วิธีเอาชีวิตรอดในฐานะลูกชายคนที่สองของตระกูลจอมเวท (11)

[กี๊ด—!]

โครม—!

“แค่ตบทีเดียวก็ร่วงแล้วเรอะ?”

สามสิบนาทีผ่านไปตั้งแต่เริ่มจัดการหนู ณ ที่แห่งนี้ และเป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่ไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นเลยสักนิด จนออกจะน่ากระดากปากไปเสียหน่อยหากจะบอกว่านี่เป็นการ ‘กวาดล้าง’

เลโอหยิบหนูผีที่ตายแล้วขึ้นมาอย่างระมัดระวัง แล้วใส่ลงในกระสอบ

ฝูงหนูที่ไต่ยั้วเยี้ยตามขาดูคลั่งแคล้น แต่ก็กลับร่วงลงไปอย่างง่ายดายเพียงแค่สะบัดมือครั้งเดียว ช่างแตกต่างจากท่าทีฮึกเหิมเมื่อครู่ลิบลับ

ตอนนี้ การเก็บกวาดซากพวกมันกลับกลายเป็นเรื่องที่ยุ่งยากกว่าเสียอีก

ฉันเผาไหม้ผืนม่านพลังที่คลุมอยู่ด้านบน เพื่อให้หนูทั้งหมดร่วงลงมากองกับพื้น แล้วตอบกลับไปอย่างง่ายๆ

“ก็เพราะนายเก่งไงล่ะ”

“งั้นเหรอ…. นายเองก็ใส่กระสอบจนเต็มแล้วเหมือนกันใช่ไหม?”

“อือ”

“งั้นก็เก็บกวาดแล้วกลับกันเถอะ”

เลโอมองลงไปที่ซากหนูที่ติดอยู่ตรงปลายรองเท้าบูท แล้วเอ่ยขึ้น

ซากหนูขนาดเท่าฝ่ามือเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นดินที่เฉอะแฉะจากฝนเมื่อวาน

เลโอส่ายหน้าอย่างหน่ายใจเมื่อเห็นภาพนั้น

“ถึงจะรู้ว่าต้องกำจัดทิ้งก็เถอะ แต่พอเยอะขนาดนี้ก็อดสงสารไม่ได้แฮะ น่าจะมีพวกยาสำหรับรักษามันบ้างนะ”

ฉันพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดนั้น

สัตว์อสูรพวกนี้ เดิมทีก็เป็นสัตว์ธรรมดาที่ถูกเวทมนตร์เข้าสิงสู่ภายหลัง จนมีแก่นพลังเวทเป็นของตัวเองเหมือนมนุษย์ จึงทำให้พวกมันกระหายพลังเวทอยู่ตลอดเวลา

นอกจากการเติมพลังศักดิ์สิทธิ์ให้พวกมันเป็นระยะๆ แล้ว ก็ไม่มีวิธีรักษาอื่นใดอีกเลย ถึงแม้ว่าการทำเช่นนั้นจะช่วยให้พวกมันหายดีขึ้นได้บ้าง แต่มันก็ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุอยู่ดี

‘พอมองในมุมนั้นก็รู้สึกน่าสงสารขึ้นมาจริงๆ นั่นแหละ’

การที่ยังรู้สึกเห็นอกเห็นใจฝูงหนูที่กำลังดิ้นรนจะกัดกินเนื้อสดๆ ต่อหน้าต่อตาแบบนี้ได้ ช่างเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อเสียจริง ปกติแล้ว แค่เอาชีวิตรอดไปวันๆ ก็แทบจะไม่มีเวลามานั่งคิดถึงเรื่องหนูผีพวกนี้แล้ว

เลโอในเนื้อเรื่องก็เป็นคนแบบนี้เหมือนกัน

ถึงจะจำช่วงเวลาที่แน่นอนไม่ได้ แต่สักวันหนึ่งเขาก็เคยคิดค้นยารักษาสัตว์อสูรขึ้นมาได้จริงๆ

ฉันมัดปากกระสอบที่ใส่จนเต็มแล้ว ลอยมันขึ้นไปในอากาศ แล้วเอ่ยปากพูด

“ยาพวกนั้นน่ะ เดี๋ยวสร้างขึ้นมาก็ได้นี่นา ในอนาคตนายนั่นแหละลองสร้างมันขึ้นมาดูหน่อยเป็นไง?”

