ความแข็งแกร่งของตระกูลจ้าวที่ถูกปกปิดเอาไว้
ตอนที่ 18 ความแข็งแกร่งของตระกูลจ้าวที่ถูกปกปิดเอาไว้
เมืองศิลาครามไม่ได้ใหญ่โตมากนัก แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นเมืองเล็กๆ เช่นกัน
แม้ว่าทางตระกูลหูจะพยายามปกปิดเรื่องนี้อย่างสุดความสามารถ แต่เมื่อวานนี้ ตอนที่พวกเขาไปเยือนตระกูลหลัวเพื่อหารือเกี่ยวกับการแต่งงาน ก็มีคนเห็นไม่น้อย
อีกอย่าง ตระกูลจ้าวก็เป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองศิลาคราม
ในแง่ของการรวบรวมข้อมูล และข่าวสารต่างๆ ภายในเมือง พวกเขาก็ไม่ได้ตามหลังตระกูลใหญ่อื่นๆ มากนัก
“ตระกูลหูล้ำเส้นมากเกินไปแล้ว!”
เมืองศิลาคราม ดินแดนบรรพบุรุษของตระกูลจ้าว
ในห้องที่มีแสงเพียงสลัวๆ
จ้าวอู่ ผู้นำตระกูลจ้าวคนปัจจุบันนั่งอยู่บนที่นั่งหลักอย่างเงียบๆ
ตรงหน้าของเขามีชายลึกลับสวมชุดคลุมดำยืนอยู่ ยืนนิ่งโดยก้มหัวลงเล็กน้อย
“ในเมืองศิลาคราม การอยู่ร่วมกันอย่างสันติของตระกูลใหญ่ทั้งสี่ดำรงอยู่มานานกว่าสามร้อยปีแล้ว”
“ตระกูลจ้าวของข้า รวมถึงตระกูลหลัวคอยควบคุมการขุดเหมือง และการขายแร่ชิงสือในพื้นบริเวณรอบๆ เมือง”
“ในทางกลับกัน ตระกูลหูเป็นผู้ควบคุมตลาด และการค้าทั้งหมดภายในเมือง”
“ส่วนตระกูลจิ่ง พวกเขาควบคุมบ่อนพนันทั้งหมดที่ตั้งอยู่ในเมืองศิลาคราม”
“ทั้งสี่ตระกูลใหญ่ต่างไม่รุกล้ำอาณาเขต และยื่นมือสอดเรื่องของกันและกัน”
“แต่ตอนนี้ ตระกูลหูกลับคิดที่จะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการขุดเหมือง และการขายแร่ชิงสือโดยการผูกสัมพันธ์กับตระกูลหลัวผ่านการแต่งงาน”
“นี่พวกเขากำลังล้ำเส้น และทำผิดกฎชัดๆ!”
ยิ่งจ้าวอู่คิดถึงเรื่องนี้มากเท่าไหร่ สีหน้าของเขาก็ยิ่งมืดมนมากขึ้นเท่านั้น
“การผูกสัมพันธ์ระหว่างตระกูลหลัว และตระกูลหู สุดท้ายแล้วผลเป็นยังไง?”
หลังจากเงียบไปนาน จ้าวอู่ก็ถามชายชุดดำที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาด้วยเสียงทุ้มต่ำ
ชายชุดดำส่ายหัวไปมา เสียงของเขาค่อนข้างแหบขณะที่พูด
“ท่านผู้นำตระกูล ดูเหมือนทั้งสองตระกูลจะไม่ได้จับมือเป็นพันธมิตรกัน”
“ส่วนเหตุผลนั้น ข้าน้อยยังไม่ทราบแน่ชัด!”
เมื่อคำพูดของชายชุดดำจบลง ใบหน้าของจ้าวอู่ก็ดูดีขึ้นเล็กน้อย
เนื่องจากพันธมิตรระหว่างตระกูลหู และตระกูลหลัวยังไม่ได้เกิดขึ้น ทุกอย่างยังคงสามารถเจรจากันได้
สำหรับเหตุผลที่ทั้งสองตระกูลล้มเหลวที่จะจับมือกันนั้น จ้าวอู่ไม่ได้กังวลเป็นพิเศษ
“หลังจากนี้พยายามจับตามองให้ดี ให้ใส่ใจทุกการเคลื่อนไหวของตระกูลหลัว”
“แล้วยังมีอีกเรื่องนี้ ค่อยจับตามองสายแร่หินชิงสือชั้นยอดเส้นนั้นด้วย”
เมื่อพูดจบ จ้าวอู่ก็โบกมือไล่
จากนั้น ชายชุดดำค่อยๆ หายไปจากห้อง
ร่างอีกร่างหนึ่ง ร่างนั้นผอมเพรียว หน้าตาธรรมดา ผิวซีดขาว บ่งบอกถึงสุขภาพที่ไม่ค่อยดี ปรากฏกายขึ้นอย่างเงียบๆ จากมุมหนึ่งของเขา ชายคนนี้ดูเหมือนเป็นแค่ชายวัยกลางคนๆ หนึ่ง
ชายผู้นี้มีชื่อว่า เกาฉี
ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นสอบได้เป็นจอหงวนของแคว้นต้าเฟิง
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเหตุผลบางอย่าง เขาถูกผู้คนจำนวนมากใส่ความ กล่าวหาว่าผลการสอบของเขาได้มาโดยทุจริต
ทำให้ตำแหน่งจอหงวนของเขาถูกเพิกถอนโดยราชสำนักของแคว้นต้าเฟิง
ชีวิตของเขาจึงเลวร้ายลงนับจากนั้นมาก หลังจากถูกริบทรัพย์สมบัติไปทั้งหมด เขาก็ถูกเนรเทศมายังดินแดนที่ยากจนข้นแค้น ตรงบริเวณชายขอบของแคว้น
แล้วทำไมเขาถึงมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ได้ ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่เมืองศิลาคราม
นั่นสามารถอธิบายได้เพียงว่า เป็นผลจากอุบัติเหตุ
“เมื่อกี้ เจ้าได้ยินทุกอย่างแล้วใช่มั้ย?”
