วิธีเอาชีวิตรอดในฐานะลูกชายคนที่สองของตระกูลจอมเวท (12)

โครม—!

สิบนาทีแล้วที่พวกเราเผชิญหน้ากับฝูงหมาป่า และในที่สุด ฉันก็ต้องยกไม้กายสิทธิ์ขึ้นขวางอีกครั้ง แล้วกางม่านพลังกลางอากาศ

ร่างใหญ่โตของหมาป่ากระแทกเข้ากับม่านพลัง

ฉันออกแรงผลักพลังเวทเข้าใส่แขนที่ถือไม้กายสิทธิ์อย่างหนักหน่วง เพื่อคงท่าป้องกันเอาไว้ หลังจากทรงตัวได้มั่นคงในระดับหนึ่งแล้ว ฉันก็กวาดสายตามองไปยังฝูงหมาป่า

‘ตัวอื่นที่ไม่ใช่ตัวเมื่อกี้ ไม่ใช่คิเมร่านี่นา’

ถึงแม้จะเป็นในป่าทึบที่แสงจันทร์สาดส่องลงมาไม่ถึง แต่ด้วยเวทมนตร์ที่ถูกปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง ก็ทำให้การมองเห็นไม่เป็นอุปสรรค

อาจจะเป็นเพราะความตึงเครียด หรือเพราะอากาศในยามเช้ามันเย็นยะเยือก ผิวหนังของฉันถึงได้รู้สึกเย็นเยียบไปหมด ฉันกัดฟันแน่น แล้วเหวี่ยงไม้กายสิทธิ์ต่อไป

‘เอาจริงๆ เลยนะ….’

ฉันไม่ได้คาดคิดเลยว่าจะมีหมาป่าปรากฏตัวในเขตที่สัตว์อสูรระดับล่างปรากฏตัวแบบนี้

แถมยังเป็นหมาป่าที่ถูกใครบางคนจงใจดัดแปลงอย่างชั่วร้ายอีก ยิ่งไม่คาดคิดเข้าไปใหญ่

ในเนื้อเรื่องนิยาย ก็ไม่เคยมีเรื่องราวเกี่ยวกับหมาป่าปรากฏออกมาเลยสักครั้ง และพระเอกเองก็มาที่นี่ด้วยจุดประสงค์ในการสำรวจอย่างเรียบง่าย ทำให้เขาเลือกที่จะไปยังสถานที่ที่ปลอดภัยอย่างตั้งใจ

จากการสำรวจโดยตรงของฉันเอง ที่นี่เป็นสถานที่ที่ปลอดภัย ก็เป็นข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์ยืนยันแล้วผ่านข้อมูลมากมาย

แผนการที่วางเอาไว้ผิดเพี้ยนไปหมด จนถึงขั้นต้องเผชิญหน้ากับภัยคุกคามต่อชีวิต แต่… ตอนนี้สิ่งที่จำเป็นคือการเปลี่ยนมุมมอง

‘บางทีนี่อาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้’

ถ้ามองในแง่ดี นี่ก็ไม่ใช่สถานการณ์ที่เลวร้ายไปเสียทีเดียวนัก

พอคิดมาถึงตรงนั้น ฉันก็รีบส่ายหน้าปฏิเสธความคิดนั้นในทันที

‘ฉันมันบ้าไปแล้วรึไงกัน’

เอาจริงๆ ก็รู้สึกกลัวอยู่เหมือนกันนะ ถึงแม้จะพยายามเปลี่ยนมุมมองแค่ไหน แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่อาจจะถึงตายได้ตรงหน้า จะให้คิดในแง่บวกได้อย่างเดียวก็คงเป็นไปไม่ได้

แต่ในเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นมาแล้ว สิ่งที่ทำได้ก็มีแค่พยายามเอาชีวิตรอดให้ถึงที่สุด จะให้คิดบวกอย่างเดียวก็คงจะไม่ใช่ แต่ฉันก็ไม่อยากจะยอมยกชีวิตให้กับความเสียใจในภายหลัง

ฉันกำไม้กายสิทธิ์ในมือที่เริ่มชื้นไปด้วยเหงื่อให้แน่นยิ่งขึ้น

โครม—! โครม—!

