หนู
ตอนที่ 25 หนู
ด้วยกำลังคนที่เพียงพอ ห้องน้ำจึงได้รับการทำความสะอาดอย่างรวดเร็ว และกลิ่นในโรงงานก็ดีขึ้นมาทันที และไม่เหม็นฉุนเหมือนอย่างเคยเป็นอีกต่อไป
หลังจากที่จางเจียงเฉียว และคนอื่นๆ ทำเรื่องนี้จนเสร็จ พวกเขาก็ไม่ได้ล่อซอมบี้มาฆ่าพวกมัน มีสิ่งที่ต้องทำมากมายในวันนี้ และไม่มีใครมีเวลาว่างพอที่จะมาสนใจเรื่องภารกิจสังหาร
หวังผิงอัน และเทียนเล่ยนอนอยู่ในจุดเดิมที่ แม้ว่าจะไม่มีใครรังเกียจพวกเขาอีกต่อไปแล้ว แต่พวกเขาก็คุ้นเคยกับการใช้ชีวิตที่นี่มานานแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องย้ายไปที่ๆ มีผู้คนจำนวนมากรวมตัวกัน
การมีคนอยู่น้อยก็มีข้อดีอยู่บ้าง มันดูเงียบสงบดี ที่ตรงนั้นคนเยอะจึงมีเสียงดังรบกวน ถ้าได้ยินมากเกินไปก็รำคาญไปเปล่าๆ
จี๊ด…จี๊ด
หวังผิงอันตื่นขึ้นหลังนอนหลับพักผ่อน จากนั้น เขาก็สัมผัสได้ว่ามีหนูส่งเสียงร้องอยู่ใกล้ๆ ทำให้เขารู้สึกกลัว
หวังผิงอันลุกขึ้นนั่งอยู่บนกระดาษแข็งแล้วฟังอย่างตั้งใจ แต่ก็ไม่พบร่องรอยของหนูในบริเวณใกล้เคียงเลย
“เสียงมาจากไหน?”
เขาสามารถรู้สึกได้ถึงหัวใจของตัวเองที่เต้นรัวเหมือนกลอง เหมือนกับตอนที่เขากำลังเผชิญหน้ากับซอมบี้พลังจิต
หวังผิงอันเชื่อในสัญชาตญาณของตัวเอง ความรู้สึกนี้ต้องมีที่มา มันไม่มีทางเกิดขึ้นโดยไร้เหตุผลอย่างแน่นอน
เขาเคยได้ยินมาว่าสัญชาตญาณของคนเราจะแข็งแกร่งขึ้น เมื่อพวกเขานอนหลับมากกว่าตอนตื่นอยู่ อาจเป็นไปได้ว่าเขามีลางสังหรณ์ถึงสิ่งเลวร้ายที่อาจจะมาถึง ขณะที่เขากำลังหลับอยู่
หลังจากมองดูรอบๆ โรงงานแล้วหวังผิงอันไม่พบสิ่งใดที่น่าสงสัย
เขาเดินช้าๆ ตรงไปทางหน้าต่าง และภาพที่เห็นข้างนอกแทบทำให้เขาแทบจะกรีดร้องออกมา
ตอนนี้ข้างนอกเต็มไปด้วยหนูจำนวนมหาศาลราวกับทะเลสีดำ พวกมันข้างนอกโรงงาน คอยแทะซากศพซอมบี้ที่พวกเขาโยนออกไป
หนูเหล่านั้นติดเชื้อไวรัสซอมบี้อย่างแน่นอน เมื่อดูจากขนของพวกมันที่ร่วงจนหมดตัว กล้ามเนื้อ และขาของพวกมันที่ผิดรูป ทำให้ผู้คนรู้สึกไม่สบายตัวเพียงแค่มองดู
“หนูจำนวนมากขนาดนี้มาจากที่ไหนกัน?” เมื่อมองดูฝูงหนูที่แออัดยัดเยียดกัน หวังผิงอันก็ยังไม่กล้าหายใจแรง
ในโลกซอมบี้แห่งอบิสแห่งนี้ สำหรับเหล่าฮันเตอร์แล้ว ซอมบี้มนุษย์ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่อันตรายที่สุด แต่หนูพวกนี้ต่างหากที่อันตราย
เนื่องจากร่างกายของพวกมันเล็ก จึงมีความยืดหยุ่นสูง ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพวกเขาที่จะโจมตี และสังหารพวกมัน
หวังผิงอันได้ยินเสียงกรนเบาๆ ในโรงงาน โชคดีที่นี่คือชั้นสาม และพวกหนูข้างล่างไม่ได้สังเกตเห็นผู้คนข้างบน ไม่เช่นนั้นพวกเขาคงถูกหนูเหล่านั้นรุมล้อมไปนานแล้ว
เขาค่อยๆ ขยับออกห่างจากหน้าต่าง ไม่กล้าที่จะส่งเสียงใดๆ
