัพธ์สุดท้ายคือสิ่งที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ตั้งแต่นั้นมาทวีปเทียนหยวนก็มีกองกำลังเพิ่มขึ้นอีกฝ่าย
"โลกแห่งการบำเพ็ญเพียรชักเริ่มซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว"
หวังเฉินคิดในใจ พลางถอนหายใจออกมา
"เหตุผลที่ข้าเรียกพวกเจ้ามาในวันนี้ คือข้าต้องการให้พวกเจ้าออกไปฝึกฝนในโลกภายนอกสักระยะหนึ่ง เพราะอีกไม่นานก็จะมีงานชุมนุมเต๋าของรุ่นเยาว์ ในเวลานั้นสำนักชิงหยุนของเราจะมีโควต้าจำนวนสิบตำแหน่ง ซึ่งในนั้นจะมีศิษย์เอกสามตำแหน่ง ศิษย์หลักห้าตำแหน่ง และศิษย์ชั้นในอีกสองตำแหน่ง โดยทั้งหมดนี้จะต้องเลือกมาจากผู้ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในสำนักเพื่อไปเข้าร่วมงานชุมนุมที่ส่วนกลางของทวีป เรื่องนี้สำคัญมากมันเกี่ยวข้องกับหลาย ๆ ด้าน หากเจ้าสามารถได้รับอันดับที่ดีในการชุมนุมนี้ได้ ไม่เพียงแต่ตัวเจ้าเองจะได้รับรางวัลมากมายแล้ว แต่สำนักเองก็จะได้รับผลประโยชน์มากมายด้วยเช่นกัน"
หยุนซานแนะนำงานชุมนุมที่ยิ่งใหญ่ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรของทวีปเทียนหยวนอย่างง่าย ๆ นั่นคืองานชุมนุมเต๋าของรุ่นเยาว์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการแข่งขันของศิษย์รุ่นเยาว์ของแต่ละสำนัก และยังมีข้อจำกัดด้านอายุที่เข้มงวดอีกด้วย เฉพาะศิษย์ที่มีอายุต่ำกว่าหกสิบปีเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์เข้าร่วมงานนี้ หากอายุเกินไปแม้แต่หนึ่งปีก็จะไม่มีโอกาสเข้าร่วมงานชุมนุมนี้
"งานชุมนุมเต๋ารุ่นเยาว์?"
หวังเฉินเกิดความคิดขึ้นมามากมายในใจ เขารู้เบื้องหลังของการเกิดชุมนุมนี้ขึ้นมา โดยงานชุมนุมนี้เกิดขึ้นจากการเจรจาร่วมกันระหว่างทั้งสองฝ่ายหลังจากสงครามระหว่างธรรมมะและอธรรมครั้งล่าสุดสิ้นสุดลง โดยจะมีการจัดสรรอาณาจักรมนุษย์ที่แต่ละสำนักดูแล เหมืองแร่ต่าง ๆ และสายชีพจรปราณตามความแข็งแกร่งของแต่ละสำนัก ซึ่งเป็นวิธีที่ดีในการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างทั้งสองฝ่าย มิฉะนั้นโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรจะวุ่นวายอย่างมาก เพื่อทรัพยากรแล้วแต่ละสำนักจะต่อสู้กันอย่างบ้าคลั่ง แต่ท้ายที่สุดแล้วจุดประสงค์ของทุกคนคือการมีชีวิตอยู่ตลอดไปและก้าวไปสู่บนเส้นทางแห่งความเป็นอมตะ ยิ่งมีข้อพิพาทกันน้อยลงได้ก็ยิ่งดี
"สายของยอดเขาหยุนหลิงของเรา แม้จะมีคนอยู่น้อยแต่ก็ไม่ควรที่จะถูกผู้อื่นมองข้ามไปได้ พวกเจ้าจงตั้งใจฝึกฝนและขัดเกลาพลังของตนเองในช่วงเวลานี้ให้ดี พยายามคว้าสิทธิ์ในการเข้าร่วมงานมาให้ได้"