ฝูงหมาป่าไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ยังคงพุ่งเข้าใส่แนวม่านพลังหนาอย่างต่อเนื่อง ไม่รู้ว่าพวกมันเอาหัวโขกม่านพลังไปกี่ทีแล้ว แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะยอมล่าถอยเลยสักนิด

ฉันแทงไม้กายสิทธิ์ออกไปข้างหน้าตรงๆ ผลักหมาป่าตัวหนึ่งให้กระเด็นออกไปไกล

โครม—!

[โฮรรรรรรรรรร…]

เสียงหมาป่าโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น

กลิ่นเลือดที่ฉุนกึกจนปวดหัวตั้งแต่เมื่อกี้ ถูกแต่งแต้มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดสดๆ เข้าไปอีก ฝูงหมาป่าคลุ้มคลั่งหนักขึ้นกว่าเดิมเมื่อได้กลิ่นเลือดของพวกพ้อง

ฉันเร่งความเร็วในการโจมตีให้เร็วขึ้นตามไปด้วย ในตอนนั้นเอง หางตาของฉันก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างแวบผ่านไป

“…!”

พื้นที่ด้านขวาสว่างวาบขึ้น

ดวงตาสีแดงของหมาป่าเลื่อนลอยราวกับฟิล์มที่กำลังฉายภาพขาดๆ หายๆ เลื่อนเข้ามาประชิดใบหน้าของฉัน

คว้ากกก—! ตูม—

“อั้ก!”

ฉันล้มลงไปกองกับพื้นเพราะแรงกระแทก

เป็นเพราะรีบร้อนเหวี่ยงไม้กายสิทธิ์มากเกินไป ทำให้ไม่มีเวลาถ่ายเทน้ำหนักลงขา

ไม่รู้ว่าหมาป่าตัวนั้นตายไปพร้อมกับต้นไม้ที่ล้มลงไปด้านหลังด้วยหรือเปล่า แต่กลิ่นเลือดที่รุนแรงก็ยังคงวนเวียนอยู่ที่ปลายจมูกของฉันอย่างไม่จางหาย

“ลูคัส!”

เลโอตะโกนมาจากที่ไหนสักแห่ง

ในระหว่างที่กำลังขับไล่ฝูงหมาป่า พวกเราค่อนข้างจะห่างกันพอสมควร ทำให้เสียงของเขาดังแว่วมาแต่ไกล

“ห่วงตัวเองก่อนเถอะน่า!”

ฉันปัดหมาป่าที่กระโจนเข้าใส่ตัวฉันออกไป แล้วตะโกนกลับไปด้วยเสียงที่ดังจนเส้นเลือดแทบจะปูดโปน

ไอ้บ้านี่ ยังมีแก่ใจมาห่วงคนอื่นในสถานการณ์แบบนี้อีกนะ

ฉันยันตัวลุกขึ้นจากพื้น

ตั้งแต่ตอนที่ล้มลงไปเมื่อกี้ ฉันก็รู้ตัวดีว่าฉันได้เปิดโอกาสให้พวกหมาป่ามากพอแล้ว

ดังนั้น การตัดสินใจในตอนนี้จึงมีความสำคัญเท่ากับการตัดสินใจที่จะกำหนดอนาคตของฉันเลยก็ว่าได้

และก็เป็นไปตามที่คาดการณ์ หมาป่าที่เหลืออีกสองตัวพุ่งตรงเข้ามาหาฉันอย่างบ้าคลั่ง ฉันหลับตาปี๋ แล้วไม่ลังเลที่จะใช้มือทั้งสองข้างจับไม้กายสิทธิ์ แล้วปักมันลงไปที่พื้น

คว้ากกกก—!

