กายเซียนของหลัวโหยวเว่ย
ตอนที่ 20 กายเซียนของหลัวโหยวเว่ย
แม้ว่าเสียงร้องของหลัวโหยวเว่ยจะพยายามอดกลั้น และควบคุมมันอย่างสุดความสามารถก็ตาม
เสียงนั้นก็ยังมาถึงหูของหลัวฉางเฟิงซึ่งอยู่ในลานบ้านของตัวเอง
เขาได้ยินเสียงที่พัดมาตามสายลมอย่างแผ่วเบา
เมื่อเดินตามที่มาของเสียง หลัวฉางเฟิงก็มาถึงด้านนอกห้องๆ หนึ่ง
เขาสังเกตเห็นว่าหลัวผิง ผู้นำตระกูลหลัวคนปัจจุบันยืนอยู่ข้างนอกด้วยสีหน้ารู้สึกผิด
ส่วนหลัวซวน ชายหนุ่มผู้หล่อเหลาก็เต็มไปด้วยความรู้สึกหดหู่ใจ
เขาถอนหายใจเบาๆ อย่างรู้สึกไร้เรี่ยวแรง ขณะยืนอยู่ข้างพ่อของตน
ส่วนในห้องนั้น…
หากความจำของหลัวฉางเฟิงถูกต้อง
น่าจะเป็นห้องของบุตรสาวสุดที่รักของหลัวผิง หลัวโหยวเว่ย
จากความทรงจำ ในคืนพระจันทร์เต็มดวง เด็กสาวตัวน้อย หลัวโหยวเว่ยจะต้องทนทุกข์ทรมานที่เกินกว่าคนทั่วไปจะรับไหว
และวันนี้ก็เป็นคืนพระจันทร์เต็มดวงพอดี
“บรรพบุรุษฉางเฟิง ท่าน… ท่านมาทำอะไรที่นี่?”
หลัวผิงรู้สึกผิดอย่างยิ่ง เมื่อเห็นบรรพบุรุษของตระกูลหลัวที่เหมือนจะมายืนรออยู่สักพักหนึ่งแล้ว
เขาจึงเดินมาหา พร้อมกับคำนับด้วยความเคารพ
“บรรพบุรุษฉางเฟิง” เมื่อหลัวซวนเห็นหลัวฉางเฟิง เขาก็คำนับเล็กน้อย สีหน้าของเขาเผยให้เห็นถึงความเคารพเหมือนอย่างเคย
“เสี่ยวโหยวเว่ยเป็นยังไงบ้าง?”
หลัวฉางเฟิงเอามือไพล่หลัง มองดูห้องที่ประตูปิดสนิทตรงหน้าเขาอย่างเงียบๆ จากนั้นถามด้วยน้ำเสียงที่คล้ายกับสำเนียงเฉพาะตัวของชายชรา
“หมอประจำตระกูลบอกว่า ถ้าเรายังหาทางอื่นมาพยุงอาการไม่ได้…”
“เป็นไปได้มากที่โหยวเว่ยจะไม่สามารถรอดชีวิตผ่านพ้นคืนพระจันทร์เต็มดวงครั้งหน้าไปได้!”
สีหน้าของหลัวผิงเศร้าสร้อยเป็นอย่างมาก และเสียงของเขาก็ค่อนข้างแหบแห้ง
“เธออาจไม่รอดในคืนพระจันทร์เต็มดวงครั้งหน้าเหรอ?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ดวงตาอันพร่ามัวของหลัวฉางเฟิงก็เต็มไปด้วยอารมณ์
ในใจของเขา ภาพของเด็กสาวที่สดใสร่าเริง และน่ารักน่าเอ็นดู แต่ก็น่าเวทนาปรากฏขึ้น
แม้ว่าหลัวโหยวเว่ยจะยังเด็กมากก็ตาม
แต่เธอก็มักจะคอยอยู่เคียงข้างเขาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
น้ำเสียงของเธอที่เรียกเขาว่า ‘บรรพบุรุษฉางเฟิง’ นั้นเต็มไปด้วยความจริงใจ เด็กสาวคนนี้เป็นเด็กดีมากจริงๆ
“เข้าไปดูเธอกันเถอะ!”
หลังจากเงียบอยู่นาน หลัวฉางเฟิงก็พูดด้วยเสียงทุ้มต่ำกับหลัวผิง และหลัวซวนที่อยู่ข้างหลังเขา
จากนั้นเขาก็เดินก้าวเข้าไปในห้อง
ในตอนแรก เขาไม่ได้รู้สึกอะไรเลย
แต่ขณะที่เขาเดินเข้าไปใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ ความหนาวเหน็บอันรุนแรงซึ่งดูเหมือนจะแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายก็พุ่งตรงเข้ามาหา
“ท่านพ่อ พี่ชาย”
“และ… บรรพบุรุษฉางเฟิง”
“พวกท่านมาเยี่ยมโหยวเว่ยเหรอ!”
