บรรลุขั้น ระดับกลั่นกระดูกขั้นสูงสุด
ตอนที่ 19 ทะลวงผ่าน ระดับกลั่นกระดูกขั้นสูงสุด
ด้วยคำพูดของจิ่งเฉิงหลง
บรรยากาศในห้องโถงก็เริ่มหนักอึ้งขึ้นมา อีกสองคนในห้องเต็มไปด้วยความรู้สึกกังวล
“ท่านพ่อ นี่ก็เป็นแค่คาดเดาที่ไร้หลักฐานแน่ชัด ที่ตระกูลจ้าวเลือกที่จะถอยอาจเพราะเหตุผลอื่นก็ได้”
“สิ่งที่ท่านกลัว ไม่จำเป็นต้องเป็นจริงเสมอไป”
จิ่งซางซึ่งค่อนข้างอ่อนเยาว์ ไม่สามารถทนต่อความเงียบที่น่าอึดอัดได้
ดังนั้น เขาจึงพูดออกมาเพื่อทำลายความเงียบ
เมื่อเห็นบุตรชาย และบุตรสาวตกใจกับคำพูดของเขา
จิ่งเฉิงหลงก็หัวเราะอย่างสนุกสนาน เขาแสร้งทำตัวผ่อนคลาย จากนั้นก็พูดว่า “ซางเอ๋อร์พูดไม่ผิด นี่ก็แค่การคาดเดาส่วนตัวของข้าเท่านั้น แค่การคาดเดาที่เลื่อนลอย พวกเจ้าไม่ต้องคิดจริงจังมากเกินไป”
“สำหรับสถานการณ์ของตระกูลจ้าว พวกเขาก็แค่รอดูไปก่อน และหาทางรับมือตามสถานการณ์”
…
เพียงพริบตาเดียว ก็ผ่านไปอีกสามวัน
ในช่วงสามวันที่ผ่านมา สถานการณ์ภายในเมืองศิลาครามยังคงดำเนินไปอย่างสงบสุขภายใต้การปกครองร่วมกันของสี่ตระกูลใหญ่
สำหรับคนนอก ความปรองดองของตระกูลใหญ่ทั้งสี่นั้นค่อนข้างมั่นคง อดีตเป็นเช่นนี้ วันนี้เป็นเช่นนี้ อนาคตก็คงเป็นเช่นนี้เหมือนกัน
แต่ในสายตาของคนในตระกูลใหญ่ทั้งสี่ และตระกูลอื่นๆ ที่มีอำนาจรองลงมาในเมืองศิลาคราม
ความสงบในเวลานี้ เป็นเหมือนความสงบเกิดจะเกิดพายุโหมกระหน่ำ
ช่วงเวลาแห่งสันติไม่ได้ยั่งยืน และค่อยๆ พังทลายลงทีละน้อย
ส่วนเรื่องที่ว่าจะเกิดการเปลี่ยนครั้งใหญ่ตอนไหนนั้น ไม่มีใครรู้วันเวลาแน่ชัด
ดินแดนบรรพบุรุษของตระกูลหลัว ณ เมืองศิลาคราม
ในลานบ้านที่หลัวฉางเฟิง บรรพบุรุษเพียงคนเดียวอาศัยอยู่
ขณะนี้เขากำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นดินโล่งแห่งหนึ่ง
ตรงหน้าเขา มีหน้าต่างระบบกึ่งโปร่งใสล่องลอยอยู่กลางอากาศ
มันคือ นิ้วทองคำอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเขา ไพ่ตายใบสำคัญของเขาในการอยู่รอดในโลกใบนี้
[ ชื่อ : หลัวฉางเฟิง! ]
[ อายุขัย : 2 วัน ( + ) ]
[ ระดับการบ่มเพาะ : กลั่นกระดูกขั้นสูง ( 250 / 300 ) ]
[ ค่าปราณโลหิต : 1330 ( -83 ) ( ปราณโลหิตที่ใช้ได้อย่างปลอดภัยคือ 50 ) ]
[ ทักษะบ่มเพาะ : ทักษะพยัคฆ์คลั่ง ( ระดับสองขั้นสูงสุด ความเข้าใจ 30% ) ทักษะก้าววายุเงา ( ระดับสองขั้นสูงสุด ( ไม่สมบูรณ์ ) ความเข้าใจ 3% ) ]
เมื่ออีกสามวันผ่านพ้นไป
และเขาได้จัดสรรค่าปราณโลหิตให้กับการฝึกฝนในช่วงสองวันที่ผ่านมา
อายุขัยที่น้อยนิดของเขาก็ได้ลดลงอีก เหลือเพียงสองวันสุดท้ายเท่านั้น
“ในช่วงสามวันมานี้ ข้าถูกหักค่าประสบการณ์ไปประมาณ 15 แต้ม โชคดีที่สามารถชดเชยได้ด้วยการจ่ายค่าปราณโลหิต ความก้าวหน้าจึงเป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้”
“ในที่สุดวันนี้ ข้าก็จะสามารถทะลวงผ่าน และเข้าใกล้ระดับกลั่นอวัยวะไปอีกก้าวหนึ่ง!”
