ค่าปราณโลหิตลดลง
ตอนที่ 14 ค่าปราณโลหิตลดลง
“ภายในเมืองศิลาคราม การอยู่ร่วมกันอย่างสันติของสี่ตระกูลใหญ่ดำรงอยู่มานานกว่าสามร้อยปีแล้ว”
“หากตระกูลหลัวถูกทำลายล้างโดยตระกูลจ้าวอย่างกะทันหัน ความสมดุลภายในเมืองก็จะหายไป…”
“ข้ากลัวว่ามันจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่ไม่อาจคาดการณ์ล่วงหน้าได้!”
ในศาลาหิน หูต๋าพูดด้วยเสียงแผ่วเบา น้ำเสียงของเขาแฝงด้วยความกังวล
“แล้วท่านคิดจะอะไร ท่านพ่อ…” หูหมินหยุดสิ่งที่เขากำลังทำอยู่อย่างกะทันหัน
เขาเงยหน้าขึ้นมา และจ้องมองพ่อของตน หูต๋าอย่างเงียบๆ
“สิ่งที่ข้าต้องการน่ะเหรอ…”
“ข้ากำลังคิดอยู่ว่าหากตระกูลหูของเรายื่นมือเข้าช่วยเหลือพวกเขาในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ จะเป็นยังไง?”
“อย่างเช่นความร่วมมือระหว่างสองตระกูลด้วยการแต่งงาน เจ้าคิดดีมั้ย?”
“จับมือเป็นพันธมิตรด้วยการแต่งงาน?” เมื่อได้ยินเช่นนี้ หูหมินก็อดไม่ได้ที่จะหรี่ตาลงเล็กน้อย ใบหน้าของเขาเผยให้เห็นสีหน้าครุ่นคิด
“ถ้าข้าจำไม่ผิด หลัวผิง ผู้นำตระกูลหลัวคนปัจจุบัน นอกจากจะมีบุตรชายชื่อหลัวซวนแล้ว ดูเหมือนว่าเขายังมีบุตรสาวอีกคนหนึ่งด้วย และเธอก็ยังไม่ได้แต่งออกไป…”
ขณะที่หูต๋าหัวเราะคิกคัก เขาก็มองไปที่บุตรชายของตนที่นั่งอยู่ตรงหน้า และพูดขึ้น
“ท่านพ่อ ท่านกำลังคิดจะให้ข้าแต่งงานกับบุตรสาวของผู้นำตระกูลหลัวงั้นเหรอ” หูหมินดูประหลาดใจเล็กน้อย
“ทำไม เจ้าคิดว่าความคิดนี้ไม่ดีงั้นเหรอ?”
“ไม่รู้สิท่านพ่อ ข้าแค่ได้ยินมาว่าบุตรสาวของผู้นำตระกูลหลัวค่อนข้างอ่อนแอ และป่วยไข้อยู่บ่อยครั้ง เธอจึงทำได้เพียงใช้ชีวิตอยูบนเตียง”
“โดยเฉพาะในค่ำคืนที่จันทร์เต็มดวง ก็มีข่าวลือว่ามักได้ยินเสียงกรีดร้องประหลาดออกมาจากห้องนอนของเธอ”
“ท่านพ่อ หากท่านให้ข้าแต่งกับเธอ เกรงว่าอย่างมากเธออาจอยู่ได้ประมาณสามถึงห้าเดือนก่อนที่จะเผชิญหน้ากับความตายอันน่าเศร้า”
“เมื่อเธอตายขณะอยู่ในตระกูลเรา อาจจะเป็นปัญหาได้”
“พอได้แล้ว!” หูต๋าโบกมือเพื่อหยุดไม่ให้หูหมินพูดต่อ ด้วยท่าทีที่มั่นใจอย่างแน่วแน่ เขาออกคำสั่งว่า “เรื่องนี้ข้าตัดสินใจแล้ว!”
