วิธีเอาชีวิตรอดในฐานะลูกชายคนที่สองของตระกูลขุนนางเวทมนตร์ (10)
“จริงเหรอ? เห็นไหมล่ะ? ฮ่าๆๆ!”
“ใช่ วันนี้ฉันมาหานายไม่ใช่เรื่องฝึกซ้อม แต่เป็นเรื่องนี้ต่างหาก”
ผมคลี่กระดาษแผ่นหนึ่งลงบนพื้นสนามฝึกเพื่อให้มองเห็นได้ง่าย
เลโอหัวเราะออกมาอย่างโล่งอก ทว่าเมื่อได้เห็นเนื้อหาในกระดาษนั้น รอยยิ้มของเขาก็เปลี่ยนไปเป็นความหมายอื่น
“…นายไม่คิดว่ามันดูเหลือเชื่อเกินไปหน่อยเหรอ?”
“ถ้ามองในแง่สามัญสำนึกก็คงใช่ แต่ตอนนี้มันมีเรื่องเหลือเชื่อเกิดขึ้นจริงๆ นี่นา เดี๋ยวฉันจะอธิบายให้ฟัง”
เลโอโบกมือปฏิเสธคำพูดนั้น
“เดี๋ยวก่อน รอก่อนที่จะพูดอะไร ตอนนี้นายออกไปเดินเพ่นพ่านข้างนอกเมื่อไหร่ ข่าวลือก็จะแพร่สะพัดออกไปในทันที นายรู้อยู่ใช่ไหม? ที่โรงเรียนยังไม่มีข่าวอะไรเล็ดลอดออกมาก็เพราะว่าพวกเขารู้ว่านายยังคงทำตัวเงียบๆ เหมือนเคย แต่สำหรับคนข้างนอก พวกเขาจะรับรู้แค่ว่าตอนนี้นายดูเหมือนคนปกติทั่วไปแล้ว คนภายนอกไม่ได้เจอหน้านายบ่อยๆ เหมือนเพื่อนในโรงเรียน พวกเขาไม่มีเวลามาสังเกตหรอกว่านายยังคงทำตัวไม่เข้าสังคมเหมือนเดิมหรือเปล่า!”
“นี่นายเป็นห่วงฉัน หรืออะไรกันแน่?”
“เป็นห่วงแกน่ะสิ ไอ้บ้า”
ถึงผมจะไม่เคยทำตัวไม่เข้าสังคมอะไรเทือกนั้นสักหน่อยก็เถอะ…
เพียงแค่ผมไม่ได้ฉุดรั้งใครไว้คุยด้วย เพราะสถานการณ์ตอนนี้มันเร่งด่วนกับการพัฒนาฝีมือ แต่ในสายตาของเจ้าบ้านี่คงจะมองว่าผมเป็นแบบนั้นไปแล้วมั้ง
ควรจะดีใจหรือเสียใจดีเนี่ย…
“…เออ ใช่ ฉันรู้ตัวน่า แน่นอนว่าฉันไม่ได้วางแผนทำเรื่องนี้โดยไม่มีมาตรการรับมือหรอกน่า นี่นายรู้ใช่ไหมว่าปีนี้คดีความเสียหายจากสัตว์อสูรมันเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด? นั่นแหละ ทางสำนักงานปราบปรามเวทมนตร์อาชญากรรมก็เลยเริ่มมอบสิทธิ์ในการเป็น ‘หน่วยทำความสะอาด’ ให้กับบุคคลทั่วไปแล้วไงล่ะ”
“เรื่องนั้นมันก็ดังอยู่หรอกนะ แต่เท่าที่ฉันรู้มา เหมือนจะไม่มีคนสมัครกันเท่าไหร่นี่”
“ก็ใช่น่ะสิ ”
พ่อมดแม่มดส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในชนชั้นสูง