แสงสีขาวโพลนที่พวยพุ่งออกมาจากไม้กายสิทธิ์ส่องสว่างไปทั่วผืนป่า

เลโอที่จัดการพวกของตัวเองเสร็จแล้วกำลังจะมาช่วยฉัน รีบยกมือขึ้นบังแสงตรงหน้า เมื่อรับรู้ได้ถึงเงาที่เคลื่อนเข้ามาใกล้ ฉันก็รีบวิ่งไปหาหมาป่าที่อยู่ห่างออกไป แล้วตะโกนสั่ง

“เลโอ จัดการตัวนั้นที!”

เลโอรีบลดมือลง แล้วก้มลงสำรวจพื้น หมาป่าที่ล้มคว่ำอยู่ตัวหนึ่งกำลังตะเกียกตะกายพยายามลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล ดูจากสภาพที่เดินแทบจะไม่ไหว ก็รู้ได้ทันทีว่ามันอ่อนแรงไปมากแล้ว

“…….”

เลโอมองไปยังหมาป่าที่กำลังคลานโซเซเข้ามาหาอย่างช้าๆ พลางก้าวเท้าถอยหลัง

หมาป่าขย้ำเข้าใส่ตำแหน่งที่เลโอเคยยืนอยู่ ก่อนที่จะโซเซทรุดลงไปอีกครั้ง เมื่อเลโอปล่อยเวทมนตร์ออกไปใส่มัน มันก็ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นอย่างหมดสภาพ เลโอเดินเข้าไปยืนอยู่ตรงหน้า แล้วมองลงไปยังหมาป่าที่กำลังรวยรินเต็มที

‘พอนึกถึงเจ้าคิเมร่าตัวเมื่อกี้แล้ว….’

หมาป่าพวกนี้ก็คงจะถูกมนุษย์สร้างขึ้นมาเหมือนกันสินะ

ถ้าปล่อยให้พวกมันมีชีวิตอยู่ต่อไป พวกเราก็คงจะเอาชีวิตรอดกลับไปไม่ได้ และถึงแม้ว่าพวกเราจะเอาชีวิตรอดไปได้อย่างหวุดหวิด แต่ก็ยังมีโอกาสที่พวกมันจะลงไปยังเขตบ้านเรือนประชาชนได้ ดังนั้น ทางเลือกเดียวที่มีในตอนนี้ก็คือการฆ่าหมาป่าพวกนี้ให้หมดสิ้น ณ ที่แห่งนี้ การตัดสินใจครั้งนี้ ฉันจะไม่เสียใจภายหลังอย่างแน่นอน

แต่ว่า….

‘ถ้ายามันมีอยู่จริงล่ะ?’

พวกมันก็คงจะไม่ต้องทนทุกข์ทรมานแบบนี้ จำนวนผู้คนที่ได้รับความเสียหายจากสัตว์อสูรก็จะลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทุกอย่างก็จะดีขึ้นสำหรับทุกคน

เลโอวางมือลงบนช่วงอกของหมาป่า

เมื่อถ่ายเทพลังเวทเข้าไป โครงร่างของแก่นพลังเวทก็เริ่มปรากฏให้เห็น

‘ยาที่ลูคัสเคยกินเข้าไปมันเป็นยาพิษชนิดไหนกันนะ? ถ้ามันเป็นยาพิษที่ออกฤทธิ์ยับยั้งแก่นพลังเวท มันก็น่าจะพอช่วยบรรเทาอาการไปได้บ้างในเบื้องต้น แต่เป้าหมายสุดท้ายคือการกำจัดแก่นพลังเวททิ้งไปให้ได้ ดังนั้น… คงต้องใส่อะไรลงไปสักอย่างสินะ’

เลโอลูบคาง

ลองหายาที่ออกฤทธิ์เสริมฤทธิ์ยาพิษพวกนั้นมาใส่เพิ่มดูดีไหมนะ

ถ้าจะให้มันออกฤทธิ์ได้ดีจนถึงขั้นที่ยาพิษแทรกซึมเข้าไปในหัวใจได้พอดี ก็คงจะต้องทำการทดลองกับสัตว์อสูรแต่ละชนิดไปเรื่อยๆ สินะ