เขามาหาเทียนเล่ย และปลุกเขาเบาๆ เมื่ออีกฝ่ายลืมตาขึ้น เขาก็ทำท่าห้ามไม่ให้พูดอะไร
“ไปปลุกทุกคนกันเถอะ ลานด้านนอกเต็มไปด้วยหนู อย่าส่งเสียงดัง” หวังผิงอันพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาที่ได้ยินกันแค่สองคน
เขาเป็นห่วงว่าหากมีใครตื่นขึ้นมาแล้วส่งเสียงดัง หนูข้างนอกอาจได้ยินแล้วพวกเขาจะซวยกันหมด
มดจำนวนมากสามารถล้มช้างได้ ไม่ต้องพูดถึงหนูนับหมื่นตัวที่อยู่ข้างนอกนั่น
หนูพวกนี้เป็นซอมบี้ ดังนั้น การไม่เข้าไปยุ่งกับพวกมันจะดีที่สุด
พวกเขามีกันอยู่เพียงเจ็บสิบถึงแปดสิบคน ไม่เพียงพอที่จะอุดซอกฟันของพวกมันด้วยซ้ำ
แม้ว่าเขาจะแข็งแกร่งขึ้นกว่าตอนแรกๆ มาก แต่เขาก็ยังไม่กล้าที่จะทำให้หนูข้างล่างตกใจ เพราะแม้แต่ตัวเขาในตอนนี้ ก็ยังไม่กล้าสู้กับหนูที่รวมตัวกันเป็นฝูงใหญ่ โดยเฉพาะหลังมันกินซากศพของซอมบี้ โอกาสติดเชื้อไวรัสนั้นสูงเกินไป
เทียนเล่ยไม่ได้ถามคำถามเพิ่มเติมอีก ทันทีที่เขาได้ยินว่ามีหนูอยู่ข้างนอก เขาก็รู้ว่าสถานการณ์เลวร้ายแค่ไหน
ฮันเตอร์รุ่นก่อนๆ เขียนข้อมูลลงในอินเทอร์เน็ตไว้มากมาย และหนูมักจะเป็นตัวอันตรายที่พวกเขาพูดถึงอยู่หลายครั้ง
แม้ว่าหนูเหล่านี้จะไม่มีพละกำลังเหมือนซอมบี้ตัวอื่นๆ แต่เนื่องจากขนาดของมัน พวกมันจึงสามารถเข้าไปในสถานที่ๆ แคบกว่าปกติได้ การซ่อนตัวให้พ้นจากสายตาของพวกมันจึงเป็นเรื่องยาก
แม้ว่าโรงงานที่พวกเขาอยู่จะยังคงปลอดภัยดี แต่ก็มีไว้สำหรับซอมบี้ตัวใหญ่เท่านั้น แต่สำหรับหนู พวกมันสามารถบุกเข้ามาได้อย่างง่ายดาย
“พวกเราคนหนึ่งปิดปาก ในขณะที่อีกคนบอกพวกเขาว่าตอนนี้กำลังเกิดอะไรขึ้น” หวังผิงอันกล่าว เขากังวลว่าบางคนอาจไม่เข้าใจความเร่งด่วนของสถานการณ์ และส่งเสียงกรีดร้องเมื่อตื่นขึ้น
“ได้” เทียนเล่ยพยักหน้า
ทั้งสองคนปลุกกัปตันทีมสองสามคนก่อน เมื่อจางเจียงเฉียวเดินไปที่หน้าต่างเพื่อตรวจสอบแล้วกลับมา ใบหน้าของเขาซีดขาวจนแทบไม่มีสีเลือด เขาดูหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อกัปตันคนอื่นๆ เห็นสีหน้าของเขา พวกเขาก็รู้ว่าจำนวนหนูที่อยู่ข้างนอกน่าจะมากกว่าที่จินตนาการไว้
“ไปปลุกทุกคนให้ตื่น แต่อย่าส่งเสียงดัง มีหนูอยู่ข้างนอกมากเกินกว่าจะนับไหว”
หวังผิงอันส่ายหัว และถอนหายใจ คิดว่าจางเจียงเฉียวคงจะไม่ไว้ใจเขา
สิ่งนี้ทำให้เขามีความคิดที่จะแยกตัวออกไป และออกเดินทางคนเดียว มันอันตรายเกินไปจริงๆ เมื่อมีผู้คนมากมายอยู่ด้วยกัน
แค่ใครสักคนไม่ระมัดระวัง มันก็จะส่งผลกระทบต่อทุกคน
คนที่ตื่นแล้วทำงานเป็นกลุ่มละ 2 คนเพื่อปลุกคนอื่นๆ อย่างรวดเร็ว และระมัดระวังอย่างถึงที่สุด
ความกังวลของหวังผิงอันนั้นถูกต้องจริงๆ โชคดีที่พวกเขาอยู่ด้วยกันสองคน เมื่อผู้หญิงบางคนสังเกตเห็นว่ามีคนพยายามปิดปากของเธอ ก็คิดจะกรีดร้องออกมาโดยไม่รู้ตัว