“หมินเอ๋อร์ เจ้าจงจำไว้ว่าผลประโยชน์ของตระกูลสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด”
“ยิ่งกว่านั้น แม้ว่าเจ้าจะแต่งงานกับข้า ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถรับอนุได้”
“อีกสามวัน ข้าจะพาเจ้าไปสู่ขอเธอที่ตระกูลหลัว”
หลังจากพูดจบแล้ว หูต๋า ผู้นำตระกูลหูคนปัจจุบันก็ยืนขึ้น
จากนั้นก็เดินไปนอกศาลาหินอย่างเงียบๆ โดยไม่สนใจเกมหมากรุกที่ยังเล่นไม่จบอีกต่อไป
“ผลประโยชน์ของตระกูลเหนือสิ่งอื่นใด?” ใต้ศาลาหิน หูหมินเฝ้ามองร่างของพ่อที่ค่อยๆ ห่างออกไป
เขาถอนหายใจเบาๆ
จากนั้น ก็ส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้
แม้ว่าเขาจะลังเลใจเล็กน้อยที่จะตอบตกลงการแต่งงานครั้งนี้
สิ่งที่พ่อของเขาเพิ่งพูดนั้นเป็นความจริง
เพื่อผลประโยชน์ของตระกูล ย่อมต้องมีการเสียสละเล็กๆ น้อยๆ
…
เวลาผ่านไป และไม่นานก็ผ่านไปอีกสามวัน
ดินแดนบรรพบุรุษของตระกูลหลัว ณ เมืองศิลาคราม
ในลานบ้านที่ตั้งอยู่ตรงกึ่งกลาง
ขณะนั้น หลัวฉางเฟิงกำลังนั่งเงียบๆ ใต้ศาลาที่สร้างด้วยหินชิงสือ
ในมือของเขา เขาถือ... ไม่สิ ถ้าให้พูดอย่างแม่นยำกว่านั้นก็คือ...
ควรเรียกว่าเป็นคัมภีร์บ่มเพาะครึ่งเล่มซึ่งเขาได้ศึกษาอย่างละเอียด
เขานั่งอยู่ในสถาพเดิม แข็งเหมือนหินได้ประมาณครึ่งชั่วโมงแล้ว
จากนั้น หลัวฉางเฟิงก็วางคัมภีร์ครึ่งเล่มที่อยู่ในมือของเขาลงบนโต๊ะหินอย่างช้าๆ
“‘ทักษะก้าววายุเงาช่างซับซ้อนมากจริงๆ”
“เมื่อพิจารณาจากเนื้อหาที่เขียนไว้ในคัมภีร์ ดูเหมือนว่าจะสำเร็จวิชาได้ก็ต้องใช้เวลาฝึกฝนอย่างหนักเป็นเวลานานประมาณสามถึงห้าปี”
“อย่างไรก็ตาม หากข้าเพียงแต่ต้องการเพียงแค่ความเข้าใจขั้นพื้นฐาน…”
“นั่นก็ไม่น่าจะยากจนเกินไป”
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หลัวฉางเฟิงก็ยืนขึ้น และเดินไปที่พื้นที่เปิดโล่ง
เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วถอนหายใจออกช้าๆ
มุ่งมั่นควบคุมความเร็ว และจังหวะการไหลเวียนของพลังปราณในร่างกาย
เขาค่อยๆ ผลักดันพลังปราณไปยังจุดเฉพาะบนขาของตน
ยกเท้าขึ้น และก้าวไปข้างหน้า
แม้จะเป็นเพียงก้าวเดียว แต่มันก็ทำให้เขาต้องตกใจเล็กน้อย
ทุกย่างก้าวที่เขาเดินจะมีสายลมพัดผ่านเท้าของเขา ส่งเสียงหวีดหวิว
ความเร็วของเขาในตอนนี้ดูเหมือนจะเร็วกว่าปกติถึงสามเท่า
“สุดยอดไปเลย ในที่สุดข้าก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเพียงครึ่งเล่มก็เทียบได้กับทักษะบ่มพาะระดับสองขั้นสูงสุด”
“ทักษะนี้มีบางสิ่งที่พิเศษในตัวจริงๆ”
-
หลังจากได้สัมผัสความมหัศจรรย์ของก้าววายุเงาแล้ว
หลัวฉางเฟิงรู้สึกพอใจที่ได้ฝึกฝนในลานกลางแจ้ง
จนกระทั่งเขาค่อยๆ คุ้นเคยกับการฝึก
ความชำนาญของเขาค่อยๆ ไปถึงขั้นต้น
จากนั้นเขาก็ค่อยๆ หยุดลง และเปิดหน้าต่างของระบบขึ้นมา
[ ชื่อ : หลัวฉางเฟิง! ]
[ อายุขัย : 4 วัน ( + ) ]
[ ระดับการบ่มเพาะ : กลั่นกระดูกขั้นสูง ( 90 / 300 ) ]
[ ค่าปราณโลหิต : 1330 ( -83 ) ( ปราณโลหิตที่ใช้ได้อย่างปลอดภัยคือ 50 ) ]
[ ทักษะบ่มเพาะ : ทักษะพยัคฆ์คลั่ง ( ระดับสองขั้นสูงสุด ความเข้าใจ 30% ) ทักษะก้าววายุเงา ( ระดับสองขั้นสูงสุด ( ไม่สมูบรณ์ ) ความเข้าใจ 1% ) ]
สิ่งเหล่านี้คือค่าสถานะของเขาในตอนนี้
เมื่อเวลาผ่านไปสามวัน อายุขัยที่เหลืออยู่ของเขาก็เหลือเพียงสี่วัน ไม่มีปัญหาอะไรอีก
ค่าประสบการณ์ที่อยู่เบื้องหลังระดับการบ่มเพาะของเขาอยู่ที่ 90 แต้ม ซึ่งก็ถือว่าดีเช่นกัน
ถือว่าเป็นการพัฒนาที่เร็วแล้ว น่าจะอีกไม่นานก่อนที่เขาจะสามารถทะลวงผ่านได้อีกครั้ง และหวนคืนสู่จุดสูงสุดเดิม
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่อยู่ข้างหลังค่าปราณโลหิต… มีอะไรบางอย่างแปลก มันใช่ตัวเลขนี้แน่เหรอ
ถ้าเขาจำไม่ผิด ตัวเลขหลังค่าปราณโลหิตน่าจะต้องเป็น 1350 ไม่ใช่หรือ?