ยิ่งมีพลังเวทมนตร์แข็งแกร่งมากเท่าไหร่ ยศถาบรรดาศักดิ์ก็มักจะสูงตามไปด้วย พลังเวทมนตร์มันถ่ายทอดทางพันธุกรรม และยศถาบรรดาศักดิ์ก็ได้รับสืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษอยู่แล้ว
ดังนั้นค่าตอบแทนในการกำจัดสัตว์อสูรจึงไม่ใช่สิ่งจูงใจที่ดีสำหรับพ่อมดแม่มดเก่งๆ เหล่านั้น
แถมสัตว์อสูรมันแทบไม่มีทางบุกรุกเข้าไปถึงเขตที่อยู่อาศัยของเหล่าพ่อมดแม่มดได้อยู่แล้ว พวกเขาก็เลยค่อนข้างจะเฉยเมยกับอันตรายพวกนี้
การรับงานจิปาถะพวกนี้มันไม่ได้ช่วยให้ชื่อเสียงเกียรติยศของพวกเขาเพิ่มขึ้นอย่างหวือหวาอะไร พวกเขาก็เลยยิ่งไม่มีเหตุผลที่จะทำ
สุดท้ายก็เลยกลายเป็นว่ามีแค่พวกคนทั่วไปที่ไม่ได้มีพลังเวทมนตร์อะไร ที่ขัดสนเรื่องเงินทองเท่านั้น ที่ยอมสมัครเข้ามาทำงานนี้
และสำนักงานต่างๆ ที่กระจายอยู่ตามท้องที่ ซึ่งประกอบไปด้วยคนในละแวกบ้านเดียวกัน ก็ใช้วิธีลักลอบว่าจ้างคนพวกนั้นให้ไปจัดการสัตว์อสูรมาโดยตลอด
ถึงตอนนี้เรื่องนั้นมันจะยังไม่ได้เป็นที่รับรู้กันในวงกว้างก็เถอะ
ตอนนั้นเอง เลโอก็เริ่มมองกระดาษในมือด้วยสีหน้าลำบากใจ พลางพูดขึ้นว่า
“สำนักงานกำลังขาดแคลนคนอยู่ นายก็จะยิ่งโดดเด่นเข้าไปใหญ่ เอาเป็นว่าถามเรื่องนี้ก่อนเลย นายจะไปคนเดียวจริงๆ เหรอ?”
“ก็ต้องไปคนเดียวนั่นแหละ ที่ฉันชวนนายมาคุยก็เพราะอยากจะถามเรื่องช่างทำอาร์ติแฟกต์จากนายนั่นแหละ”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เลโอก็ครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเอ่ยปากพูดออกมา
“เอาเป็นว่าลองคิดถึงปัญหาที่เป็นรูปธรรมก่อนเลย นายไม่สามารถทำกิจกรรมภายใต้ชื่อจริงของตัวเองได้นี่นา ในฐานะนักเรียน พวกเขาจะต้องตรวจสอบข้อมูลส่วนตัวของนายอย่างละเอียดแน่ๆ แล้วคนที่อยู่ในเมืองหลวงก็รู้จักหน้านายกันหมด นายจะเอาตัวรอดไปได้ยังไง?”
นั่นสินะ เป็นเรื่องที่คิดได้ไม่ยากเลย
แต่พอเอาเข้าจริง ข้อสันนิษฐานที่เป็นเหตุเป็นผลสุดๆ นี่แหละที่จะพังทลายลงอย่างไม่เป็นท่า
“ฉันตรวจสอบมาแล้ว มันไม่ได้เข้มงวดขนาดที่นายคิดไว้หรอกน่า และเพื่อรับมือกับกรณีฉุกเฉิน ฉันก็ต้องเปลี่ยนตัวตนอยู่แล้ว แน่นอนว่าฉันเตรียมการเรื่องนั้นไว้หมดแล้ว”
“…ฉันขอโทษที่ต้องพูดย้ำเป็นรอบที่สาม แต่นายก็รู้ตัวใช่ไหมว่าตอนนี้นายดังไปทั่วจักรวรรดิแล้ว?”