“ฉันเนี่ยนะ? โธ่เอ๊ย ขนาดพวกผู้ใหญ่ยังทำไม่ได้เลย”

“หือ?”

ฉันหลุดหัวเราะออกมาอย่างเหลือเชื่อกับคำพูดนั้น

พอนึกย้อนกลับไปดู เนื้อหาช่วงที่ฉันเคยอ่านมันก็ผ่านมานานพอสมควรแล้วจริงๆ นี่นา

แต่ถึงอย่างนั้น ในฐานะที่รู้ดีว่าเลโอในอนาคตจะสร้างอะไรขึ้นมาได้บ้าง ฉันก็ทำได้แค่หัวเราะออกมาเท่านั้นแหละ

ฉันหันหลังเดินกลับไปยังจุดเริ่มต้น พร้อมกับตบไหล่เลโอเบาๆ

“ถ้านายไม่ทำ เดี๋ยวฉันทำเองก็ได้ งั้นขอเข้าไปใช้ห้องทดลองที่บ้านนายหน่อยนะ”

“เอาตัวเองให้รอดก่อนค่อยพูดเถอะน่า”

พวกเราคุยเรื่องไร้สาระกันไปเรื่อยเปื่อย จนในที่สุดก็กลับมาถึงสถานที่ที่คุ้นเคยจนได้

คนดูแลที่ออกมาข้างนอกพอดีสังเกตเห็นพวกเราเข้า จึงทักทายขึ้น

“เร็วจริงๆ เลยนะครับเนี่ย”

“เดี๋ยวจะเอาของพวกนี้มาวางไว้ตรงนี้ แล้วจะกลับเข้าไปใหม่ครับ”

ฉันวางกระสอบที่ใส่หนูลงตรงหน้าอาคาร

คนดูแลมองมาที่กระสอบที่ดูเหมือนจะบรรจุอะไรไว้เต็มไปหมดด้วยสายตาใคร่รู้ แล้วเดินเข้ามาใกล้

“ทำไมมันถึงได้… เอ๊ะ?!”

คนดูแลอ้าปากค้าง เมื่อเปิดปากกระสอบที่เต็มไปด้วยอะไรบางอย่างออกดู

“ไปเอามาจากที่ไหนเยอะแยะขนาดนี้เนี่ย…. ผมเพิ่งเคยเห็นหนูผีเยอะขนาดนี้เป็นครั้งแรกเลยนะครับเนี่ย”

“มันเยอะขนาดนั้นเลยเหรอครับ?”

“ครับ ถ้าขนาดนี้คงเรียกได้ว่ากวาดล้างจนสิ้นซากเลยนะครับเนี่ย ปกติถึงจะเจอบ้างก็เต็มที่แค่ห้าหกตัวเท่านั้นเอง…”

“อาจจะเป็นเพราะพวกมันสัมผัสได้ถึงพลังเวทของพวกเรา แล้วก็เลยออกมาเยอะกว่าปกติก็ได้ครับ เพราะพวกมันก็เป็นสัตว์ที่หิวโหยพลังเวทอยู่แล้วเป็นพื้นฐาน”

เลโออธิบาย ทำให้คนดูแลพยักหน้าเห็นด้วย

“อย่างนี้นี่เอง ถ้าปริมาณขนาดนี้ ช่วงนี้คงจะไม่มีพวกมันออกมาให้เห็นแล้วล่ะมั้งครับ ช่วงนี้มีพวกมันหลุดเข้าไปในเขตบ้านเรือนประชาชนบ่อยๆ จนน่าปวดหัวอยู่พอดี นับว่าโชคดีจริงๆ ครับ”

“ยินดีครับที่พอจะช่วยอะไรได้บ้าง”