ภายในห้อง เด็กสาวที่งดงามคนหนึ่งนอนอยู่ ใบหน้าของซีดเผือด เผยให้ความเปล่าเปลี่ยวอย่างยิ่ง
เมื่อได้เห็นหลัวฉางเฟิงซึ่งใบหน้าแฝงให้ถึงความอ่อนแอเช่นเดียวกันกับเธอ เธอก็ดูเหมือนจะมีชีวิตชีวามากขึ้นอีกเล็กน้อย
รอยยิ้มที่จริงใจ และสดใสปรากฏบนใบหน้าของเด็กสาว และเธอพยายามลุกขึ้นนั่งด้วย
เธอตั้งตารอที่จะพูดคุยอย่างสนุกสนานกับพ่อ และพี่ชายของตน รวมถึงบรรพบุรุษที่เธอเคารพ หลัวฉางเฟิง
แต่ด้วยสภาพร่างกายของเธอในตอนนี้
ดูเหมือนเธอไม่สามารถทำเช่นนั้นได้อีกต่อไป
“โหยวเว่ย อย่าเพิ่งลุกขึ้นเลย นอนลงเถอะ นอนลงไป ไม่เป็นไร”
เมื่อหลัวผิงมองเห็นใบหน้าซีดเผือด และขาวราวกับกระดาษของบุตรสาว
อารมณ์ที่หนักอึ้งอยู่แล้วของเขาก็มากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
“ท่านพ่อ โหยวเว่ย…”
หลัวโหยวเว่ยดิ้นรนอยู่พักหนึ่ง แต่ก็ไม่สามารถลุกขึ้นนั่งได้
จากนั้น เธอก็มองไปที่หลัวผิงอย่างเงียบๆ ใบหน้าเล็กๆ ของเธอเผยให้เห็นถึงความขมขื่นเล็กน้อย
“เจ้าไม่ต้องกังวลไป อีกไม่นานเดี๋ยวเจ้าก็หายดีแล้ว”
หลัวผิงพูดด้วยน้ำเสียงปลอบประโลม แต่ก็ขาดความมั่นใจ
“พี่ชาย…” หลัวโหยวเว่ยหันสายตาไปทางหลัวซวน เมื่อพ่อของเธอปฏิเสธที่จะตอบ
หลัวซวนในฐานะพี่ชาย เมื่อต้องเผชิญสายตาที่น้องสาวจับจ้องมา
เขาเบือนหน้าหนีอย่างเก้ๆ กังๆ และไม่คิดจะสบตากับน้องสาว
“ที่จริงแล้ว โหยวเว่ยก็ตระหนักถึงสภาพของตัวเองดี”
“แม้ว่าหมอประจำตระกูลเราจะไม่ได้พูดอะไร แต่ข้าก็พอจะเดาได้”
“บรรพบุรุษฉางเฟิง โหยวเว่ย…”
“กำลังจะตายจริงๆ เหรอ?”
เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว หลัวโหยวเว่ยจึงต้องหันสายตาไปทางบรรพบุรุษของตระกูลหลัวที่อยู่ตรงหน้าเธอ ซึ่งเธอเคารพ และหวงแหนมากที่สุด
ขณะที่เธอมองมาทางหลัวฉางเฟิง ดวงตาของเธอก็เต็มไปด้วยความประหม่า ความจริงใจ และความปรารถนาที่จะไม่ถูกหลอกลวง
เมื่อถูกเฝ้ามองด้วยสายตาเช่นนี้ ด้วยความปรารถนาอันแรงกล้า
แม้แต่หลัวฉางเฟิง บรรพบุรุษของตระกูลหลัวก็ยังพบว่าเป็นเรื่องยากที่จะหลอกลวงเธอ
“หมอประจำตระกูลบอกว่า…”
“ถ้าไม่มีอะไรที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นในคืนพระจันทร์เต็มดวงครั้งหน้า เจ้าน่าจะ…”
ขณะที่เขาพูด เสียงของหลัวฉางเฟิงเบาลงเรื่อยๆ จนตัดไป
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเขาจะพูดไม่จบประโยค
หลัวโหยวเว่ยก็ฉลาดพอที่จะเข้าใจว่าบรรพบุรุษของเธอต้องการสื่ออะไร
“งั้นข้าก็จะสามารถมีชีวิตอยู่ได้ถึงคืนพระจันทร์เต็มดวงครั้งหน้าสินะ”
หลัวโหยวเว่ยพึมพำเบาๆ จากนั้นรอยยิ้มจริงใจก็ปรากฏบนใบหน้าเล็กๆ ที่ซีดขาวของเธอ “บรรพบุรุษ ขอบคุณท่านมากที่ไม่หลอกโหยวเว่ย”
…
เมื่อเวลาผ่านไป
หลัวฉางเฟิง หลัวผิง และหลัวซวน อยู่ในห้องของหลัวโหยวเว่ยอีกประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนที่จะเดินออกมาจากห้องของเธอ
“บรรพบุรุษฉางเฟิง”
นอกห้อง หลัวผิงซึ่งยืนอยู่ข้างหลังหลัวฉางเฟิงอย่างเงียบๆ ดูเหมือนยังคงไม่สามารถยอมรับความเป็นจริงได้ และถามบรรพบุรุษที่อยู่ตรงหน้าเขาด้วยเสียงแผ่วเบาว่า
“ไม่มีวิธีใดที่จะช่วยโหยวเว่ยได้อีกแล้วจริงๆ เหรอ?”