พิษที่แทรกซึมเข้าไปในร่างกายจะต้องถูกถอนพิษออกหลังจากที่แก่นพลังเวทถูกทำลายไปแล้ว ดังนั้น ก็คงจะต้องคำนวณช่วงเวลาที่ยาออกฤทธิ์ และช่วงเวลาที่ต้องใช้ยาถอนพิษ เพื่อที่จะใส่ยาในเวลาที่เหมาะสม

‘ถ้าต้องจัดหายาตัวที่สองควบคู่ไปด้วย ค่าใช้จ่ายมันคงจะบานปลายแน่ๆ’

เลโอจมดิ่งอยู่กับห้วงความคิด โดยที่ไม่ทันสังเกตว่าลูคัสเดินเข้ามาประชิดตัวตั้งแต่เมื่อไหร่

“…….”

ฉันหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างขำขัน

เลโอเอาแต่จ้องมองซากหมาป่า แล้วจมอยู่กับความคิด

‘นี่มันใช่สถานการณ์ที่ฉันกำลังคิดอยู่ตอนนี้จริงๆ เหรอเนี่ย’

นี่มัน…. ฉันกำลังจะได้เห็นกับตาตัวเองแล้วสินะว่าจุดเริ่มต้นของการคิดค้นยารักษาอาการปนเปื้อนมันเกิดขึ้นเร็วกว่ากำหนดการเดิมไปมากขนาดไหน

ฉันทรุดตัวลงนั่งข้างๆ เขา แล้วเอ่ยถาม

“จะสร้างยารักษาอาการปนเปื้อนเหรอ?”

“หืม? รู้ได้ยังไงเนี่ย?”

“สีหน้าก็บอกอยู่ทนโท่แล้ว”

“อ้อ เออ ก็ว่าจะลองพยายามดูสักตั้งน่ะนะ ลองพยายามดู”

“ดีเลย ถ้านายทำได้ ฉันเชื่อว่านายทำสำเร็จแน่นอน”

“อืม….”

เลโอที่ขมวดคิ้วมุ่นเพราะกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องนู้นเรื่องนี้อยู่ จู่ๆ ก็ยิ้มออกมา

“อืม เอาให้สำเร็จให้ได้เลยสิ”

ในฐานะที่เคยอ่านเรื่องราวในอีก 10 ปีให้หลังมาแล้ว การได้มาเห็นกระบวนการเติบโตของเขาด้วยตาตัวเองแบบนี้ มันก็ให้ความรู้สึกที่แปลกใหม่ดีเหมือนกัน

ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยแบบนี้ การได้มาเผชิญหน้ากับคนที่พอจะรู้จักมักคุ้นกันอยู่บ้าง มันก็ให้ความรู้สึกเหมือนได้เจอบุคคลอันเป็นที่รักยังไงอย่างงั้น

‘…เหมือนว่าฉันจะทำให้เรื่องราวมันเดินหน้าเร็วกว่าเดิมไปหน่อยก็เถอะ แต่ว่านะ เอาเถอะ’

เรื่องดีๆ แบบนี้ ก็ปล่อยเลยตามเลยไปบ้างก็คงไม่เป็นไรมั้ง

ฉันลุกขึ้นยืน แล้วเอ่ยถาม

“มีตรงไหนเจ็บตัวรึเปล่า?”

“ก็แค่โดนข่วนตรงท่อนแขนเล็กน้อยน่ะ ไม่มีอะไรมาก แล้วนายล่ะ?”

“ฉันไม่เป็นไร”

ถึงเลโอจะไม่เป็นอะไรก็เถอะ แต่ฉันดันมีปัญหาเรื่องอัตลักษณ์ส่วนตัวอยู่ ดังนั้น การสร้างหลักฐานที่สามารถบ่งชี้ตัวตนได้อย่างเช่นร่องรอยบาดแผลก็คงจะไม่ดีนัก แต่ก็ยังโชคดีที่ไม่มีบาดแผลใหญ่ๆ เกิดขึ้น

ฉันหยิบกระสอบที่เตรียมมาขึ้นมา แล้วใช้คางชี้นำไปยังซากหมาป่า

“เอาล่ะ เก็บกวาดแล้วกลับกันเถอะ”