“อ้อ เดี๋ยวผมลองประเมินราคาดูก่อนนะครับ แต่ถ้าปริมาณขนาดนี้ อย่างน้อยๆ น่าจะได้สัก 50,000 นะครับ”

คนดูแลลองยกกระสอบขึ้นลงดู แล้วก็พูดออกมา

ฉันพยักหน้ารับคำพูดนั้น ทำงานแค่ชั่วโมงเดียวก็ได้เงินมาประมาณ 5 ล้านวอน คิดเป็นเงินไทยก็ราวๆ 150,000 บาทได้มั้งเนี่ย ที่ไหนจะมีงานสบายเงินดีแบบนี้อีก

‘ก็กวาดล้างพวกมันมาถึงขั้นสิ้นซากขนาดนี้….’

เลโอเองก็ดูพึงพอใจกับค่าตอบแทนที่ไม่เลวเมื่อเทียบกับเวลาที่เสียไปเช่นกัน ทั้งที่ปกติก็เติบโตมาในตระกูลร่ำรวยเงินทองล้นฟ้าจนไม่ค่อยมีปัญหา เรื่องเงินๆ ทองๆ สักเท่าไหร่

เลโอที่ก้าวกลับเข้าไปในเขตอาคมอีกครั้ง ยักไหล่อย่างประหลาดใจ แล้วเอ่ยปากพูด

“รายได้เดือนนึง หาได้ในชั่วโมงเดียวแบบนี้เลยเหรอเนี่ย งานแบบนี้ก็ดูดีกว่าที่คิดเหมือนกันนะเนี่ย เป็นบุญของนายจริงๆ ที่ได้มาลองประสบการณ์ดีๆ แบบนี้”

“เออน่า แต่ว่าฉันขอพูดเผื่อไว้นะว่า ปกติทำงานชั่วโมงเดียวไม่ได้เงินเยอะขนาดนี้หรอก”

“แน่นอนว่าฉันก็… ก็รู้อยู่แล้วน่า”

เลโอเบือนหน้าไปทางอื่นแล้วตอบ

ดูท่าทางจะไม่รู้จริงๆ สินะ รายนั้นน่ะลูกคุณหนูบ้านรวยของแท้เลยจริงๆ โชคดีนะที่ในอนาคตเจ้านั่นไม่ได้ไปทำงานบริหารการเงินอะไรเทือกนั้นในราชสำนักตามเนื้อเรื่อง

เลโอที่สังเกตเห็นว่าฉันไม่เชื่อคำพูดของเขาเลย รีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างรวดเร็ว

“เอาล่ะๆ ในบรรดาพวกที่เราสำรวจมาเมื่อกี้ ก็มีเจอตัวเก่งๆ อยู่บ้างนะ”

“อืม”

พวกนั้นเคลื่อนไหวรวดเร็ว และตัวใหญ่กว่าหนูทั่วไป ทำให้คนที่ไม่ใช่นักเวทรับมือได้ยาก แต่สำหรับพวกเราที่เป็นนักเวท แค่กางม่านพลังป้องกันตัวไม่ให้โดนกัดกินเนื้อได้ก็จบแล้ว นับว่าเป็นคู่ต่อสู้ที่น่าพอใจ

“ค่าแรง 50,000 สำหรับความยากระดับนี้ ถ้าอยู่ทำถึงเช้า ก็สบายๆ ซื้อของที่นายอยากได้สองชิ้นได้เลยนะเนี่ย? แถมมีฉันอยู่ด้วย ก็คงจะเสร็จเร็วกว่าเดิมอีก”

“นั่นสินะ แต่ดูทรงแล้วนายคงจะอยู่ต่อจนจบงานเลยใช่ไหมเนี่ย? นึกว่าจะพูดว่า ‘พอแค่นี้แล้วกลับกันเถอะ’ ซะอีก”

“ไหนๆ ก็มาแล้วก็เอาให้มันจบๆ ไปเลยสิ พวกคนอื่นก็ไม่ค่อยอยากจะอาสามากันอยู่แล้วนี่นา ถ้ามาแล้วก็ทำให้มันดีๆ ไปเลยทีเดียวก็ดีเหมือนกันนะว่าไหม?”

