วิธีเอาชีวิตรอดในฐานะลูกชายคนที่สองของตระกูลขุนนางเวทมนตร์ (13)

ฉันหยุดฝีเท้าเมื่อได้ยินเสียงที่ดังมาจากด้านหลังบันได

ข่าวลือแพร่สะพัดออกไปจนได้สินะ

ก็แน่ล่ะ เพราะมันไม่ใช่เรื่องปกติที่จะมีใครกวาดเงินไปได้มากขนาดนั้นภายในวันเดียว

“ได้ยินมาเหมือนกันว่า เป็นเลโอ กับลูกน้องของเลโอ พวกเขาเป็นนักเวทกันทั้งคู่ ก็เลยกวาดไปได้เยอะขนาดนั้น”

“เลโอเนี่ยนะ?! ทำไมจู่ๆ ถึงไปที่นั่นได้ล่ะ?”

“เลโอเขาบอกว่า ลูกน้องของเขาอยากจะลองไปดูน่ะ เห็นว่าเป็นนักเดินทางที่มาจากเขตปกครองของพระสันตะปาปา”

“จริงเหรอ? ได้ยินชื่อเขามาบ้างรึเปล่า? ถ้าเป็นนักเวท ฝั่งนั้นก็น่าจะเป็นพวกขุนนางเหมือนกันนี่นา”

“ไม่รู้สิ เป็นชื่อสกุลของคนต่างชาติ เลยจำไม่ได้ แต่คนดูแลที่นั่นเขาบอกว่า ไม่น่าจะใช่ชื่อสกุลของพวกขุนนางนะ”

“เป็นไปไม่ได้หรอกที่นักเวทที่เดินสายอยู่กับเลโอจะไม่ใช่ขุนนาง ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นชื่อปลอมก็ได้”

“ก็อาจจะเป็นอย่างนั้นมั้ง เห็นว่าใส่หน้ากากมาด้วยนี่นา”

“หืม?”

ฉันลูบคางครุ่นคิด

การใช้ชื่อสกุลของขุนนางมันก็สุ่มเสี่ยงต่อการถูกสาวไส้จนถึงต้นตออยู่แล้ว ฉันเลยกรอกชื่อสกุลเดิมของตัวเองลงไปแทน

ข่าวสารมันแพร่กระจายไปไกลถึงเขตปกครองของพระสันตะปาปาได้ในชั่วพริบตา การใช้ชื่อสกุลของขุนนางจริงๆ โดยใช่เหตุ มันก็คงจะไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ หากมันบานปลายกลายเป็นปัญหาระหว่างตระกูลขึ้นมา

‘เอาจริงๆ เลยนะ การที่นักเวทชาวต่างชาติบุกรุกเข้ามาถึงใจกลางเมืองหลวง แล้วทำกิจกรรมนู่นนี่นั่น มันก็น่าจะเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการตรวจสอบก่อนเป็นอย่างแรกอยู่แล้ว’

แต่ระบบระเบียบอะไรพวกนั้นมันยังไม่ได้ถูกวางเอาไว้เป็นกิจลักษณะ ในเนื้อเรื่องนิยาย ก็ต้องรอให้พระเอกโยนระเบิดลูกใหญ่ใส่ราชสำนักเข้าให้ก่อนในช่วงกลางเรื่อง กฎหมายอะไรต่างๆ ถึงจะเพิ่งถูกแก้ไขปรับปรุงกันเป็นการใหญ่

จนถึงตอนนั้น พวกขุนนางก็ยังคงเอาแต่ทำตัวสบายๆ คิดว่า ‘ถ้าเป็นตระกูลใหญ่ขนาดนั้นเป็นคนอนุมัติให้แล้ว ตัวตนก็น่าจะเชื่อถือได้แหละมั้ง’ ไปวันๆ เท่านั้นแหละ

‘แน่นอนว่าทางตระกูลของเลโอเองก็คงจะไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเหมือนกัน….’

ก็แหงล่ะ ในเมื่อพวกเขาไม่เคยอนุมัติให้ใครไปทำอะไรแบบนั้นสักหน่อยนี่นา….

