หารือเกี่ยวกับการแต่งงาน
ตอนที่ 15 หารือเกี่ยวกับการแต่งงาน
สายแร่หินชิงสือชั้นยอดที่ยาวกว่า 900 ฟุต?
ตระกูลจ้าวยอมแพ้ต่อเรื่องนี้ และปล่อยให้เหมืองทองตกอยู่ในมือตระกูลหลัวของเรางั้นเหรอ?
เมื่อได้ยินสิ่งที่หลัวผิงพูด ดวงตาของหลัวฉางเฟิงอดไม่ได้ที่จะหรี่ลงเล็กน้อย
เพราะเขาได้สืบทอดความทรงจำจากเจ้าของร่างเดิม
ดังนั้น เขาจึงค่อนข้างคุ้นเคยกับมูลค่าของสายแร่ที่ใช้ขุดหินชิงสือเป็นอย่างดี
สายแร่หินชิงสือชั้นต่ำ และสายแร่หินชิงสือชั้นกลาง ตระกูลหลัวล้วนมีพวกมันอยู่ในการครอบครองไม่น้อย
แม้แต่สายแร่หินชิงสือชั้นสูงที่อยู่เหนือกว่า ตระกูลหลัวก็ยังอยู่เส้นหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม สายแร่เส้นนั้นยาวประมาณ 150 ฟุตเท่านั้น
แต่ถึงอย่างนั้น สายแร่หินชิงสือที่ยาวเพียง 150 ฟุตนี้ก็นำผลประโยชน์มหาศาลมาสู่ตระกูลหลัว
อาจกล่าวได้ว่าเงินรายได้ของตระกูลหลัวประมาณร้อยละ 30 มาจากเหมืองที่ตั้งอยู่สายแร่เส้นนั้นเพียงอย่างเดียว
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสายแร่หินชิงสือชั้นยอดที่มีความยาวกว่า 900 ฟุต
ตระกูลจ้าวจะยอมปล่อยโอกาสอันล้ำค่านี้ไปอย่างง่ายดายจริงหรือ?
หรืออาจเป็นได้ว่าผู้นำตระกูลจ้าวคนปัจจุบันกำลังรอให้เขา หลัวฉางเฟิงตายไปก่อน?
หลังจากนั้น พวกเขาก็จะค่อยๆ จัดการกับตระกูลหลัวแบบทบต้นทบดอกในภายหลัง
“เอ๊ะ เดี๋ยวก่อนสิ ข้าไม่ได้ต้องการรู้เรื่องนี้สักหน่อย…” ในศาลาหิน หลัวฉางเฟิงที่กำลังครุ่นคิดจู่ๆ ก็ส่ายหัวไปมา
เขาเกือบจะถูกหลัวผิงนำไปผิดทางเสียแล้ว
ปัญหาที่เร่งด่วนที่สุดในเวลานี้สำหรับเขา ไม่ควรเป็นเรื่องของสายแร่หินชิงสือชั้นยอด
แต่กลับเป็นการหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงทำให้เสียค่าปราณโลหิตรวมไปถึง 20 แต้มอย่างกะทันหัน
“มีใครในดินแดนบรรพบุรุษตระกูลหลัวเสียชีวิตเมื่อเร็วๆ นี้หรือเปล่า?”
“นี่?” แม้ว่าหลัวผิงจะค่อนข้างประหลาดใจกับคำถามของบรรพบุรุษ
เขายังคงส่ายหัว และตอบอย่างมั่นใจ
“ไม่มีเหรอ” หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่ง หลัวฉางเฟิงก็ถามอีกครั้ง “แล้วในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา มีผู้หญิงจากตระกูลเราคนใดแต่งออกไปหรือเปล่า”
คราวนี้ หลัวผิงพยักหน้า
“งั้นเหรอ…”
จู่ๆ หลัวฉางเฟิงก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมา ปวดตุบๆ เลยทีเดียว
หากเป็นเช่นนั้น หลังจากแต่งออกไปแล้ว ผู้หญิงของตระกูลหลัวจะไม่ได้รับการยอมรับจากระบบว่าเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลหลัวอีกต่อไป
หากเป็นแบบนี้ ก็ยุ่งยากขึ้นไม่น้อย
เนื่องจาก เขาเป็นบรรพบุรุษของตระกูลหลัว เขาจึงไม่สามารถบอกหลัวผิงโดยตรงว่าตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ผู้หญิงของตระกูลหลัว ห้ามแต่งออกไปเป็นอันขาดได้
ถ้าเป็นแบบนั้น มีเพียงต้องแต่งเขยเข้ามาเท่านั้น
แต่หากเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็คงจะไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่ เขาไม่รู้จะหาข้ออ้างยังไงดี
“ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าออกไปก่อน…”
หลัวฉางเฟิงโบกมืออย่างช่วยไม่ได้
เมื่อเห็นเช่นนี้ หลัวผิงก็โค้งคำนับเล็กน้อยแล้วหันหลังกลับ และเดินออกจากลานบ้าน
…
พริบตาเดียวก็เป็นเวลาเที่ยงวัน
ในเวลานั้น ดวงอาทิตย์ยังลอยสูงอยู่บนท้องฟ้า
แสงแดดแผดจ้าสาดส่องลงมายังพื้นดินทำให้ลมที่แห้ง และร้อนอยู่แล้ว อุณหภูมิสูงขึ้นอย่างน่าสะพรึงกลัว
“พ่อ ท่านจะทำแบบนั้นจริงๆ เหรอ?”