เมื่อคิดได้เช่นนี้ในใจ หลัวฉางเฟิงจึงยื่นมือขวาที่ผอมโซ และเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นของเขาออกไป
และกดเครื่องหมายบวกข้างระดับการบ่มเพาะอย่างแรง
[ หักค่าปราณโลหิต 50 แต้ม… ]
[ เพิ่มระดับการบ่มเพาะ… ]
ขณะที่เสียงเย็นชานั้นดังก้องอยู่ในจิตใจของเขา
พลังที่ลึกลับ และทรงพลัง แต่ก็อ่อนโยน พลุ่งพล่านเข้ามาภายในร่างของหลัวฉางเฟิงอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ในครั้งนี้ พลังลึกลับโคจรในร่างกายของเขานานกว่าครั้งก่อนๆ มาก
และการปรับปรุงความแข็งแกร่งก็มีประสิทธิภาพกว่าหลายครั้งที่ผ่านมาก
หลังจากผ่านไปห้านาทีเต็ม
พลังลึกลับภายในร่างของหลัวฉางเฟิงก็ค่อย ๆ สลายไป
“นี่หรือคือพลังแห่งระดับกลั่นกระดูกขั้นสูงสุด?”
หลัวฉางเฟิงยืนขึ้น จากนั้น ก็กำหมัดแน่น
เขาโคจรพลังปราณเข้าสู่มือข้างขวา
รวบรวมพละกำลังทั้งหมดที่มี และรวมถึงพลังปราณ เหวี่ยงหมัดออกไปทางพื้นที่โล่งกว้างตรงหน้า
บูม
สายลมกระโชกแรงพัดผ่านลานบ้าน
พลังอันท่วมท้นทำให้ หลัวฉางเฟิงรู้สึกมึนเมาไปกับมันชั่วขณะหนึ่ง
ที่สำคัญที่สุด ความแข็งแกร่งของเขายังไม่ถึงขีดจำกัด เพราะเขาเพิ่งเข้าสู่ระดับกลั่นกระดูกขั้นสูงสุดเท่านั้น
หากเขาพัฒนาผ่านการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง เขาก็จะสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้อีก และหากทะลวงผ่านคอขวด เข้าสู่ระดับกลั่นอวัยวะขั้นต่ำได้ล่ะก็…
ความแข็งแกร่งของเขาจะเพิ่มขึ้นอีกมากเท่าไหร่กัน?
ยิ่งหลัวฉางเฟิงคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มากเท่าไร เขาก็ยิ่งเริ่มตั้งตารอที่จะให้ถึงตอนนั้นมากยิ่งขึ้น
แม้ว่าในสามวันนี้ เขาจะใช้ค่าปราณโลหิตทั้งหมดไปกับการฝึกฝน
ส่งผลให้อายุขัยอันน้อยนิดของเขาลดลงเหลือเพียงสองวันสุดท้าย
แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่
เขาพร้อมจะอดทนกับความขมขื่นที่ต้องเจอแล้ว
ขอแค่เขายกระดับการบ่มเพาะไปสู่ระดับกลั่นอวัยวะได้ เขาก็ได้อายุขัยเพิ่มอีก 20 ปี
เมื่อถึงตอนนั้น เขาก็ไม่ต้องกลัวเกี่ยวกับเรื่องอายุขัยอีกต่อไป
…
ในลานบ้าน ดินแดนบรรพบุรุษของตระกูลหลัว
อารมณ์ของหลัวฉางเฟิงค่อยๆ กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง
เขาได้เปิดหน้าต่างระบบอันเป็นเอกลักษณ์ขึ้นมาอีกครั้ง
[ ชื่อ : หลัวฉางเฟิง! ]
[ อายุขัย : 2 วัน ( + ) ]
[ ระดับการบ่มเพาะ : กลั่นกระดูกขั้นสูงสุด ( 0 / 500 ) ]
[ ค่าปราณโลหิต : 1330 ( -133 ) ( ปราณโลหิตที่ใช้ได้อย่างปลอดภัยคือ 0 ) ]
[ ทักษะบ่มเพาะ : ทักษะพยัคฆ์คลั่ง ( ระดับสองขั้นสูงสุด ความเข้าใจ 30% ) ทักษะก้าววายุเงา ( ระดับสองขั้นสูงสุด ( ไม่สมบูรณ์ ) ความเข้าใจ 3% ) ]
เมื่อมองไปที่หน้าต่างกึ่งโปร่งใสตรงหน้า ท่าทีของหลัวฉางเฟิงยังคงสงบ และมั่นคง
“เพื่อที่จะทะลวงผ่านคอขวด ต้องใช้ค่าปราณโลหิตมากถึง 500 แต้ม”
“หากคำนวณจากอัตราการฟื้นฟูตามธรรมชาติที่ 50 แต้มต่อวันก็ต้องใช้เวลาประมาณ 10 วัน”
“แต่ถ้าเพิ่มการสูญเสียค่าประสบการณ์ 5 แต้มต่อวันเข้ามาในการคำนวณด้วย”
“ถ้าไม่มีอุบัติเหตุใดๆ ก็คงใช้เวลาประมาณ 11 วัน”
“11 วันเหรอ…”
“อีกนิดเดียว แค่ไม่กี่วันเท่านั้น!”