“อืม ถ้านายว่าอย่างนั้นก็ตามใจ”

ในตอนนั้นเอง ฉันก็หยุดเดินอีกครั้ง

เลโอมองมาที่ฉันด้วยสายตาที่ดูไม่ไว้วางใจ

“อะไรอีก คราวนี้ได้กลิ่นเลือดอีกแล้วเหรอ?”

“อือ”

“นายนี่มันจมูกไวจริงๆ เลยแฮะ ฉันไม่ได้กลิ่นอะไรเลยนะ”

“คราวนี้มันสะอาดกว่าเดิมนะ ไม่ใช่เลือดปนหนองแบบเมื่อกี้”

“…นี่นายรู้ละเอียดขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย? คนอื่นมาได้ยินเข้าคงคิดว่านายเป็นคนจากเผ่าพันธุ์เฟลโรมาจริงๆ แน่เลย…”

เลโอส่ายหน้าไปมาอย่างระอาใจ

ฉันยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากเป็นสัญญาณให้เงียบ แล้วค่อยๆ ก้าวเท้าเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ

เมื่อเสียงพูดคุยเงียบลง ก็เหลือเพียงแค่เสียงพุ่มไม้เสียดสีกันเบาๆ จากสิ่งมีชีวิตเล็กๆ และเสียงลมพัดใบไม้เท่านั้น

ตึก— ตึก—

‘หืม?’

ในความเงียบสงัดนั้นเอง ฉันก็ได้ยินเสียงบางอย่างที่แปลกแยกออกไปจากสิ่งอื่น ในชั่วขณะที่กำลังพยายามระบุตัวตนของเสียงนั้นเอง จู่ๆ ก็มีก้อนอะไรบางอย่างที่ดูไม่ออกว่าเป็นอะไร พุ่งออกมาจากพุ่มไม้

โครม—!

ฉันขมวดคิ้วมุ่น แล้วกางม่านพลังป้องกันตัว พร้อมกับถอยหลังออกมา

“ตกใจหมดเลย”

“อะไรน่ะ?!”

ดูจากสถานการณ์แล้ว ไม่น่าจะใช่ว่ามันตั้งใจจะมาโจมตีพวกเรา แต่เหมือนกับว่ามันวิ่งพล่านมาทั่ว แล้วบังเอิญวิ่งมาชนเข้ากับพวกเราเข้าเสียมากกว่า

เมื่อเห็นว่าไม่มีท่าทีจะโจมตีอะไรอีก ฉันก็พลิกตัววัตถุสีเทาปนน้ำตาลที่ล้มคว่ำอยู่ตรงนั้นขึ้นมาดู

“กระต่ายนี่นา ไม่ใช่พวกปนเปื้อน”

ในระหว่างที่กำลังเทน้ำที่พกมาเพื่อปลุกกระต่ายให้ฟื้นคืนสติอยู่นั้นเอง เลโอที่คงจะไม่พอใจกับวิธีการป้องกันตัวของฉันเท่าไหร่ ก็ตะโกนมาจากข้างหลัง

“นี่ นายเว้นระยะห่างออกมาขนาดนั้นแล้ว จะใส่พลังเวทไปในม่านพลังให้เต็มที่เลยก็ได้นี่!”

“เมื่อกี้ใครบอกให้ลดพลังเวทลงกันล่ะ?”

“นั่นมันหมายถึงตรงขอบม่านพลังต่างหากเล่า แล้วนี่มันไม่ใช่การประลองแล้วนะ อย่าลืมเรื่องที่ต้องถ่ายน้ำหนักลงขาแล้วเชื่อมต่อกับพื้นดินเพื่อลดแรงสะท้อนด้วยสิ!”