นอกดินแดนบรรพบุรุษของตระกูลหูในเมืองศิลาคราม
หูหมิน นายน้อยแห่งตระกูลหู ดูเหมือนว่าเขายังคงอยากดิ้นรนเป็นครั้งสุดท้าย
เขาไม่เต็มใจที่จะรับผู้หญิงที่ป่วยไข้ซึ่งใกล้จะตายคนนั้นเป็นภรรยา
“ผลประโยชน์ของตระกูลมาก่อนสิ่งอื่นใด เจ้าลืมไปแล้วเหรอ”
“อีกไม่นาน บรรพบุรุษเฒ่าของตระกูลก็จะสิ้นลมแล้ว ไม่ผิดเลยที่จะพูดว่าร่างของเขาในตอนนี้ถูกฝังในดินไปครึ่งตัวแล้ว”
“เมื่อเขาตาย หลัวผิง หลัวหย่ง และหลัวอันจะต้องเข้าห่ำหั่นกันอย่างแน่นอน”
“เมื่อพวกเขาต่อสู้กัน ตระกูลกลัวก็จะเกิดความขัดแย้งภายใน และจะกินเวลาสักพักใหญ่กว่าจะสงบลง”
“เมื่อถึงเวลานั้น ตระกูลหูของเราก็จะมีข้ออ้างที่จะเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในตระกูลของพวกเขา”
“ผลกำไรจากเหมืองหินชิงสือคงจะไม่น้อยกว่าตลาดการค้าที่ตระกูลหูของเราควบคุมอยู่แล้ว”
“ดังนั้น ข้าจะไม่มีวันเปลี่ยนใจเป็นอันขาด”
เมื่อกล่าวจบ หูต๋าก็พาคนรับใช้ของตระกูลหูจำนวนมากเดินออกไปพร้อมด้วยของขวัญแถวยาวเหยียด
เขาเดินไปอีกด้านหนึ่งของเมือง ตรงไปหาตระกูลหลัว
“เฮ้อ…” นอกบ้านตระกูลหู หูหมินมองดูร่างของบิดาที่หายลับตายไป และถอนหายใจเบาๆ
เขาไม่ได้มีความสุขกับสถานการณ์ในตอนนี้มากนัก แต่ก็ทำได้เพียงเดินตามออกไป
แต่เนื่องจากบิดาของเขาได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้ว เขายังจะทำอะไรได้อีก?
เขาไม่มีอำนาจหรือพลังพอที่จะโต้แย้ง หรือกล่าวปฏิเสธ
ต่อให้เขาเป็นผู้อาวุโสของตระกูลหู เขาก็ยังไม่มีความกล้าที่จะทำเช่นนั้น
เพราะไม่ว่ายังไง พ่อของเขาก็เป็นถึงผู้นำตระกูล
อีกอย่าง เขาไม่ได้เป็นบุตรชายคนเดียว ยังมีพี่น้องที่คอยจับจ้องตำแหน่งของเขาอยู่
หากเขาทำให้พ่อโกรธหรือไม่พอใจ ตำแหน่งผู้นำตระกูลรุ่นต่อไปก็อาจตกอยู่ในมือของคนอื่นเแทน
…
แม้ว่าเมืองศิลาครามจะไม่ใหญ่โตมากนัก
แต่ที่ตั้งของตระกูลใหญ่ทั้งสี่ก็อยู่ห่างกันไม่น้อย เพราะตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตก และทิศเหนือของเมือง
อีกอย่าง มีผู้ลี้ภัยจำนวนมากอยู่ตามท้องถนน
การเดินทางจากมุมหนึ่งของเมืองไปอีกมุมหนึ่งจึงต้องใช้เวลาสักพักใหญ่
“ท่านหูต๋า ผู้นำตระกูลหู มาขอเข้าพบผู้นำตระกูลหลัว” ข้ารับใช้ตระกูลหูกล่าวเสียงดัง ขณะวิ่งตรงมายืนอยู่หน้าประตูใหญ่ของตระกูลหลัว
เขาขานชื่อเสียงดัง เพื่อให้ยามสองคนที่กำลังเฝ้าประตูอยู่ได้ยิน
“ตระกูลหู? ทำไมผู้นำตระกูลหูจึงต้องการพบกับผู้นำตระกูลเรา?”