“มากันแล้วเหรอครับเนี่ย นี่ก็จะเช้าแล้วแท้ๆ นึกว่าจะไม่มากันแล้วซะอีก…”

คนดูแลออกมาต้อนรับพวกเรา แต่ก็ต้องชะงักเท้าลงกลางทาง

กระสอบที่ถูกลอยขึ้นไปกลางอากาศครึ่งหนึ่งเพื่อนำกลับมา มันใหญ่กว่าเมื่อกี้เสียอีก

‘นี่พวกเราไปฆ่าพวกมันมาเยอะขนาดไหนกันเนี่ย?’

ถึงแม้จะเป็นเขตที่สัตว์อสูรอาละวาด แต่ก็ไม่ใช่เขตอันตรายอะไรขนาดนั้น ปริมาณขนาดนี้มันไม่น่าจะมีทางจับได้เลยสักนิด ต้องออกไปไกลถึงขนาดไหนกันนะถึงจะจับมาได้เยอะขนาดนี้ จนฉันรู้สึกทึ่งในความสามารถของพวกเราขึ้นมาเสียเอง

สายตาของเขาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงและชื่นชม พลันเลื่อนลงไปยังเสื้อผ้าของพวกเราในภายหลัง ถึงแม้จะเป็นเสื้อผ้าสีเข้มจนมองเห็นได้ไม่ชัดเจน แต่พอมองดูดีๆ ก็เห็นว่ามันเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดและโคลนเลน

“พวกคุณ… ไม่เป็นอะไรนะครับ?!”

“พวกเราสบายดีครับ รบกวนช่วยจัดการพวกนี้ก่อนเลยครับ”

เลโอรวบกระสอบทั้งหมดมากองรวมกันไว้บนพื้น คนดูแลรับกระสอบไปถือ แล้วแกะเชือกที่มัดปากกระสอบออก

“ไหนขอลองดูหน่อยสิ… อืม?”

สีหน้าของคนดูแลซีดเผือด แล้วแข็งค้างไปในทันที

‘ก็ว่าจะต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว’

ฉันรีบอธิบายเพิ่มเติมก่อนที่เขาจะตกใจไปมากกว่านี้

“พวกนี้เป็นหมาป่าครับ ท่าทางจะต้องติดต่อไปทางสำนักงานรักษาความสงบแล้วล่ะครับ”

“ม, มันไม่น่าจะใช่พวกที่จะมาอยู่ที่นี่ได้นี่ครับ….”

ถ้าขนาดนี้ อย่างน้อยๆ ก็ต้องเป็นสัตว์อสูรระดับกลางขึ้นไป

ต่อให้เป็นคนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรอย่างเขา มองปราดเดียวก็ยังรู้ได้ถึงความผิดปกติ สัตว์อสูรระดับนี้มันไม่ใช่พวกที่จะออกมาจากเขตอันตรายระดับล่างแบบนี้ได้

แน่นอนว่าไม่ว่าจะเป็นสัตว์อสูรระดับไหนก็ตาม แต่ตลอดชีวิตที่เติบโตมาที่นี่ เขาก็ไม่เคยเห็นหมาป่าอาศัยอยู่ที่นี่เลยสักครั้ง

“อ้อ ในนั้นมีคิเมร่าหมาป่าอยู่ตัวนึงด้วยนะครับ”

“หา?!”

“ดูเหมือนว่าจะมีใครบางคนจงใจใช้เวทมนตร์เชื่อมต่อสัตว์ต่างชนิดเข้ากับหมาป่าครับ เรื่องเกี่ยวกับสัตว์ประหลาดตัวนั้น น่าจะมีคำสั่งห้ามเปิดเผยข้อมูลออกมาแน่ๆ อย่าเพิ่งรีบพูดเรื่องนี้กับพวกสื่อเลยนะครับ”

การที่นักเวทมาเหยียบย่างเข้ามาในสถานที่แบบนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ ทำให้มีโอกาสสูงที่สำนักข่าวต่างๆ จะแห่กันมาทำข่าว