“สถานการณ์แบบนี้ยังจะสอนอีกนะเนี่ย”

ถึงปากจะพูดไปอย่างนั้น แต่สิ่งที่เลโอพูดมาเมื่อกี้ ก็เป็นสิ่งที่ฉันเองก็รู้สึกได้ในตอนที่ใช้เวทมนตร์เมื่อกี้อยู่เหมือนกัน

‘ถึงว่าเขาถึงบอกว่าการฝึกนอกเหนือจากการประลองก็สำคัญนี่นา’

การหาเวลาฝึกฝนในสถานการณ์จริงบ้าง นับว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการรักษาสมดุลระหว่างเวทมนตร์ในฐานะวิชาการ และเวทมนตร์เพื่อใช้ในการประหัตประหาร

แน่นอนว่าการที่จะได้เห็นผลลัพธ์ทั้งหมดจากการฝึกในสถานที่ที่มีสัตว์เล็กๆ พวกนี้ออกมาให้เห็นเป็นหลักนั้นคงจะเป็นเรื่องยาก และหากในอนาคตหาที่ฝึกฝนจริงๆ ไม่ได้ ก็คงจะต้องไปไล่กระทืบพวกเฟลโรมาเอาเองซะแล้วมั้ง

‘แต่ว่านะ….’

มันดูทะแม่งๆ ยังไงชอบกลแฮะ

ฉันลุกขึ้นยืนอีกครั้ง มองตามกระต่ายที่วิ่งหนีไป พลางจมอยู่กับความคิด

สรุปแล้วที่นี่มันบอกไม่ได้จริงๆ สินะว่าไม่มีพวกอันตราย

เจ้ากระต่ายเมื่อกี้ก็วิ่งมาแบบไม่ลืมหูลืมตา โดยที่ไม่ทันได้ดูด้วยซ้ำว่าข้างหน้ามีอะไรอยู่

แถมเมื่อกี้ก็ได้กลิ่นเลือดอีกกลิ่นแล้วด้วยนี่นา

‘คงต้องกลับแล้วล่ะมั้ง’

เขตอาคมที่ได้เห็นตอนขามาก็เป็นแค่เขตอาคมระดับต่ำเท่านั้นเอง หมายความว่าที่นี่ไม่น่าจะมีสัตว์อสูรที่อันตรายอาศัยอยู่

ถึงจะเป็นพวกสัตว์ปนเปื้อน ก็คงจะมีแค่พวกหนูหรือกระต่ายอะไรเทือกๆ นั้นอย่างที่เจอเมื่อกี้

ถึงจะไม่ใช่สัตว์อสูร ก็คงจะไม่ต้องกังวลอะไรมากนักก็เถอะ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่อยากจะไปเสี่ยงเจอพวกสัตว์กินเนื้อที่กินคนเป็นอาหารในเวลากลางคืนแบบนี้อยู่ดี

ฉันมองร่องรอยเท้าที่เหยียบย่ำอยู่บนพื้นดิน แล้วค่อยๆ เอ่ยปากพูด

“เลโอ เตรียมตั้งท่าป้องกันไว้เลย เดี๋ยวก่อน เราถอยกลับไปก่อนดีกว่า”

“…ฉันก็กำลังจะพูดอยู่พอดีเลย นี่มันรอยเท้าหมาป่าใช่ไหม?”

ฉันไม่เคยได้ยินเรื่องที่ว่ามีหมาป่าอาศัยอยู่ในแถวนี้มาก่อนเลยนะ

แต่รอยเท้าที่เห็นอยู่ตรงหน้า ใครมองก็รู้ว่าเป็นรอยเท้าของสัตว์ขนาดพอๆ กับหมาป่า

เลโอปรับองศาการจับไม้กายสิทธิ์ แล้วเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับม่านพลังป้องกันตัว

[ครืดดดดดดด….]

ในตอนนั้นเอง เสียงคำรามที่ยากจะบรรยายก็แผ่วเบาลงมาจากทั่วทั้งผืนป่า

ถึงจะไม่รู้ว่าเป็นสัตว์ชนิดไหน แต่ฟังจากเสียงแล้ว ไม่น่าจะเป็นสัตว์กินพืชแน่ๆ

คงจะสายไปเสียแล้วสินะ

ฉันค่อยๆ ก้าวเท้าถอยหลัง

ในวินาทีนั้นเอง แสงสีแดงสองดวงก็พุ่งวาบออกมาเป็นเส้นตรง

[โครกกกกก!]