“เจ้าคิดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้?”
เมื่อมองไปที่ชายวัยกลางคนที่ซีดขาว และอ่อนแอตรงหน้า
จู่ๆ จ้าวอู่ก็ถามคำถามหนึ่งออกไป
“เมื่อนกปากซ่อมกับหอยกาบยื้อแย่งกัน ผู้เฒ่าหาปลาคือคนที่ได้ประโยชน์” เกาฉีตอบโดยไม่ได้พูดจายืดยาว เขาสื่อความคิดออกมาผ่านสำนวนที่เรียบง่าย
“เมื่อนกปากซ่อมกับหอยกาบยื้อแย่งกัน ผู้เฒ่าหาปลาคือคนที่ได้ประโยชน์งั้นเหรอ” หลังจากได้ยินคำตอบของเกาฉี จ้าวอู่ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
เมื่อเวลาผ่านไป เสียงหัวเราะของเขาก็ดังขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเสียงหัวเราะแบบดุเดือด และไม่สามารถยับยั้งได้
“หลังจากเกิดภัยแล้งติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี จำนวนผู้ลี้ภัยก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ”
“คนจำนวนมากต่างลุกฮือตั้งตนเป็นกบฏ หรือไม่ก็กลายเป็นคนนอกกฎหมาย”
“ยุคแห่งความโกลาหลได้มาถึงแล้ว”
“ที่ตระกูลจ้าวของข้ากล้าที่จะท้าทายตระกูลหลัว กล้าที่จะทำลายสมดุลของสี่ตระกูลใหญ่ที่ดำรงมายาวนานกว่าสามร้อยปี แน่นอนว่าเพราะเรามีความมั่นใจเพียงพอ”
“แต่ตระกูลหู พวกเขากล้าดียังไง?”
“พวกเขาคิดจริงๆ เหรอว่าหลังจากผูกมิตรกับตระกูลหลัวผ่านการแต่งงานแล้ว ตระกูลจ้าวของข้าจะไม่กล้าแตะต้องพวกเขา?”
“ตอนนี้ หลังจากการเจรจากับตระกูลหลัวล้มเหลว พวกเขายังอยากให้ตระกูลหลัว และตระกูลจ้าวห้ำหั่นกัน เป็นคนที่รอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อยู่ข้างหลังอีกด้วย”
“ฮึ่ม พวกเขาคิดจริงๆ หรือว่าตัวเองฉลาดอยู่ฝ่ายด้วย คิดว่าคนอื่นๆ คิดไม่เป็นหรือยังไง”
เมื่อได้ระบายความอัดอั้นในใจออกมา อารมณ์ที่ผันผวนของจ้าวอู่ก็ค่อยๆ สงบลดลง
“เจ้าออกไปได้แล้ว” จ้าวอู่มองไปที่เกาฉี และโบกมือพร้อมกับพูดด้วยเสียงแผ่วเบา
เมื่อได้ยิน เกาฉีหันหลังกลับ และกำลังจะเดินออกจากห้อง
ตอนนั้นเอง จ้าวอู่ดูเหมือนจะจำอะไรบางอย่างได้ จึงพูดขึ้นว่า “โอ้ใช่ เมื่อเจ้ากลับไปที่ค่ายแล้ว อย่าลืมบอกน้องชายของข้าให้ขยายขนาดกำลังคนโดยเร็วที่สุดด้วย”
“ความวุ่นวายในโลกกำลังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ”
“เพื่อให้สามารถยืนหยัด และอยู่รอด รวมถึงเข้าร่วมการแข่งขันเพื่อความเป็นใหญ่”
“พวกเราจะต้องมีอำนาจ และกำลังคนในมือมากกว่านี้”
หลังจากพูดจบ จ้าวอู่ก็ไม่พูดอะไรอีก
นอกห้อง เสียงฝีเท้าของเกาฉีบ่งบอกถึงความลังเลในจิตใจของเขา
แต่ในไม่ช้า ร่างของเขาก็หายไปจากสายตาของจ้าวอู่ ทิ้งดินแดนอันกว้างใหญ่ของตระกูลจ้าวไว้เบื้องหลัง
…
เมื่อตระกูลจ้าวได้รับข่าวนี้
ตระกูลจิ่ง หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองศิลาครามที่ควบคุมบ่อนทุกแห่งในเมืองก็ได้ทราบข่าวในเวลาเดียวกัน
“ท่านพ่อ ท่านคิดอย่างไรกับเรื่องของตระกูลหู?”