ตั้งแต่ที่ หยุนซานได้ฟื้นฟูแขนที่ขาดไปและทะลวงเข้าสู่ระดับหลอมจิต พร้อมกับกลายเป็นผู้พิทักษ์ประจำสำนัก อีกทั้งยังมีความขัดแย้งกับผู้อาวุโสเจียงไห่และผู้อาวุโสสูงสุดเจียงซานเหอ ความมุ่งมั่นและพลังในตัวของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด กลายเป็นคนที่ดูเฉียบขาดและเด็ดเดี่ยวกว่าในอดีตที่สงบนิ่งและอ่อนโยน เมื่อเห็นว่าศิษย์ทั้งสองของตน หวังเฉินและโจวชิงต่างมีความมุ่งมั่น หยุนซานก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
"พวกเจ้าสองคนจงออกเดินทางลงจากเขาไปพร้อมกันในครั้งนี้ สำหรับสถานที่ฝึกฝน ข้าขอแนะนำ 'ซากปรักหักพังยุคกลาง' ซึ่งเป็นสถานที่ฝึกฝนที่มีชื่อเสียงในดินแดนเทียนหยวน สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยอันตรายมากมาย แต่ก็แฝงไว้ด้วยโอกาสด้วยเช่นกัน ถ้าหากพวกเจ้าโชคดี อาจจะได้พบกับสิ่งล้ำค่าอย่างที่ไม่คาดคิด แต่จงจำไว้ให้ดีอย่าเดินเข้าไปลึกเกินไป มิฉะนั้นอาจถูกกลืนหายไปในกระแสน้ำวนแห่งกาลเวลา และไม่มีใครรู้ว่าจะถูกส่งไปที่ใด"
หยุนซานแนะนำสถานที่ฝึกฝนอย่างจริงจัง พร้อมกับเตือนศิษย์ทั้งสองของตนด้วยความห่วงใย
หลังจากที่หวังเฉินและโจวชิงออกจากห้อง หยุนซานมองตามหลังพวกเขาด้วยแววตาที่เหมือนกำลังคิดถึงเรื่องราวในอดีต
"หวังว่าพวกเจ้าจะได้รับบางสิ่งบางอย่างจากที่นั่น หากสามารถค้นพบมรดกจากยุคกลางได้จริง ก็ถือว่าพวกเจ้าโชคดีมหาศาล... แต่โอกาสเช่นนั้นช่างน้อยนิด เฮ้อ"
เขาถอนหายใจออกมา แต่ไม่นานหยุนเพียนเพียนก็ปรากฏตัวขึ้นข้างกายของเขา
"พี่ซาน ท่านไม่ต้องกังวลไปหรอก ข้าดูจากชะตาของศิษย์ทั้งสองคนของท่านแล้ว พวกเขาล้วนเป็นคนที่มีโชคลาภมากมาย พวกเขาจะไม่เป็นอันตรายใด ๆ อย่างแน่นอน"
เพียนเพียนซบลงที่อกของหยุนซาน พลางพูดเสียงนุ่ม
"ที่ซากปรักหักพังยุคกลาง ท่านจำได้หรือไม่ว่าพวกเราได้พบกันครั้งแรกที่นั่น อีกทั้งท่านยังได้ 'เคล็ดวิชากระบี่ชิงหยุน' มาจากที่นั่นอีกด้วย... เผลอแป๊บเดียว เวลาก็ผ่านไปหลายสิบปีแล้วสินะ"
ในถ้ำหินที่เงียบสงบ ตอนนี้บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและโรแมนติก ในช่วงเวลาเช่นนี้แน่นอนว่าไม่มีใครมารบกวน โลกสองคนของหยุนซานและหยุนเพียนเพียนอย่างแน่นอน
ในขณะเดียวกัน หวังเฉินและโจวชิงที่เพิ่งออกมาจากถ้ำของหยุนซาน ก็ได้เริ่มวางแผนเกี่ยวกับการเดินทางไปซากปรักหักพังยุคกลางทันที พวกเขาติดต่อกับ หวังเต้าและคนอื่น ๆ แล้วพบว่าพวกเขาก็ได้เริ่มเตรียมตัวสำหรับการฝึกฝนแล้วเช่นกัน เพราะอาจารย์ของแต่ละคนต่างกำลังวางแผนเพื่อช่วยพัฒนาพลังให้กับศิษย์ของตนเองเหมือนกัน