ถึงจะอยากให้พวกนั้นไม่รู้เรื่องไปเลยก็คงจะดี แต่ในเมื่อพวกเราจะต้องรับเงินค่าตอบแทนผ่านธนาคารที่เชื่อมต่อกับที่นี่ ยังไงเรื่องมันก็คงจะต้องรั่วไหลออกไปอยู่ดี

เมื่อได้ยินคำพูดของฉัน สีหน้าของคนดูแลก็ซีดเผือดราวกับคนที่บังเอิญก้าวเท้าเข้าไปพัวพันกับเรื่องไม่ชอบมาพากลเข้าเสียแล้ว เขาก้มหัวลงรับคำอย่างแข็งขัน

“ครับ เข้าใจแล้วครับ”

เมื่อความเงียบงันเข้าปกคลุมไปทั่วบริเวณเพราะอาการเสียขวัญของคนดูแล ฉันก็รีบเข้าเรื่องธุระในทันที

“งั้น เรื่องค่าตอบแทน พวกเราจะรับได้เมื่อไหร่เหรอครับ? เงินสดที่เก็บรักษาไว้ที่นี่คงจะไม่พอจ่ายใช่ไหมครับ?”

เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการถูกโจรกรรม ที่นี่จึงมีเงินสดสำรองเอาไว้แค่จำนวนเล็กน้อยเท่านั้น

และในเมื่อแต่ไหนแต่ไรมา คนที่มารับค่าตอบแทนที่นี่ก็เป็นแค่คนที่ไม่ใช่นักเวท ทำให้ไม่จำเป็นต้องสำรองเงินจำนวนมากเอาไว้

“อ่า คือว่า…”

คนดูแลรีบลุกขึ้นจากที่นั่ง แล้วเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงาน

อุปกรณ์เวทมนตร์สื่อสารที่มีตราสัญลักษณ์ของธนาคารกลางแห่งจักรวรรดิปรากฏให้เห็น

ถึงแม้จะมีหยากไย่จับกรังจนดูเหมือนไม่ได้ถูกใช้งานมานานแล้ว แต่เครื่องมือเวทมนตร์สื่อสารก็ไม่ใช่ของประดับตกแต่ง

ไม่ถึง 10 นาทีหลังจากที่ติดต่อไปทางธนาคาร รายการเดินบัญชีใหม่ก็ปรากฏขึ้นในบัญชีของเลโอ

“กะ… เก้าแสนห้าหมื่น…”

ในระหว่างที่กำลังเดินกลับไปยังสถานที่ที่วาร์ปมาในตอนแรก เลโอพึมพำออกมาด้วยสีหน้าที่ซีดเผือด

ฉันเองก็เห็นด้วยกับปฏิกิริยาของเขาเช่นกัน เพราะนี่มันเป็นจำนวนเงินที่เทียบเท่ากับ 100 ล้านวอน คิดเป็นเงินไทยก็ราวๆ 3 ล้านบาทได้เลยนะ

‘นี่มันบ้าไปแล้ว’

ถึงแม้ว่าพวกเราจะเอาชีวิตเป็นเดิมพันก็เถอะ แต่ค่าตอบแทนที่ได้จากการทำงานแค่ครึ่งวัน มันก็ยังคงเป็นจำนวนเงินที่ฟังดูไม่สมเหตุสมผลเอาเสียมากๆ

ถึงแม้ว่าเลโอจะไม่ค่อยรู้เรื่องราวทางโลกภายนอกเท่าไหร่ แต่เขาก็น่าจะรู้ดีว่าการหาเงินให้ได้เกือบ 100 ล้านวอนในเวลาเท่านี้มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก

ฉันประเมินเรื่องการเงินของเลโอในใจสูงขึ้นกว่าเดิม แล้วเอ่ยปากพูด

“เมื่อกี้ฉันเห็นเขาตีราคาหมาป่าไว้ตัวละ 100,000 เฟลนะ”