แต่ถึงอย่างนั้น เรื่องนี้เลโอน่าจะจัดการไปเรียบร้อยแล้ว ฉันคงจะไม่ต้องไปใส่ใจอะไรกับมันมาก

เอาเป็นว่า ตอนนี้ทุกอย่างมันยังอยู่ในขอบเขตที่พอจะคาดการณ์เอาไว้ได้ อย่างน้อยๆ แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว

ฉันเดินจากไปด้วยกันทิ้งบทสนทนาของนักเรียนที่ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ

พอถึงช่วงเที่ยงวัน สถานการณ์ก็ยังคงไม่แตกต่างไปจากเดิม

ข่าวสารแพร่สะพัดไปทั่วทั้งโรงเรียน รวมถึงทั่วทั้งเมืองหลวงในที่สุด

“นี่ๆ ได้ยินรึเปล่า?! ไอ้พรานตาสีฟ้านั่น พรุ่งนี้ก็จะไปที่นั่นอีกแล้วนะ?!”

“แค่ก แค่ก….”

ในระหว่างที่กำลังเดินไปยังห้องเรียนที่ต้องไปเรียน ฉันก็เกิดอาการสำลักขึ้นมาเพราะเสียงตะโกนที่ดังมาจากที่ไหนสักแห่ง

‘…เมื่อกี้ ไอ้สรรพนามนั่นมัน….’

หมายถึงฉันอย่างงั้นเหรอ? แล้วใครบอกว่าฉันจะไปที่นั่นอีกแล้วกัน?

พอเริ่มใส่ใจกับเรื่องพวกนี้แล้ว ฉันก็ถึงได้รู้ว่าจริงๆ แล้วมีเสียงทำนองเดียวกันดังแว่วมาจากบริเวณรอบข้างอยู่หลายเสียง

‘…หน้าต่างสถานะ’

ลูคัส เรเน่ อัสคานิเอน

ฉายา: พรานแห่ง ???

พลังกาย: -3.5 (+0.3)

พลังใจ: -8.2 (+0.5)

พลังเวท: ?

ทักษะ: +1.015 (+0.5)

ชื่อเสียง: -10

ดวง: -6.985 (+0.5)

พรสวรรค์: รุ่งอรุณ 777, พลังศักดิ์สิทธิ์

แค่ลองเปิดหน้าต่างสถานะขึ้นมาดูเล่นๆ แต่ฉายามันก็เปลี่ยนไปจริงๆ ซะด้วย นี่มันเปลี่ยนไปตามชื่อที่คนอื่นเรียกฉันในพื้นที่แถวนี้จริงๆ อย่างงั้นเหรอเนี่ย….

‘ดูจากฉายาที่ออกมาในสภาพนี้แล้ว ท่าทางเรื่องมันคงจะไม่จบลงง่ายๆ ในเร็ววันแหงๆ’

แถมเรื่องคิเมร่าหมาป่าก็ยังไม่ได้ถูกรายงานข่าวออกไปเลยด้วยซ้ำ ถ้าเบื้องบนตัดสินใจที่จะรายงานข่าวเรื่องนั้นออกไปจริงๆ กระแสความสนใจในตอนนี้มันก็คงจะลากยาวไปได้อีกนานกว่าเดิมแน่ๆ

ฉันเหลือบมองไปยังกลุ่มนักเรียนที่เดินถือหนังสือพิมพ์ไปมา พลางครุ่นคิด

พอสืบสาวราวเรื่องดูถึงได้รู้ว่า ไอ้สรรพนามเมื่อกี้มันไม่ใช่ชื่อที่พวกนักเรียนตั้งกันเอง แต่เป็นชื่อที่หนังสือพิมพ์ฉบับแรกที่รายงานข่าวเรื่องนี้เป็นคนตั้งขึ้นมาต่างหาก และพอดูเหมือนว่าสำนักพิมพ์อื่นๆ ก็ใช้ชื่อเดียวกันหมด สงสัยว่ามันคงจะกลายเป็นชื่อที่ถูกใช้เรียกกันอย่างเป็นทางการไปแล้วจริงๆ

เอาจริงๆ ถ้าว่ากันตามสถานการณ์แล้ว คนที่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่กว่าน่าจะเป็นเลโอมากกว่าฉันอีก

ฉันเองก็แค่ต้องทนกับชื่อเรียกที่ฟังดูไม่เข้าท่าไปหน่อยก็เท่านั้น แต่เลโอต้องรับมือกับคำถามและความสนใจจากนักเรียนนับร้อยนับพันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