ในที่ดินแดนบรรพบุรุษของตระกูลจิ่ง หญิงสาวที่สวมชุดเกราะเหล็ก และถือหอกที่ห้อยด้วยพู่แดง พุ่งตัวเข้ามาในห้องที่พ่อของเธออยู่
ทั้งหน้าตาของเธอ รูปร่างล้วนไร้ที่ติ ถือได้ว่าเป็นสาวงามคนหนึ่ง
ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น เธอเอ่ยปากถามชายที่มีเครายาวหนาตรงหน้าด้วยเสียงกังวานสดใส
“พี่สาว ท่านก็รู้เรื่องนี้เหมือนกันเหรอ” จิ่งซาง ผู้ซึ่งอยู่ในห้องดูประหลาดใจเล็กน้อย ขณะมองตรงไปทางพี่สาวของเขาที่จู่ๆ ก็พุ่งพรวดเข้ามา
“หงหยิง พ่อพูดไปกี่ครั้งแล้วว่าให้รักษามารยาท พุ่งพรวดเข้ามาแบบนี้ใช่ได้ที่ไหนกัน”
ผู้นำตระกูลจิ่ง จิ่งเฉิงหลง มองไปที่บุตรสาวของตนด้วยความจนใจ เด็กคนนี้สอนไม่เคยจำจริงๆ ทำตัวไม่สมกับเป็นผู้หญิงเลย
“แคะ แคะ คราวหน้ารับรองว่าข้าจะไม่ลืมอีก” จิ่งหงหยิงรู้สึกเขินอายเล็กน้อย เกาจมูกแล้วถามอีกครั้ง “แล้วท่านคิดอย่างไรกับเรื่องของตระกูลหู”
“ข้าคิดยังไงน่ะเหรอ แน่นอนว่าพวกเขาต้องการทำอะไร ทุกคนต่างดูออกด้วยกันทั้งนั้น” จิ่งเฉิงหลงตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“ท่านพ่อ ข้าได้ยินความเห็นจากปากท่าน ท่านช่วยพิจารณาเรื่องนี้ด้วยความจริงจังหน่อยไม่ได้หรือ”
“ได้ๆ งั้นเจ้าก็ฟังให้ดี” จิ่งเฉิงหลงพยักหน้า และปรับท่าทางที่หลังค่อมของเขาให้ตั้งตรง
เขาหันไปมองจิ่งหงหยิง บุตรสาวของตนที่ไม่สนใจงานฝีมือของผู้หญิง แต่กลับสนใจการฝึกอาวุธแทน แล้วกล่าวด้วยท่าทีจริงจังว่า
“ตระกูลหูต้องการใช้การแต่งงานเป็นข้ออ้างในการบุกรุกเข้าไปในห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่เดิมทีไม่ได้เป็นของพวกเขา”
“พูดง่ายๆ พวกเขาต้องการเอาไปยุ่งเกี่ยวกับการขุดเหมือง และขายแร่ชิงสือ”
“ส่วนที่ว่าทำไมการแต่งงานระหว่างทั้งสองตระกูลถึงได้ล้มเหลวนั้น ข้าเองก็ไม่แน่ใจ”
“แล้วท่านมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับตระกูลจ้าว” จิ่งหงหยิงพยักหน้าเงียบๆ แล้วสอบถามเพิ่มเติม
“ตระกูลจ้าว…”
จิ่งเฉิงหลงพูดแล้วก็หยุดไปครู่หนึ่ง สีหน้าของเขาค่อยๆ จริงจังมากขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นเขาก็พูดต่อว่า “ข้าคิดว่าตระกูลจ้าวมีอะไรมากกว่าที่เห็น”
“สิ่งที่พวกเขาทำล่าสุด เห็นได้ชัดว่าผิดปกติ”
“การมอบสายแร่หินชิงสือชั้นยอดที่ยาวกกว่า 900 ฟุตให้กับตระกูลหลัว ถือเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่พิสูจน์ความคิดของข้า”
“ท่านคิดว่าพวกเขากำลังวางแผนอะไรอยู่?” จิ่งหงหยิงถาม
“ตระกูลจ้าวน่าจะวางแผนรอจนกว่าบรรพบุรุษฉางเฟิงจะล้มลงเสียก่อน จึงค่อยลงมือ และกลืนกินตระกูลหลัวในคราวเดียว”
“เนื่องจากตระกูลจ้าวกล้าที่จะเสี่ยงถึงขนาดนี้”
“ความแข็งแกร่งที่พวกเขามีก็ต้องมากกว่าที่เผยออกมาให้เราเห็น”