“รู้สิ”
คำตอบของผมทำให้เลโอถึงกับมองผมด้วยสายตาที่เหมือนกำลังมองคนบ้า
“นายคิดว่านายจะเปลี่ยนตัวตนได้ง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ? ถึงจะปิดบังใบหน้าได้ แต่นายจะปิดบังดวงตาของแกได้ยังไง? สีตาของแกน่ะ คนทั้งจักรวรรดิรู้จักหมดแล้วมั้ง?”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ผมก็พยักหน้าเห็นด้วย
สีม่านตาสีชมพูของลูคัส แทบจะไม่มีให้เห็นในจักรวรรดิเลย
ไม่สิ ถ้าจะให้พูดให้ถูกก็คือมันเป็นสีที่เป็นเอกลักษณ์ของตระกูลเฟลโรมาต่างหาก
สีของพลังเวทมนตร์นั้นสัมพันธ์กับสีของม่านตา และสีชมพูก็เป็นสีที่แสดงถึงตระกูลเฟลโรมาเช่นกัน
คนในตระกูลของผมเองก็ยังมีสีม่านตาเป็นสีน้ำตาลอ่อนหรือไม่ก็น้ำเงินอ่อนกันหมด ดังนั้นสีม่านตาของลูก้าจึงถือเป็นข้อยกเว้นที่โดดเด่นมากๆ
ถึงจะปิดบังไปหมดทุกส่วน แต่ก็มีโอกาสสูงที่จะถูกจับได้จากสีม่านตาและสีของเวทมนตร์ที่ใช้ เลโอถึงได้แสดงปฏิกิริยาแบบนี้ออกมาก็ถือเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลแล้ว
‘จริงๆ แล้วฉันมีคุณสมบัติพิเศษทางด้านพลังศักดิ์สิทธิ์อยู่ พลังเวทมนตร์เลยไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป’
ในฝั่งนั้น ผมก็แค่ใช้พลังศักดิ์สิทธิ์แทนพลังเวทมนตร์ก็เท่านั้นเอง
ปัญหาจริงๆ มันอยู่ที่ดวงตา ดวงตาเป็นสิ่งที่ปิดบังได้ยากกว่าแค่การสวมหน้ากากปิดบังใบหน้า
แต่ผมรู้วิธีที่ตัวเอกในนิยายเคยใช้แล้วนี่นา
“ใช่ นั่นก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง แต่นายต้องช่วยฉันลงแรงหน่อยนะ”
“ฉัน? ทำไมล่ะ?”
………………………………………..
เลโอเบิกตากว้าง ถามออกมาด้วยความสงสัย
ผมเทยาที่เลโอปรุงมาให้ใส่ปาก
เลโอกอดอก มองมาด้วยสายตาสงสัย พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย
“…นายไปรู้เรื่องพวกนี้มาจากไหนเนี่ย? แม้แต่คนในตระกูลของฉันเองก็ยังไม่ค่อยอยากจะใช้กันเลย เพราะมันมีผลข้างเคียง”
เพื่อที่จะเปลี่ยนสีดวงตา เขาถึงกับใช้ประโยชน์จากผลข้างเคียงของยา
ยาตัวนี้มีผลข้างเคียงที่ทำให้สีของพลังเวทมนตร์เปลี่ยนแปลงไป
แน่นอนว่ามันไม่ใช่แค่การย้อมสีธรรมดาๆ แต่มันเป็นปัญหาที่เกิดจากการส่งผลกระทบต่อแกนพลัง ทำให้พลังที่เปล่งออกมามันแตกต่างไปจากพลังเดิมของตัวเอง พวกเขาก็เลยพากันหลีกเลี่ยงที่จะใช้มัน
ผมตอบคำถามของเลโออย่างไม่ใส่ใจ
“ฉันศึกษามาน่ะ ถ้านายรู้จักคนในราชวงศ์ที่พอจะคุยกันได้ ฝากบอกพวกเขาด้วยว่าควรจะพิจารณาออกกฎควบคุมการใช้ยาตัวนี้หน่อยนะ เพราะมันอาจจะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมายได้ อย่างน้อยก็ภายในปีหน้าก็คงจะดี”