โครม—!

“อั้ก!”

ฉันย่อตัวลงต่ำ เพื่อรักษาสมดุล

แรงปะทะเมื่อกี้มันรุนแรงกว่าเมื่อเทียบกับกระต่ายเมื่อกี้คนละระดับเลยทีเดียว

โชคดีที่เมื่อกี้ทำตามคำแนะนำของเลโอแต่โดยดี แรงสะท้อนเลยไม่ส่งผลให้ตัวคนร่ายกระเด็นออกไป

แต่ว่า….

‘ม่านพลังร้าวเลย’

สัตว์ทั่วไปไม่มีทางทำลายม่านพลังของฉันได้แน่ๆ จากแสงเมื่อกี้ด้วยแล้ว เป็นไปได้สูงว่าเจ้านี่จะเป็นพวกปนเปื้อน

ฉันหมุนไม้กายสิทธิ์ในมือ แล้วเปลี่ยนมันให้กลายเป็นดาบ

เมื่อกางม่านพลังใหม่ขึ้นไปบนฟ้าเพื่อทำลายม่านพลังเก่า สถานที่ที่พวกเรายืนอยู่ก็สว่างวาบขึ้นเพียงชั่วครู่

‘…!’

นี่มันบ้าไปแล้วรึเปล่าเนี่ย

ไม่ใช่แค่ฉัน แต่เลโอเองก็คงจะเห็นภาพที่ปรากฏขึ้นในชั่วพริบตา ก่อนที่แสงจะดับลงเมื่อกี้แล้วถึงกับตะลึงจนพูดไม่ออกเหมือนกัน

“…นี่มัน….”

มันไม่ใช่หมาป่าธรรมดา

ด้านในใบหูของหมาป่า มีเขาแข็งๆ งอกออกมา ฉันถึงกับพูดไม่ออกกับภาพที่ดูไม่เข้ากันอย่างสิ้นเชิงตรงหน้า

‘ให้ตายสิ’

ที่ม่านพลังร้าวได้ง่ายๆ เมื่อกี้ ก็อาจจะเป็นเพราะเขาแข็งๆ นั่นด้วยส่วนหนึ่งก็เป็นได้ แต่ตอนนี้สิ่งที่ทำให้ฉันตกใจไม่ใช่เรื่องม่านพลังร้าวอะไรนั่นแล้ว เพราะถึงจะร้าว มันก็ยังพอจะอยู่ในขอบเขตของสิ่งที่พอจะเข้าใจได้อยู่

สายตาของฉันจับจ้องไปยังขาทั้งสี่ของหมาป่าตัวนั้น

ช่วงอกที่ปกคลุมไปด้วยขนสีเทา หนาและยาว ผิดกับช่วงขาทั้งสี่ที่กลับปกคลุมไปด้วยขนสีเหลืองสั้นๆ อย่างเห็นได้ชัด

ไม่ใช่แค่สีขนที่แตกต่างกัน แต่มันดูยังไงๆ ก็เป็นขาของสัตว์คนละชนิดกันอย่างแน่นอน

ฉันไม่มีเวลามากพอที่จะมานั่งวิเคราะห์สถานการณ์ไปมากกว่านี้แล้ว

หมาป่าตัวนั้นเริ่มอาละวาดหนักขึ้น เพราะตอบสนองต่อพลังเวทของพวกเรา

[โครกกกกกกกกกก!]

โครม—! โครม—!