แม้กระทั่งเมื่อวานนี้ ก็ดูเหมือนว่ามันยังคงเหมือนเดิม ค่าปราณโลหิตอยู่ที่ 1350 แต้ม
ทำไมวันนี้ถึงร่วงลงมามากถึง 20
หรือว่าภายในดินแดนบรรพบุรุษของตระกูลหลัว ใครบางคนอายุขัยกำลังหมดลง หรือไม่ก็อาจจะตายไปแล้ว
เป็นการตายที่ไม่คาดคิด หรือเพราะเหตุอื่น?
ความคิดต่างๆ มากมายฉายแวบผ่านจิตใจของหลัวฉางเฟิง
อย่างไรก็ตาม ต่อให้คิดให้ตาย เขาก็ไม่มีทางรู้คำตอบ จึงควรจะถามคนที่รู้จะดีกว่า
เมื่อรู้สึกไร้หนทาง หลัวฉางเฟิงจึงทำได้เพียงขอให้ใครสักคนเรียกหลัวผิงมาพบ เขาจะได้ถาม
“บรรพบุรุษ ท่านกำลังตามหาข้าอยู่เหรอ?”
นอกศาลาหินในลานบ้านที่เต็มไปด้วยบรรยากาศเรียบง่าย และเก่าแก่โบราณ
หลัวผิงสวมชุดคลุมสีเขียวอ่อนมองดูรอบๆ อย่างเงียบๆ
จากนั้น เขาก็ได้เห็นใบหน้าซีดเผือดของหลัวฉางเฟิง และพลังชีวิตในดวงตาของอีกฝ่ายที่ค่อยๆ ผสมกับสัญญาณแห่งความตาย
อารมณ์ของเขาจึงหนักหน่วงขึ้นอย่างกะทันหัน
ขณะนี้ ตระกูลหลัวกำลังตกอยู่ในความโกลาหล
เนื่องจากน้องสามของเขา หลัวหย่งได้ยึดสายแร่ชิงสือชั้นยอดโดยใช้กำลัง…
สิ่งนี้ทำให้ตระกูลหลัวตกอยู่ภายใต้การเฝ้ามองอย่างใกล้ชิดจากตระกูลจ้าว
หากในเวลานี้ มีบางสิ่งเกิดขึ้นกับบรรพบุรุษของพวกเขาจริงๆ
สถานการณ์ของตระกูลหลัวก็จะเลวร้ายลงในพริบตา
“มีอะไรเกิดขึ้นภายในดินแดนบรรพบุรุษของตระกูลเราเมื่อไม่นานมานี้หรือเปล่า?”
เมื่อบรรยากาศระหว่างทั้งสองเริ่มเคร่งขรึมมากขึ้น หลัวฉางเฟิงเป็นคนแรกที่กล่าวขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ
เขาถามหลัวผิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“หา บรรพบุรุษ ท่านไม่ได้เรียกข้ามาเพื่อมอบคำสั่งสุดท้ายให้งั้นเหรอ?”
เมื่อได้ยินคำพูดของหลัวฉางเฟิง หลัวผิงก็เงยหน้าขึ้นทันที ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
“เมื่อกี้เจ้าพูดอะไรนะ” คิ้วของหลัวฉางเฟิงขมวดขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
“เปล่า ไม่มีอะไรขอรับ…” หลัวผิงรีบส่ายหัว
จากนั้น เขาก็ตอบคำถามของหลัวฉางเฟิงอย่างละเอียด