และก็เป็นไปตามคาด เวลาที่ได้เจอกันตามทางเดิน สีหน้าของเขามันดูหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด ไอ้คนที่ปกติเอาแต่ยิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลา กลับกลายเป็นคนที่มีสีหน้าที่ดูถมึงทึงขึ้นมาได้ขนาดนี้ ก็คงไม่ต้องพูดอะไรกันอีกแล้วมั้ง

พอถึงช่วงเย็นของวันต่อมา เลโอนั่งลงฟุบกับพื้นสนามฝึกซ้อม แล้วนั่งเงียบอยู่ที่เดิมอยู่นานสองนาน

ฉันมองลงไปยังเลโอ แล้วเอ่ยปากทักออกไปคำหนึ่ง

“ไหวรึเปล่า?”

“ไม่ไหว”

เลโอตอบกลับมาด้วยสีหน้าที่ดูแก่ลงไปเป็นสิบปีได้

ถึงพวกเราจะนัดเจอกันที่สนามฝึกซ้อม แต่ดูจากสภาพของเจ้านี่แล้ว วันนี้คงจะไม่ใช่คิวฝึกซ้อมอะไรเทือกนั้นได้แน่ๆ

‘ก็คงจะโดนคำถามถาโถมใส่มาทั้งวัน ก็คงจะไม่แปลกที่จะเป็นสภาพนี้’

ในแง่นี้ การปิดบังตัวตนแล้วเดินสายแบบหลบๆ ซ่อนๆ มันก็มีข้อดีเหมือนกันนะ ฉันคิดในแง่บวก แล้วทรุดตัวลงนั่งข้างๆ เขา

เลโอเริ่มเอ่ยปากพูดออกมาอย่างอ่อนแรง

“รู้อะไรรึเปล่าว่าวันนี้มีข่าวของพวกเราลงหนังสือพิมพ์รายวันไปห้าฉบับ? นี่พวกเขากะจะเล่นให้ถึงตายกันเลยรึไง…. เมื่อวานมีแต่คนส่งคำขอสัมภาษณ์มาให้ตั้งสามราย”

“นายก็ลำบากหน่อยนะ”

ฉันกะเอาไว้ว่าเรื่องพวกนี้น่าจะซาลงไปได้บ้างไม่มากก็น้อย แต่ดูเหมือนว่าความสนใจของผู้คนมันจะยิ่งทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ

‘ก็คงจะเป็นเพราะความลึกลับนี่แหละมั้ง’

ถ้าเป็นแค่เรื่องที่เลโอ กับลูกน้องหน้าเดิมๆ ของเลโอไปออกล่าสัตว์อสูรมา อะไรๆ มันก็คงจะจบลงด้วยเรื่องเล่าขานถึงความกล้าหาญของเลโอไปแล้ว แต่ก็เพราะดันมีไอ้มนุษย์ปริศนาที่มีแต่เรื่องให้น่าสงสัยเต็มไปหมดโผล่เข้ามาด้วย ทำให้ผู้คนยิ่งพากันประโคมข่าวลือกันไปต่างๆ นานาอย่างบ้าคลั่ง

และจากการตรวจสอบเพิ่มเติม ผลปรากฏว่าหมาป่าตัวนั้นไม่ใช่สัตว์อสูรสายพันธุ์ที่มีให้เห็นในจักรวรรดิ ทำให้ราชสำนักออกมาประกาศว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ผู้กระทำผิดจะเป็นพวกเฟลโรมา

อาชญากรรมที่เกี่ยวพันกับพวกนอกรีต แถมยังมีนักเวทปริศนาสองคนโผล่มาช่วยป้องกันเหตุร้ายเอาไว้ได้ถูกที่ถูกเวลา มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะกลายเป็นประเด็นร้อนแรงขึ้นมาได้

‘ก็โล่งอกไปทีที่ไม่ถูกจับได้’

ทำไมต้องเป็นเฟลโรมาด้วยนะ

ทั้งๆ ที่ฉันก็ไม่ได้เป็นพวกนั้นแท้ๆ แต่ในสถานการณ์ที่ฉันกำลังถูกมองว่าเป็นพวกนั้นไปแล้วแบบนี้ ถ้าถูกจับได้ขึ้นมาจริงๆ มันคงจะจบเห่แน่ๆ

พอนึกถึงกรณีที่เลวร้ายที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ตอนนี้สถานการณ์ที่ฉันเผชิญอยู่ตอนนี้ก็ดูดีขึ้นมาเป็นกองเลย