ฉันยิงเวทมนตร์ออกไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อขัดขวางการมองเห็นของหมาป่า

ในตอนนั้นเอง พืชที่อยู่โดยรอบก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ลำต้นของมันขยายใหญ่ขึ้น แล้วเลื้อยยาวออกไปพันตัวหมาป่า

มันเป็นเวทมนตร์ที่เลโอเคยใช้กับฉันเมื่อก่อน ความพยายามที่จะพันขามันเอาไว้ล้มเหลว แต่ก็ยังพอจะใช้พันเขาของมันเอาไว้ได้

ด้วยขาที่ไม่ใช่ขาของตัวเอง แต่กลับเป็นขาของสัตว์กินพืช ทำให้หมาป่าเสียศูนย์ทรงตัวลงอย่างง่ายดาย

ในจังหวะที่มันเสียหลักนั้นเอง ฉันก็เหวี่ยงไม้กายสิทธิ์ออกไป ต้นไม้ที่อยู่ด้านหลังของหมาป่าโค่นล้มลงมาในทิศทางตรงกันข้าม

โครม—!

เสียงระเบิดดังสนั่นกลบเสียงร้องโหยหวนของหมาป่าไปจนหมดสิ้น

ถึงจะไม่ได้ควบคุมแรงเลยสักนิด แต่ในสถานการณ์แบบนี้ เลโอเองก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำ

เลโอที่หน้าซีดเผือด เช็ดเลือดที่กระเด็นเปรอะเปื้อนผิวหนังออก พลางเบือนหน้าหนีซากศพ

“…คิเมร่าสินะ”

“อือ”

การเอาสัตว์ต่างชนิดกันมาเชื่อมต่อกันแบบไม่เนียนตาแบบนั้น แล้วทำให้มันเคลื่อนไหวราวกับเป็นร่างกายเดียวกันได้ โดยทั่วไปแล้วเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

สิ่งที่ทำให้เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ให้กลายเป็นจริงได้ ก็มีเพียงแค่เวทมนตร์เท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้น การที่เวทมนตร์จะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แล้วเชื่อมต่อสัตว์ต่างชนิดกันเข้าด้วยกันเองแบบนี้ก็ไม่เคยเกิดขึ้น

ใครมองก็รู้ว่านี่เป็นผลงานที่สร้างขึ้นด้วยน้ำมือของมนุษย์อย่างแน่นอน

“เมื่อกี้ก็รู้สึกได้จากเขตอาคมแล้วเหมือนกัน แต่ในข้อมูลที่นายหามา ที่นี่มันไม่ใช่เขตอันตรายขนาดนั้นนี่นา แล้วทำไมถึงได้มีอะไรแบบนี้….”

เลโอพูดพลางส่ายหน้าเห็นด้วยกับคำพูดนั้น

ในเนื้อเรื่อง ตอนที่พระเอกเคยมาที่นี่ ก็ไม่เคยมีเรื่องเล่าถึงสัตว์ประหลาดพรรค์นี้เลยนี่นา

ถึงแม้ว่าจะพอจะคิดถึงความเป็นไปได้ที่สัตว์อสูรที่ปรากฏตัวจะแตกต่างกันไปบ้างตามช่วงเวลา แต่ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีสัตว์อสูรที่ดูน่าสงสัยถึงขนาดนี้ปรากฏตัวออกมา

“เขตอาคมที่นี่ก็เป็นแค่ระดับต่ำตั้งแต่แรกแล้วนี่นา หมายความว่ามันไม่ใช่ที่ที่จะมีพวกอันตรายออกมาเพ่นพ่านได้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”

ฉันตรวจสอบจนแน่ใจว่ามันสิ้นลมหายใจไปสนิทแล้ว จากนั้นก็ย่อเข่าลงข้างหนึ่ง แล้วพิจารณาสัตว์อสูรตรงหน้าอย่างละเอียด

“เลโอ เข้ามาดูใกล้ๆ หน่อยสิ นายคิดว่าตัวหลักของเจ้าบ้านี่น่าจะเป็นตัวอะไร?”

“เฮ้อ….”

เลโอถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง ราวกับไม่อยากจะลืมตาขึ้นมามองมันด้วยซ้ำ แล้วเดินอ้อมไปยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่ง

“…ดูจากหัวไปจนถึงช่วงอกแล้วน่าจะเป็นหมาป่า ส่วนเขาแล้วก็ขาน่าจะเป็นเลียงผา ถ้าอย่างนั้นตัวหลักก็น่าจะเป็นหมาป่าล่ะมั้ง”

“อืม นายก็คิดว่าอย่างนั้นเหมือนกันสินะ”

“ทำไมกันนะ ใครกันนะที่ทำเรื่องแบบนี้….”