ตัวละ 10 ล้านวอน

ไม่รู้ว่าพวกนั้นประเมินราคาออกมาแบบคร่าวๆ โดยที่ไม่รู้ว่าจะมีคนบ้าจี้มาจับจริงๆ หรือว่าพวกนั้นประเมินค่าแรงของบุคลากรระดับสูงที่สามารถจัดการฝูงหมาป่าพวกนี้ได้เอาไว้สูงกันแน่ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ค่าตอบแทนที่ได้รับมันก็ยังคงให้ความรู้สึกที่ไม่สมจริงเอาเสียเลย

แน่นอนว่าถ้าคิดรวมค่าความเสี่ยงเข้าไปด้วย มันก็พอจะเป็นราคาที่สมเหตุสมผลอยู่บ้าง

เพราะสัตว์ปนเปื้อนพวกนี้ เดิมทีก็มีพละกำลังมากกว่าสัตว์ทั่วไปหลายสิบหลายร้อยเท่า ทำให้ถ้าไม่ใช่พวกระดับฝีมือดีจริงๆ ก็คงจะต้องเผชิญหน้ากับพวกมันด้วยสภาพจิตใจที่พร้อมจะตายได้ทุกเมื่อ

“…ถึงจะมีปัญหาที่ไม่ได้คาดคิดเกิดขึ้น แต่พวกเราก็ไม่ได้ถึงกับจนแต้ม แถมยังจัดการทุกอย่างได้เรียบร้อยดีโดยที่ไม่มีใครเป็นอะไรหนักๆ เลยด้วย นับว่าโชคดีจริงๆ นะ”

เลโอหยิบบัญชีเวทมนตร์ออกมา แล้วจ้องมองไปยังตัวเลขที่เพิ่งถูกบันทึกเข้าไปเมื่อกี้

“ถ้ากลับไปถึงที่พักแล้ว ฉันจะรีบเพิ่มฟังก์ชันเสริมเข้าไปในของที่เลือกเอาไว้เมื่อคราวก่อน แล้วสั่งทำเลยนะ ด้วยงบประมาณขนาดนี้ ฉันว่าเราน่าจะสั่งของที่ดีกว่าเดิมได้สบายๆ เลยล่ะ”

“ขอบใจมาก อ้อ แล้วก็ในนั้นน่ะ นายเอาไปแค่ครึ่งเดียวนะ ที่เหลือเก็บไว้กับตัวนายเองเถอะ ยังไงฉันก็รู้สึกตะขวงใจอยู่ดีที่จะเอาไปคนเดียวหมด”

เอาจริงๆ ตอนที่คิดว่าพวกเราจะต้องเจอกับแค่สัตว์อสูรกระจอกงอกง่อยพวกนั้น ถึงแม้ว่าเจ้านั่นจะพูดว่าจะยกให้ฉันทั้งหมด ฉันก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ แต่พอได้มาเผชิญหน้ากับประสบการณ์เฉียดตายแบบไม่ตั้งใจเข้าจริงๆ การที่จะเอาเงินทั้งหมดนี้ไปคนเดียว มันก็ออกจะรู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่บ้าง

แต่ผิดกับฉัน เลโอกลับเอียงศีรษะด้วยสีหน้าที่ดูสงสัย

“อืม…. ฉันไม่จำเป็นต้องใช้ขนาดนั้นก็ได้มั้ง”

“…….”

ไอ้คำว่า ‘ไม่จำเป็นต้องใช้ขนาดนั้นก็ได้มั้ง’ นี่มันอะไรกันนะ ถึงจะรู้ว่าเขาไม่ได้มีเจตนาอะไรแฝงอยู่เบื้องหลังคำพูดนั้น แต่ในฐานะที่บัญชีของฉันมีเงินเหลืออยู่แทบจะเป็นศูนย์ ฉันก็ได้แต่หัวเราะแห้งๆ ออกมาในใจ