“เจ้าจะคิดมากไปไย รออยู่นี่ เดี๋ยวข้าจะรีบไปรายงาน” ยามคนหนึ่งตอบ
ยามสองคนที่เฝ้าประตูดูจะสับสนเล็กน้อยเกี่ยวกับจุดประสงค์ในการมาเยี่ยมเยือนของตระกูลหู
แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็เป็นเพียงคนรับใช้ของตระกูลหลัวเท่านั้น
เมื่อผู้นำตระกูลหูต้องการเข้าพบผู้นำตระกูลหลัว คนรับใช้อย่างพวกเขาก็ไม่กล้าจะชักช้า และรีบวิ่งเข้าไปเพื่อรายงาน
…
หลังจากที่คนรับใช้ของตระกูลหลัวเข้าไปรายงานต่อหลัวผิงแล้ว
หูต๋า ผู้นำตระกูลหู และหูหมินก็ได้เดินผ่านประตูใหญ่เข้าสู่ดินแดนบรรพบุรุษของตระกูลหลัวในเวลาต่อมา
ส่วนคนรับใช้ของตระกูลหู
โดยธรรมชาติแล้วพวกเขาถูกทิ้งไว้อยู่ข้างนอก ไม่มีสิทธิ์เหยียบย่างเข้ามาแม้แต่ก้าวเดียว
ไม่ว่ายังไง ตระกูลหลัวก็ถือเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของเมืองศิลาคราม บ้านของพวกเขาไม่ใช่สถานที่ๆ ใครก็สามารถเดินเข้าออกได้อย่างอิสระ
…
เมื่อมีคนรับใช้คอยนำทาง
ไม่นาน หูต๋า และหูหมินก็มาถึงห้องโถงรับแขกที่ตกแต่งอย่างวิจิตรงดงาม แต่ก็แฝงความโอ่อ่าเอาไว้
ในขณะนั้น หลัวผิง ผู้นำตระกูลหลัวคนปัจจุบันกำลังนั่งเงียบๆ อยู่บนที่นั่งหลัก จิบชาอย่างสบายๆ พลางมองไปที่ชายสองคนตรงหน้าเขา ขณะที่เขาถามด้วยเสียงต่ำ
“ที่พวกเจ้ามาเยือนตระกูลหลัวของข้าในวันนี้ มีจุดประสงค์อะไร?”
“เรามาเพื่อสู่ขอ!” หูต๋าก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับรอยยิ้มเล็กน้อย นั่งอย่างสบายๆ บนที่นั่งที่อยู่ใกล้ๆ
“สู่ขอ?” เมื่อหลัวผิงได้ยินเช่นนี้ เขาก็วางถ้วยชากระเบื้องในมือลง และมองดูหูต๋าด้วยท่าทีจริงจังขึ้นเล็กน้อย
“ใช่ พวกข้ามาสู่ขอบุตรสาวของตระกูลหลัว” หูต๋าพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นพูดต่อ “ทุกคนในเมืองต่างรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ของตระกูลหลัวในเวลานี้ดี”
“ต่อให้ตระกูลของเจ้าจะได้รับสายแร่หินชิงสือชั้นยอดมา แต่ในเวลาสั้นๆ ก็ยากจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้”
“ตัวเจ้าเองก็น่าจะรู้ดีกว่าตระกูลจ้าวกำลังจับจ้อง และเมื่อมีโอกาส พวกเขาจะไม่มีทางปล่อยตระกูลหลัวไปเป็นแน่”
“เมื่อเป็นแบบนี้ ตระกูลหลัวและตระกูลหูของเขาก็จะควรจะร่วมมือกัน”
“ไม่ต้องพูดถึงผลประโยชน์อื่นๆ เมื่อเราจับมือกัน อย่างน้อยตระกูลจ้าวก็ไม่กล้าที่จะก่อปัญหา พวกเขาจะต้องคิดมากขึ้นก่อนจะทำสิ่งใด”
“ด้วยเหตุนี้ การแต่งงานระหว่างพวกเราทั้งสองตระกูลจึงถือเป็นเรื่องดี มันจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นมากขึ้น”
“ข้าสงสัยว่าเจ้าคิดอย่างไรกับข้อเสนอนี้”