แต่หลังจากพวกเธอพบว่าทุกคนต่างถูกปลุกให้ตื่น คนที่อยู่ใกล้พยายามอธิบาย พวกเธอก็ค่อยๆ สงบสติอารมณ์อย่างช้าๆ
ผู้ที่ตื่นขึ้นมาบางคนก็เดินไปที่หน้าต่างเพื่อตรวจสอบ และเมื่อพวกเขาเดินกลับมา พวกเขาทั้งหมดก็มีสีหน้าเหมือนกับจางเจียงเฉียว
ทุกคนนั่งอยู่ในมุมหนึ่ง ไม่กล้าที่จะส่งเสียงใดๆ และได้แต่ภาวนาอย่างกระวนกระวายว่าหนูจะไม่มาพบพวกเขาที่อยู่ชั้นบน
มีหนูเป็นจำนวนมาก ด้วยจำนวนที่เหนือชั้นกว่าอย่างลิบลับ พวกเขาไม่สามารถต้านทานได้เลย
หลังจากเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ทุกคนก็ต่างมองไปที่หวังผิงอัน เขาช่วยทุกคนไว้ได้อีกครั้ง
ถ้าเขาไม่ตื่นก่อน คนอื่นคงทำเสียงดังเป็นแน่ เมื่อตื่นขึ้นมา
ตราบใดที่หนูที่กินอาหารอยู่ข้างล่างได้ยินเสียง ชีวิตของพวกเขาทุกคนก็จะจบสิ้น
นอกจากนี้ ยังทำให้พวกเขาตระหนักว่าการมีคนที่ได้รับการยอมรับจากคนอื่นๆ ในทีมเป็นเรื่องสำคัญขนาดไหน
พวกเขายังคิดถึงอีกประเด็นหนึ่งด้วย คนที่มีการรับรู้สูงอย่างหวังผิงอันต้องสามารถเปลี่ยนอาชีพ และกลายเป็นนักเวทย์ในอนาคตได้อย่างแน่นอน
ถึงจะไม่ใช่นักเวทย์ ก็ต้องเป็นนักบวช
อาชีพทั้งสองนี้มีความอ่อนไหวต่ออันตรายโดยธรรมชาติ และสามารถตรวจจับอันตรายล่วงหน้าได้ ถือเป็นเสาหลักแห่งความแข็งแกร่งที่แท้จริง
ตราบใดที่เรากอดต้นขานี้เอาไว้ ความมั่นคงของพวกเขาก็จะมากกว่าทีมอื่นๆ อย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น ความแข็งแกร่งของนักเวทย์นั้นชัดเจนสำหรับทุกคน ในความเป็นจริง นักเวทย์ระดับ 1 นั้นเทียบเท่ากับระดับ 2 ของอาชีพอื่นๆ และนักเวทย์ระดับ 2 นั้นเทียบเท่ากับระดับ 3 ของอาชีพอื่นๆ นี่แสดงให้เห็นว่านักเวทย์นั้นค่อนข้างได้เปรียบในการต่อสู้
บางคนจึงเริ่มคิดว่าจะเข้าหาหวังผิงอันยังไงดี สายสัมพันธ์ต้องสร้างตั้งแต่เนิ่นๆ
เพียงแต่สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ทำให้พวกเขายังไม่อาจพูดอะไรได้ และพวกเขาจึงทำได้แต่รอจนกว่าเรื่องจะจบลงก่อน จึงค่อยพูดถึงสิ่งที่พวกเขากำลังคิดอยู่ในตอนนี้
เทียนเล่ยก็คิดถึงความเป็นไปได้นี้เช่นกัน เขาเหลือบมองจางเจียงเฉียวก่อนแล้วจึงมองไปที่หวังผิงอัน
จริงๆ แล้ว เขาก็อาจย้ายข้างเหมือนกัน แต่เขาได้ลงทุนกับจางเจียงเฉียวไปมากแล้ว ตอนนี้การเปลี่ยนมาอยู่กับหวังผิงอันดูเหมือนจะเป็นการสูญเสีย
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาสองคนก็เคยทำงานร่วมกันมาก่อน และจู่ๆ ต้องมาเป็นลูกน้อง มันทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยสบายใจ
ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจที่จะติดตามจางเจียงเฉียว เพราะนกสิบตัวในพุ่มไม้ ไม่ได้มีค่าเท่ากับนกหนึ่งตัวในกำมือ
แม้ว่าในโลกนี้จะไม่มีสำนวนเช่นนั้น แต่เขาต้องการสื่ออะไร ทุกคนต่างรู้ดี