เลโอขมวดคิ้วมุ่น

ฉันส่ายหน้า แล้วลุกขึ้นยืน

“เรื่องนั้นเอาไว้คิดทีหลัง ลุกขึ้นก่อน ตอนนี้ต่างหากล่ะของจริง”

“หา?”

“ถึงจะเป็นคิเมร่าแต่สัญชาตญาณมันก็คงจะตามตัวหลักของมันไปล่ะมั้ง จำรอยเท้าเมื่อกี้ได้ไหม?”

“…….”

สีหน้าของเลโอแข็งทื่อลงในชั่วพริบตา เมื่อได้ยินคำพูดนั้น

ภาพรอยเท้ารูปอุ้งเท้าสัตว์กินเนื้อที่เล็กกว่าฝ่ามือคนเพียงเล็กน้อยแวบเข้ามาในหัว แต่รอยเท้านั่นมันไม่ใช่รอยเท้าของเจ้าหมาป่าที่เราเพิ่งจะฆ่าไปเมื่อกี้ แต่มันเป็นรอยเท้าของสัตว์อีกตัวหนึ่งต่างหาก

เลโอพึมพำออกมาเบาๆ

“…ถ้าขามันเป็นเลียงผา มันก็ไม่น่าจะทิ้งรอยเท้าหมาป่าเอาไว้ได้นี่นา”

“ใช่ ตามสัญชาตญาณของหมาป่า พวกมันน่าจะใช้ชีวิตกันเป็นฝูง”

“ปกติฝูงนึงมันจะมีสักกี่ตัวกัน?”

“ไม่รู้สิ ถ้าโชคดีก็คงจะไม่เกินสิบตัวมั้ง”

ฉันปรับท่าทางการจับไม้กายสิทธิ์

คลื่นพลังเวทที่แตกต่างไปจากมนุษย์สัมผัสลงบนผิวหนังของฉัน มันกำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

[ครืดดดด….]

คงจะเรียกกำลังเสริมตอนนี้ไม่ได้แล้ว

หากหันหลังกลับไปตอนนี้ พวกมันคงจะตามพวกเรามาอย่างบ้าคลั่งแบบไม่คิดหน้าคิดหลังแน่ๆ หมาป่าที่หิวโหยพลังเวทพวกนี้ ไม่มีทางปล่อยนักเวทไปเฉยๆ แน่

ถึงจะพอเอาตัวรอดไปได้ แต่หากพวกมันลงไปยังเขตบ้านเรือนประชาชน ชีวิตของผู้คนมากมายคงจะตกอยู่ในอันตราย

‘ไหนๆ ก็มีเขตอาคมอยู่ ลองเสี่ยงดูสักตั้งดีไหมนะ’

ไม่สิ ไม่ได้ เขตอาคมก็เป็นแค่เครื่องมือเสริมเท่านั้น ไม่ใช่ของที่สมบูรณ์แบบ

แค่เคยได้ยินเรื่องที่ว่ามีหนูหลุดเข้าไปในเขตบ้านเรือนประชาชนบ้างประปราย ก็รู้ได้ทันทีแล้วว่าเขตอาคมไม่ได้ปลอดภัยถึงขนาดที่จะรับประกันอะไรได้

ฉันหมุนไม้กายสิทธิ์ในมือเป็นวงกลม

กรงขังที่ทำจากซี่กรงสีแดงเพลิงพลันปรากฏขึ้น

“ยังไงก็ต้องจัดการพวกมันให้หมดก่อนฟ้าสางอยู่ดี ว่าไหมล่ะ?”

ตอนก่อน

จบบทที่ วิธีเอาชีวิตรอดในฐานะลูกชายคนที่สองของตระกูลจอมเวท (11)

ตอนถัดไป