ในเมื่อผมทำในสิ่งที่ตัวเอกควรจะทำไปแล้ว การเอ่ยปากเตือนสักหน่อยก็คงจะไม่เสียหายอะไร
แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า ตัวเอกจะต้องไม่รู้สึกสงสัยในตัวผม
“…นี่มันกะจะเอาแต่ใช้ประโยชน์จากคนอื่นไปเรื่อยๆ แล้วก็เสนอให้ควบคุมการใช้ซะงั้น… ว่าแต่นายไปเรียนต่อเมืองนอกมาเหรอ? ถ้าไม่ได้ไปเรียนมา มันยากนะที่จะรู้เรื่องพวกนี้ได้ดีขนาดนี้ หรือไม่ก็คงจะศึกษาเรื่องเภสัชเวทมนตร์มาสินะ”
“ก็ประมาณนั้นแหละ ขอบใจนะที่เตรียมยามาให้”
อีกฝ่ายเล่นปั้นเรื่องราวให้ผมเสร็จสรรพ มันก็สะดวกดีเหมือนกันแฮะ
เลโอแย้มรอยยิ้มออกมา เมื่อได้ยินคำขอบคุณที่ผมพูดเพื่อเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“ขอบใจ?”
“อืม”
ผมละสายตาจากยา แล้วหันไปมองหน้าเลโอ
ตลอดเวลาที่ผ่านมายังทำหน้าสงสัยอยู่เลย แต่จู่ๆ ก็มายิ้มออกมาแบบนี้ มันต้องมีเหตุผลอะไรสักอย่างแน่ๆ
ผมส่งสายตาเป็นเชิงถามว่ามีอะไรจะพูดอีกไหม เลโอก็เข้าเรื่องในทันที
“ถ้าขอบใจจริงๆ ล่ะก็ ช่วยรับปากทำตามข้อเสนอของฉันสักอย่างสิ”
“ว่ามาสิ”
“เรื่องอาร์ติแฟกต์เดี๋ยวฉันจัดการให้เอง แต่ขอแลกกับการที่ฉันจะขอไปด้วยคน ค่าตอบแทนอะไรไม่ต้องสนใจ นายเอาไปคนเดียวหมดเลยก็ได้”
‘เจ้านี่พูดอะไรออกมาวะเนี่ย…’
ผมยักไหล่
“ฉันไม่ติดอะไรหรอกนะ แต่ทำไมถึงต้องขอร้องด้วยล่ะ? มันเสียเวลานะ”
“ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องเวลาของฉันหรอกน่า ที่ฉันขอไปด้วยก็เพราะฉันยังไม่เชื่อมั่นในฝีมือของนายต่างหาก”
“จากที่ดูมาตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ฉันว่าการจัดการพวกสัตว์อสูรมันไม่ได้ยากเย็นอะไรขนาดนั้นนะ ฉันจะเริ่มจากระดับล่างก่อนเเละระมัดระวังตัวอยู่แล้ว”
“ระดับกลางสำหรับนายก็คงจะไม่ยากเหมือนกัน นั่นไม่ใช่ประเด็นหรอกน่า ที่ฉันเป็นห่วงก็เพราะกลัวว่านายจะเผาผลาญทุกอย่างรอบตัวจนราบเป็นหน้ากลองต่างหาก”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ผมก็เห็นด้วยในใจ
แน่นอนว่าในสายตาของผู้ที่มีฝีมือระดับเลโอ วิธีการจัดการของผมมันคงจะดูไม่เข้าตาจริงๆ นั่นแหละ ถึงตอนนี้ผมจะเรียนรู้วิธีควบคุมพลังแล้ว และคงจะไม่ทำลายล้างทุกสิ่งจนราบคาบเหมือนเมื่อก่อนก็เถอะ
และก็คงจะไม่มีอะไรเสียหายถ้าจะมีคนเพิ่มมาอีกคน
“โอเค ฉันก็ว่าดีเหมือนกัน”
และแล้ว ในวันรุ่งขึ้น พวกเราก็มุ่งหน้าไปยังสำนักงานที่หาเจอในทันที
เลโอเบ้หน้า พลางขยับตัวออกห่างจากผมเล็กน้อย
“…ขยับออกไปหน่อยได้ไหม? ตอนได้ยินแค่คำพูดก็ว่าแปลกแล้วนะ พอมาเห็นกับตาจริงๆ มันยิ่งดูแปลกเข้าไปใหญ่ นี่มันอะไรกันเนี่ย เหมือนพวกโจรมากกว่า…”
“ใครมันอยากจะแต่งตัวแบบนี้กันนักกันหนา?”