“อ๊ะ”

เลโอเหลือบไปเห็นพัสดุที่วางอยู่ข้างๆ ตัว แล้วยื่นมันมาให้ฉัน

“เกือบลืมให้ไปเลยแฮะ วันนี้เพิ่งมาถึง”

“มาถึงเร็วกว่าที่คิดแฮะ”

“ฉันบอกให้พวกเขาเร่งทำให้เต็มที่น่ะ แถมจริงๆ แล้วพวกนี้มันก็ไม่ได้ใช้เวลาในการสร้างนานอะไรขนาดนั้นอยู่แล้วนี่นา”

ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่การที่มันถูกส่งข้ามทวีปมาถึงที่นี่ได้ภายในวันเดียว มันก็ยังคงเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่ออยู่ดี

ฉันรับกล่องที่เลโอยื่นมาให้

“ขอบใจมาก”

“ไม่เป็นไรน่า เอาชีวิตรอดต่อไป แล้วใช้เวทมนตร์ให้คุ้มค่าก็พอ”

“อะไรของ— ”

“หืม?”

“เปล่า”

‘เอาชีวิตรอดต่อไป’ มันก็ยังพอจะเข้าเค้าอยู่หรอก แต่ไอ้คำว่า ‘ใช้เวทมนตร์ให้คุ้มค่า’ นี่มันหมายความว่ายังไงของเขากันนะ

ถึงจะรู้สึกแบบนั้นทุกที แต่สมกับที่เป็นไอ้บ้าเวทมนตร์จริงๆ

ฉันเมินคำพูดของเลโอ แล้วเริ่มแกะห่อพัสดุ

“ว้าว…”

เลโอถึงกับอุทานออกมาด้วยความทึ่งตั้งแต่ตอนที่เห็นห่อชั้นในแล้ว แต่พอเห็นของที่อยู่ข้างในจริงๆ เขาก็เริ่มอุทานออกมาด้วยความรู้สึกที่แตกต่างออกไปเล็กน้อย

“ว้าว นี่มันเรียบง่ายเกินไปแล้วมั้ง”

ของที่อยู่ข้างในคือนาฬิกาข้อมือหน้าตาบ้านๆ ที่ดูธรรมดามากๆ เรือนหนึ่ง กับสร้อยคอเงินที่ร้อยเข้ากับจี้ห้อยคอ

เพื่อให้มันออกฤทธิ์ได้ดีที่สุด พวกมันก็ควรที่จะถูกสร้างขึ้นมาให้สามารถแทรกซึมเข้าไปในผิวหนังได้ ทำให้โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะใช้วิธีการฝังชิปขนาดเล็กเอาไว้ใต้ผิวหนัง หรือไม่ก็ทำออกมาในรูปแบบของเครื่องประดับอย่างเช่นต่างหู

แบบแรกมันก็ดูจะสร้างความรู้สึกต่อต้านทางจิตใจมากเกินไป ทำให้ฉันไม่ได้ลองทำดู ส่วนแบบหลังมันก็ดูจะดีกว่าในแง่ของความรู้สึก แต่… การที่นักเวทมาเจาะหู มันก็เหมือนกับการเขียนป้ายประกาศตัวโตๆ เอาไว้บนหน้าผากว่า ‘ฉันกำลังใช้ artifact อยู่นะ’ ชัดๆ ซึ่งมันก็อาจจะสุ่มเสี่ยงต่อการถูกจับได้ในตอนที่ได้เจอกับพี่ชาย

แต่ถึงอย่างนั้น ถ้าเป็นแค่นาฬิกาข้อมือ กับสร้อยคอ มันก็ยังคงเป็นเครื่องประดับที่แนบชิดติดกับร่างกาย ทำให้ประสิทธิภาพของมันไม่ได้แย่จนเกินไป แถมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้สูงขึ้นไปอีก ฉันก็ยังได้ใส่เลือดกับพลังเวทของตัวเองเข้าไปใน artifact เพื่อทำพิธีชำระล้างให้มันอีกด้วย

โดยในจำนวนนี้ นาฬิกาข้อมือถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการปิดบังพลังเวทที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย ส่วนสร้อยคอถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการปรับสมดุลแก่นพลังเวท สร้อยคอที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมันมีแค่จี้ห้อยคอที่เป็น artifact เท่านั้น ทำให้ถึงแม้ว่าจะเปลี่ยนสายสร้อยคอใหม่ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