เลโอที่ได้ยินเสียงลมเล็ดลอดออกมาจากข้างๆ ตัว ก็รีบแก้ตัวในภายหลัง

“เอ่อ คือว่า ไม่ใช่ความหมายแบบที่นายคิดหรอกนะ ฉันแค่คิดว่าการเอาเงินทั้งหมดไปทุ่มเพื่อทำให้แก่นพลังเวทของนายมั่นคงขึ้นให้เร็วที่สุดมันน่าจะดีกว่าไง ก็ในเมื่อตอนแรกฉันเป็นคนอาสาตามนายมาเองนี่นา แถมฉันก็เคยพูดไปแล้วด้วยว่าจะยกให้นายทั้งหมดตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แล้วอีกอย่าง ฉันก็ไม่มีของที่อยากได้เป็นพิเศษอะไรนี่นา…”

“ฉันเข้าใจทั้งหมดแล้ว เลิกแก้ตัวได้แล้วน่า”

“อื้อ”

เลโอเลือกทำเลที่เหมาะสม แล้วร่ายเวทมนตร์เคลื่อนย้ายสถานที่

พื้นที่โดยรอบแปรเปลี่ยนเป็นสนามฝึกซ้อมของเลโอในชั่วพริบตา

เลโอสำรวจเพดานสนามฝึกซ้อมที่เปิดโล่งเป็นครั้งแรก แล้วเคาะประตูทางเข้าสนามฝึกเบาๆ

“เอาล่ะ กลับหอกันเถอะ คืนนี้พวกเราพักผ่อนกันทั้งคู่ แล้วเจอกันใหม่ตอนเย็นพรุ่งนี้นะ”

“อืม วันนี้ลำบากหน่อยนะ รีบกลับไปพักผ่อนเถอะ”

เลโอโบกมือให้กับคำทักทายของฉัน

ฉันหยิบจี้ห้อยคอออกมา แต่ก็ต้องเงียบปากลงเสียก่อน แล้วเอ่ยปากพูดเบาๆ

“เลโอ”

“หืม?”

“วันนี้ขอบใจมากนะ”

ถ้าไม่ได้เขาช่วยเอาไว้ การที่จะรับมือกับฝูงหมาป่าพวกนั้นด้วยตัวคนเดียว มันก็คงจะเป็นเรื่องยาก นี่มันเป็นสิ่งที่ฉันรับรู้ได้จากหลายๆ ด้าน การที่ได้เพื่อนร่วมทีมที่ดีตั้งแต่เริ่มออกเดินทาง นับว่าเป็นโชคดีของฉันแล้ว

เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เลโอถึงกับทำสีหน้าที่ดูประหลาดใจออกมา ก่อนที่จะยิ้มแล้วยักไหล่อย่างภาคภูมิใจ

“ฉันเองก็เหมือนกัน”

‘อะไรกัน ไอ้คำว่า ‘ฉันเองก็เหมือนกัน’ ของหมอนั่นมันหมายความว่ายังไงกันนะ?’

สมกับที่เป็นไอ้บ้าเวทมนตร์จริงๆ

สรุปก็คือเพราะมองเห็นเวทมนตร์พวกนั้นได้ ก็เลยคิดว่าถึงจะต้องเผชิญหน้ากับฝูงหมาป่าก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรอย่างงั้นสินะ

ความคลั่งไคล้ในเวทมนตร์ของเจ้านี่มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยจริงๆ ว่าแล้วเชียว ว่าทำไมพระเอกถึงได้เอาหมอนี่ติดสอยห้อยตามไปไหนมาไหนด้วยตลอด 10 ปี

ฉันครุ่นคิดถึงเรื่องนู้นเรื่องนี้ไปเรื่อยเปื่อย พลางเก็บหนังสือ แล้วเดินออกจากห้องพัก

ยังไม่ทันที่จะเดินพ้นชั้นดี ก็ได้ยินบทสนทนาที่คุ้นเคยดังแว่วมา

“นี่ๆ วันนี้มีคนกวาดเงินไป 950,000 เฟล จากป่าทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือด้วยนะ

ตอนก่อน

จบบทที่ วิธีเอาชีวิตรอดในฐานะลูกชายคนที่สองของตระกูลจอมเวท (12)

ตอนถัดไป