ผมปรับหน้ากากให้เข้าที่ พลางตอบกลับคำบ่นของเลโอด้วยน้ำเสียงไม่พอใจนัก ต่างจากเลโอที่แต่งกายดูดีมีสไตล์ ผมอยู่ในชุดคลุมยาวสีดำสนิทและสวมหมวกคลุมศีรษะมิดชิด
เลโอเหลือบมองผมด้วยสายตาขยะแขยง ก่อนจะถอนหายใจออกมา
“ถึงจะยังไง สีม่านตาของนายก็เปลี่ยนไปจริงๆ นั่นแหละ”
มีเพียงดวงตาสีฟ้าสดใสที่ตัดกับสีชมพูเดิมเท่านั้น ที่เปล่งประกายออกมาจากเงามืด
มันเป็นสีตาที่พบเห็นได้ทั่วไป ทำให้ยากต่อการระบุตัวตนจากสีตาเพียงอย่างเดียว
เลโอร่ายเวทมนตร์ป้องกันเสียงเล็ดลอดออกไปภายนอก ก่อนจะเอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“จำเอาไว้ นายเป็นแค่ผู้ติดตามส่วนตัวที่ฉันจ้างมาเท่านั้นนะ ถ้ามีใครถามว่าทำไมถึงแต่งตัวแบบนี้ ก็ให้ตอบไปว่าแกเป็นนักเดินทางที่มาจากดินแดนของสันตะปาปาเมื่อไม่นานมานี้ หุบปากไว้ อย่าพูดอะไรทั้งนั้น เข้าใจไหม?”
“รู้แล้วน่า แล้วเรื่องคำเรียกขานล่ะ? ต่อหน้าคนอื่น คนที่มีฐานะต่ำกว่าจะเรียกชื่อนายแกโต้งๆ ได้ยังไง?”
“อืม… ไม่ต้องใช้คำเรียกขานอะไรให้มันวุ่นวาย เลี่ยงได้ก็เลี่ยงไปเลย”
หลังจากเดินเท้ามาเป็นเวลานาน เมื่อเดินออกมาจากป่า ก็ปรากฏภาพอาคารไม้ที่ผนังด้านนอกเสียหายให้เห็น
เลโอขมวดคิ้ว ใช้ไม้เท้าเวทมนตร์ส่องแสงสำรวจไปรอบๆ บริเวณ
“เรามาผิดทางรึเปล่า? ฉันว่าต้องมาทางนี้แล้วนี่นา”
“ไม่ผิดหรอก มาถูกทางแล้ว”
ผมยังจำได้ติดตาถึงคำพูดที่ตัวเอกเคยสบประมาทเอาไว้ว่า ‘อาคารที่ใกล้จะพังเต็มที’ อาคารหลังนี้ดูทรุดโทรมที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา มันต้องเป็นที่นี่แหงๆ
ผมเคาะประตูตามธรรมชาติ
เวลาผ่านไปพักใหญ่ ก็ยังไม่มีเสียงตอบรับใดๆ เลโอจึงเอียงศีรษะเล็กน้อย
“ไม่มีใครตอบเลยแฮะ หรือว่าไม่มีคนอยู่?”
“เปล่า มีคนอยู่”
ผมออกแรงเคาะประตูอีกครั้ง
ในตอนนั้นเอง หน้าต่างบานเล็กตรงกลางประตูก็ถูกเปิดออกอย่างหงุดหงิด
ดวงตาคู่หนึ่งที่ขมวดคิ้วแสดงความไม่พอใจ จ้องมองมาที่ผม
“มีอะไร?”