ทวีปอันกว้างใหญ่ และลึกลับแห่งนี้
หลัวผิงรู้ถึงความเป็นไปได้หนึ่งถึงสองอย่าง
อย่างเช่น เขาเคยได้ยินเกี่ยวกับโอสถวิญญาณที่สามารถทำให้คนตายกลับมามีชีวิตอีกครั้ง และฟื้นฟูกระดูก และเนื้อหนังได้
หากมีใครสักคนในตระกูลหลัวที่สามารถช่วยบุตรสาวของเขาได้
คนผู้นั้นคงเป็นหลัวฉางเฟิง บรรพบุรุษของตระกูลหลัวที่มีอายุขัยยืนยาวที่สุด และมีวิสัยทัศน์ที่กว้างขวางที่สุด
“ข้าก็ไม่แน่ใจนัก” หลัวฉางเฟิงส่ายหัว และพูดขึ้น
แต่ขณะที่หลัวผิงกำลังตกอยู่ในความสิ้นหวัง
หลัวฉางเฟิงก็พูดต่อว่า “อย่างไรก็ตาม หากเราปรารถนาจะช่วยชีวิตของเธอจริงๆ… นั่นก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้เลย”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลัวผิงเงยหน้าขึ้นมองอย่างกะทันหัน จ้องมองหลัวฉางเฟิงอย่างเพ่งพินิจ “บรรพบุรุษฉางเฟิง ที่ท่านพูดหมายความว่าอย่างไร”
แต่หลัวฉางเฟิงไม่คิดจะตอบคำถามของหลัวผิง
ตรงกันข้าม เขาเดินจากไปอย่างเงียบๆ ตรงไปยังทิศทางลานบ้านของตัวเองโดยเอามือไพล่หลัง
…
หลังจากกลับมาถึงลานบ้านที่เขาใช้พักอาศัยอยู่
หลัวฉางเฟิงนั่งเงียบๆ ใต้ศาลาหิน และครุ่นคิดถึงเรื่องอาการของหลัวโหยวเว่ย
ทวีปซวนหยวนเต็มไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์
เขาได้ยินมาว่ากายเซียนแต่ละแบบมีเอกลักษณ์ และจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป และยังมีโอกาสที่จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อเจ้าของร่างด้วย
เหมือนกับหลัวโหยวเว่ยที่แผ่ไอเย็นยะเยือกออกจากร่างกายของเธอในทุกคืน
โดยเฉพาะในคืนพระจันทร์เต็มดวง เมื่อไอเย็นก็หนาแน่นถึงขีดสุด
หลัวฉางเฟิงไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับกายเซียนแบบนี้มาก่อน
แต่หากพิจารณาจากประสบการณ์ชีวิตในชาติก่อน ที่เขาอ่านนิยายบนเว็บเป็นเวลาหลายปีแล้ว…
หลัวโหยวเว่ยไม่ใช่เด็กสาวธรรมดาอย่างแน่นอน
ถ้าได้รับการดูแลเป็นอย่างดี มีโอกาสที่เธอจะกลายเป็นเสาหลักที่มีความสามารถในการค้ำจุนตระกูลหลัวได้อย่างแน่นอน
แต่ปัญหาเร่งด่วนที่สุดก็คือ ตามที่หมอประจำตระกูลได้กล่าวไว้
เด็กสาวคนนี้จะอยู่ได้ถึงคืนพระจันทร์เต็มดวงครั้งหน้าเท่านั้น
ทำให้หลัวฉางเฟิงเหลือเวลาอีกเพียงสามสิบวันในการหาทางช่วย