…
เวลาค่อยๆ ผ่านไป และดวงอาทิตย์ก็ค่อยๆ ลับขอบฟ้า
เมื่อค่ำคืนมาเยือน พระจันทร์เต็มดวงลอยสูงเด่นอยู่กลางอากาศ
แสงจันทร์สาดส่องไปทั่วแผ่นดิน และบดบังความมืดมิดในยามค่ำคืนไปได้มาก
ในทวีปนี้ คนส่วนใหญ่คงชอบค่ำคืนที่มีพระจันทร์เต็มดวง
เพราะแสงจันทร์จะช่วยขับไล่ความมืดมิด และส่องแสงสว่างนำทางให้พวกเขาก้าวต่อไปข้างหน้า
แต่สำหรับหลัวผิง ผู้นำตระกูลหลัวแห่งเมืองศิลาคราม
คืนพระจันทร์เต็มดวงคือ ช่วงเวลาที่เขาไม่ชอบเป็นที่สุด
“เป็นยังไงบ้าง?”
นอกห้องๆ หนึ่ง ในบ้านตระกูลหลัว หลัวผิงถามหมอประจำตระกูลที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาด้วยความกังวลใจ
“ท่านผู้นำตระกูล ข้าพยายามเต็มที่แล้วเพื่อที่จะบรรเทาความทุกข์ทรมานของคุณหนูแล้ว แต่…”
เมื่อหมอเริ่มพูด เขาก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ และส่ายหัวไปมา
“แต่ว่าอะไร?”
เมื่อเห็นหมอถอนหายใจ และส่ายหัว ความวิตกกังวลของหลัวผิงก็เพิ่มขึ้นอย่างช่วยไม่ได้
หมอเงยหน้าขึ้น สังเกตเห็นความวิตกกังวลบนใบหน้าของหลัวผิง เขาจึงลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงกล่าวว่า “แต่ด้วยเหตุผลบางประการ วิธีการต่างๆ ที่ข้าใช้ในการระงับความเจ็บปวดของคุณหนูดูเหมือนจะค่อยๆ ส่งผลน้อยลงเรื่อยๆ”
“หากยังเป็นแบบนี้ต่อไป…”
“ในคืนพระจันทร์เต็มดวงครั้งหน้า คุณหนูอาจจะไม่ได้สามารถทนต่อความเจ็บปวดต่อไปได้ และอาจถูกทรมานจนตายในคืนนั้น
หลังจากพูดทุกอย่างออกไปจนหมด หมอประจำตัวก็ขอตัวจากไปอย่างเงียบๆ
นอกห้อง เสียงความทุกข์ทรมานที่ถูกกดทับที่ดังเข้ามาในหูของหลัวผิงอยู่ตลอดเวลา
ทำให้สีหน้าของหลัวผิงเปลี่ยนจากความสับสน และความหมดหนทางในตอนแรก กลายเป็นความรู้สึกผิดและตำหนิตัวเองอย่างรุนแรง
ไม่ว่าคนอื่นจะคิดอย่างไรก็ตาม
จากมุมมองของเขา การปล่อยให้บุตรสาวต้องทนทุกข์ทรมานเช่นนี้ ในขณะที่เขาไม่สามารถทำอะไรเพื่อเธอได้เลย
นี่แสดงให้เห็นเขาเป็นพ่อที่ไร้ความสามารถมากแค่ไหน