“พวกเรามาทำความสะอาดครับ”
ปัง—!
เสียงปิดหน้าต่างดังสนั่น ทำให้เลโอสะดุ้ง
เลโอถึงกับอ้าปากค้างด้วยความไม่เข้าใจกับสิ่งที่เพิ่งเจอมา
“นี่มันอะไรกัน…!”
“รอก่อนน่า”
ไม่เห็นจะต้องตกใจอะไรเลย ในเนื้อเรื่อง ตัวเอกก็เคยเจอแบบนี้เหมือนกัน
ในตอนนั้นเอง ประตูก็เปิดอ้าออก
สายตาถมึงทึงเมื่อครู่หายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น ใบหน้าของอีกฝ่ายกลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มแย้ม
อีกฝ่ายยื่นสมุดบันทึกเก่าๆ เล่มหนึ่งมาให้
“ไม่คิดเลยว่าจะมีคนมาทำงานกันในเวลานี้ด้วย เชิญลงชื่อตรงนี้เลยครับ”
“ผมเอาใบรับรองแสดงตนมาด้วย ไม่จำเป็นต้องใช้เหรอครับ?”
เมื่อได้ยินคำถามของผม อีกฝ่ายก็ยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ
“มีด้วยเหรอ? ถ้ามีก็เอามาให้ดูหน่อยก็แล้วกัน แต่ก็นะ อย่างที่รู้กัน ถ้าต้องเรียกร้องอะไรแบบนั้น คงจะไม่มีใครมาจับพวกนั้นให้ได้หรอกครับ แค่มีคนบอกว่าจะมาจับให้ได้ก็บุญเท่าไหร่แล้ว ต้องต้อนรับขับสู้กันเต็มที่อยู่แล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เลโอก็เอ่ยปากพูดด้วยสีหน้าเห็นใจ
“ผมได้ยินมาว่าที่นี่ขาดแคลนคนอย่างหนัก ไม่นึกเลยว่ามันจะหนักขนาดนี้จริงๆ”
“ไม่ใช่แค่ขาดแคลนนะ นี่มันแทบจะไม่มีคนอยู่เลยต่างหาก ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา คนที่มาเคาะประตูที่นี่ก็มีแต่พวกที่หลงทางกันทั้งนั้น แต่ว่า…”
เจ้าหน้าที่กวาดสายตามองสำรวจพวกผมทั้งคู่ตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะหัวเราะออกมาแห้งๆ ด้วยสีหน้าหมดหวัง
“ใจกล้าดีนี่นา ดูท่าทางจะไม่ได้พกอาวุธมาด้วยสินะ เอาเป็นว่าใช้อันที่อยู่ที่นี่ไปก่อน แล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยเอามาคืนก็แล้วกันครับ”
“อ้อ พวกเรามีมาเองแล้วครับ”
“หืม?”
เจ้าหน้าที่มองมาที่พวกผมอย่างงุนงง เลโอจึงชักไม้กายสิทธิ์ที่เหน็บอยู่ที่เอวออกมาให้ดู
“พวกเราไม่ได้คิดจะอยู่นานขนาดนั้น พวกผมไม่จำเป็นต้องใช้ดาบหรอกครับ”
“…พ่อมด?”
ดวงตาของเจ้าหน้าที่เบิกกว้าง
เมื่อได้ยินคำถามนั้น เลโอจึงตอบกลับด้วยสีหน้างุนงง
“ใช่ครับ พวกผมเป็นพ่อมด การที่จะมีคุณสมบัติในการกำจัดสัตว์อสูรได้ มันก็ต้องเป็นพ่อมดอยู่แล้วนี่ครับ…”
เจ้าหน้าที่ราวกับไม่ได้ยินสิ่งที่เลโอพูด เขายืนตัวแข็งทื่ออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะโค้งศีรษะลงต่ำด้วยสีหน้าซีดเผือด
“ขอโทษครับ! คือว่า ที่นี่ไม่เคยมีพ่อมดตัวจริงเสียงจริงมาเลยสักครั้ง ก็เลย…”
“ไม่เป็นไรครับ พวกเราไม่ถือสา แต่ว่า… ที่นี่มีคนที่ไม่ใช่พ่อมดมาด้วยเหรอครับ?”
“……”
“ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมครับ? พวกเรารู้ดีว่าเรื่องนี้มันอาจจะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยได้ พวกเราจะไม่เอาเรื่องนี้ไปบอกใครที่ไหนทั้งนั้น”
“คือว่า ปกติแล้ว…”
อีกฝ่ายไม่สามารถพูดต่อได้
ผมเอียงศีรษะเล็กน้อย กระซิบข้างหูเลโอว่า
“จะไปหวังให้พวกขุนนางเชื่อใจ แล้วพูดออกมาอย่างสบายใจได้ยังไงกัน ดูจากน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปของเขา แกยังไม่ทันสังเกตเลยเหรอ?”
“…ฉันก็เพิ่งจะรู้ตัวหลังจากที่พูดออกไปแล้วนั่นแหละ อย่ามาเหน็บแนมน่า”
เลโอหัวเราะแห้งๆ พลางผลักผมออกไปด้านข้าง
ถ้าหากสำนักงานใหญ่ยังไม่เปลี่ยนแปลงแนวทาง ก็คงจะไม่มีทางแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้ การเอาเรื่องนี้ไปพูดที่ไหนสักแห่งก็คงจะยิ่งมีแต่จะทำให้เรื่องมันวุ่นวายเปล่าๆ คงต้องตัดบทสถานการณ์นี้แต่พอดี
ผมเอ่ยปากพูดแทนเลโอที่กำลังเรียบเรียงคำพูดอยู่
“พวกเราเข้าใจสถานการณ์ของคุณแล้ว เรื่องนี้เอาไว้แค่นี้ก่อนก็แล้วกันนะครับ เอาเป็นว่าพวกเราเห็นข่าวว่าช่วงหลังๆ สัตว์อสูรมันปรากฏตัวบ่อยขึ้น พวกเราก็เลยเดินทางมาที่นี่ พวกเราอยากจะเข้าไปข้างใน แต่ได้ยินมาว่าต้องได้รับอนุญาตก่อน”
“อ่า ครับ เอ่อ งั้นทั้งสองท่านก็เป็นพ่อมดสินะครับ?”
“ครับ”
เมื่อได้ยินคำตอบของเลโอ เจ้าหน้าที่ก็รีบก้มลงไปดูสมุดบันทึก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองผมด้วยสายตางุนงง
ถึงสถานการณ์มันจะเป็นแบบนี้ พวกเขาก็คงจะไม่ไล่พวกผมกลับไปหรอก แต่สภาพที่ผมแต่งกายด้วยชุดคลุมสีดำสนิททั้งตัว แถมยังใส่หน้ากากปิดบังใบหน้า มันก็ดูน่าสงสัยในสายตาใครๆ อยู่ดี
“ส่วนท่านผู้นี้…”
“ผมมาจากดินแดนของสันตะปาปาครับ ตอนนี้ผมกำลัง…”
“เป็นผู้ติดตามของผมน่ะครับ ฮ่าๆๆ! เขาบอกว่าอยากจะเดินทางท่องเที่ยวในจักรวรรดิน่ะครับ!”
เลโอรีบผลักผมไปข้างหลัง พลางรีบตอบแทนผมในสิ่งที่เขาคาดการณ์เอาไว้
“อย่างนี้นี่เอง ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ท่านอุตส่าห์เดินทางมาถึงที่นี่ด้วยตัวเอง ท่านทั้งสองท่านจะออกเดินทางกันเลยไหมครับ?”
“ครับ”
“ถ้าอย่างนั้น รับหินมาสโตนนี้ไปด้วยนะครับ ที่นี่มีเขตแดนเวทมนตร์กั้นเอาไว้ ถ้าไม่มีหินก้อนนี้ก็เข้าไปไม่ได้ครับ”
“ครับ ขอบคุณครับ”
หลังจากกล่าวคำทักทายไปมาพอเป็นพิธี พวกเราก็เดินออกมาจากอาคาร
เมื่อเดินเข้าไปถึงข้างในเขตแดนเวทมนตร์แล้ว ผมก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
“ทำไมแกต้องรีบร้อนพูดขนาดนั้นด้วย? แกรู้ได้ยังไงว่าฉันจะพูดอะไร?”
“ก็ไม่คิดว่าแกจะพูดอะไรดีๆ ออกมาได้สักเท่าไหร่นี่…”
อีกฝ่ายพึมพำออกมาด้วยสีหน้าถมึงทึง
สภาพของเขายังไม่ได้เจอกับสัตว์อสูรเลยแท้ๆ แต่กลับดูซูบผอมราวกับหมดเรี่ยวหมดแรงไปเสียแล้ว
“เดี๋ยวก่อนนะ”
ในตอนนั้นเอง กลิ่นแปลกปลอมกลิ่นหนึ่งก็ปะปนมากับสายลมแผ่วเบา
ผมหยุดฝีเท้าลง มองสำรวจไปรอบๆ บริเวณ
“กลิ่นเลือด”
“หืม? ฉันไม่ได้กลิ่นนะ”
ผมไม่ได้ตอบอะไร เพียงแค่หันกายเดินไปยังทิศทางนั้น
เลโอที่เริ่มสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ ร่ายเวทมนตร์สร้างม่านพลังหนาทึบกั้นไว้ด้านหน้า แล้วก้าวเท้าตามมา
ยิ่งเดินเข้าไปใกล้เท่าไหร่ เสียงบางอย่างที่เหมือนสัตว์กำลังข่วนอะไรบางอย่างอย่างขะมักเขม้นก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ
“…!”
แกร็ก— แกร็กๆ—!
“แย่แล้วสิ”
ผมหยุดฝีเท้าลงกะทันหัน ก้มลงมองสิ่งที่อยู่ตรงปลายเท้า
หนูที่ถูกปนเปื้อนด้วยสีม่วง กำลังกัดกินกันเอง
ไม่สิ สภาพของพวกมันมันบิดเบี้ยวเกินกว่าที่จะเรียกว่าหนูได้แล้ว
หนองและเลือดไหลเยิ้มออกมา ปะปนกับกลิ่นเหม็นเน่าที่ไม่อาจบรรยาย
“…เวรเอ๊ย…”
เลโอทำท่าทางคล้ายจะอาเจียน พลางเอามือปิดจมูก แล้วถอยหลังกรูด
“พวกมันกินกระทั่งคนเลยมั้งเนี่ย… ไม่ได้มีแค่ตัวสองตัวด้วย แถวนี้มีรังของพวกมันอยู่รึเปล่า?”
“ดูเหมือนจะใช่นะ แล้วส่วนใหญ่ก็ดูเหมือนจะคลุ้มคลั่งไปด้วย”
“ใช่”
“อีกเดี๋ยวพวกมันก็คงจะมาหาพวกเราเหมือนกัน”
“…เออ ให้มันได้อย่างนี้สิ…”
เลโอหลับตาปี๋ ถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง พร้อมกับสะบัดไม้กายสิทธิ์ในมือ ไม้กายสิทธิ์แปรเปลี่ยนเป็นดาบที่มีความยาวพอเหมาะ
“ไม่ต้องบ่นมากไปน่า เริ่มมาก็เจอตัวพวกนี้เลยเนี่ย ถือว่าเป็นการต้อนรับที่ดีจะตายไป”
ผมแย้มรอยยิ้มออกมา พลางชักไม้กายสิทธิ์ของตัวเองออกมาบ้าง
ราวกับพวกมันจะได้กลิ่นมนุษย์แล้ว จุดสีแดงนับไม่ถ้วนก็ส่องประกายวาววับมาจากทุกทิศทาง