ถึงแม้ว่าจะหมดเงินไปกับการทุ่มทุนสร้างอุปกรณ์พวกนี้เป็นจำนวนมหาศาล เพื่อใส่ฟังก์ชันที่ช่วยปิดบังพลังเวทไม่ให้รั่วไหลออกมาให้ได้มากที่สุด จนทำให้มันดูเหมือนเครื่องประดับทั่วไป แต่ถึงอย่างนั้น เงินที่ได้มาเมื่อวานมันก็ยังเหลืออยู่อีกตั้ง 10 ล้านวอนได้

‘ต่อไปนี้จะไม่ไปออกล่าสัตว์อสูรอีกแล้ว’

เงิน 10 ล้านวอนมันอาจจะเป็นเงินจำนวนน้อยนิดสำหรับนักเวท แต่… อย่าหวังว่าฉันจะกลับไปออกล่าสัตว์อสูรอีกเลย ฉันฉีกยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ

“รีบๆ ลองใช้ดูหน่อยสิ อยากเห็นแล้ว”

“อื้อ”

ฉันรีบร้อนใส่สายนาฬิกาข้อมือเข้ากับข้อมือของตัวเองอย่างลวกๆ ตามคำเร่งของเลโอ

“…!”

อาจจะเป็นเพราะมันถูกสร้างขึ้นมาโดยใช้เลือดกับพลังเวทของฉันเป็นส่วนประกอบ ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่ของที่แทรกซึมเข้าไปในผิวหนังได้โดยตรง แต่ความรู้สึกประหลาดบางอย่างก็ไหลวนไปทั่วข้อมือของฉัน

“…เหมือนรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างกำลังดึงดูดกันอยู่ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกถึงอะไรอย่างอื่นเป็นพิเศษนี่นา?”

“ไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย ลองใช้เวทมนตร์ดูสิ”

เลโอทำสีหน้าที่ตื่นเต้น แล้วกวัดแกว่งแขนไปมา พลางชี้ไปยังอีกฝั่งหนึ่งของสนามฝึกซ้อม ฉันชักไม้กายสิทธิ์ออกมา แล้วยิงเวทมนตร์ไปยังทิศทางที่เลโอชี้ไป

คว้ากกก—!

“โอ้”

มันให้ความรู้สึกเหมือนมีเส้นทางบางอย่างถูกสร้างขึ้นมาอย่างชัดเจน ผิดไปจากเมื่อก่อนลิบลับ ถ้าเมื่อก่อนมันให้ความรู้สึกเหมือนกำลังขับรถไปบนถนนลูกรัง ตอนนี้มันก็ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังขับรถไปบนถนนที่ถึงแม้จะไม่ดีเท่าไหร่ แต่อย่างน้อยๆ มันก็เป็นถนนลาดยางแล้ว

“นายก็รู้สึกได้ใช่ไหมล่ะ? แล้วก็พลังเวทที่ไหลวนอยู่รอบๆ ตัวนายก่อนหน้าที่จะใช้เวทมนตร์ มันก็ลดลงไปเยอะมากจริงๆ นะ มันดูคลีนขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย”

“จริงเหรอ? แต่ปริมาณพลังเวทที่ปล่อยออกมามันก็เท่าเดิมนี่นา”

“ก็คงจะเป็นอย่างนั้นแหละมั้ง เพราะเจ้านี่มันออกฤทธิ์แค่กับการลดปริมาณพลังเวทที่กระจายตัวออกไปหลังจากที่ปล่อยเวทมนตร์ออกไปแล้วเท่านั้นนี่นา”

“ดีเลยนี่นา”

ฉันเปิดหน้าต่างสถานะขึ้นมาดูอีกครั้ง

ลูคัส เรเน่ อัสคานิเอน

ฉายา: พรานแห่ง ???

พลังกาย: -3.5

พลังใจ: -8.2

พลังเวท: ?

ทักษะ: +1.015 [+4.015]

ชื่อเสียง: -10

ดวง: -6.985

พรสวรรค์: รุ่งอรุณ 777, พลังศักดิ์สิทธิ์

‘หืม?’

ทักษะเพิ่มขึ้นมาตั้ง 3 แต้มอย่างงั้นเหรอ?

คำพูดของเลโอที่บอกว่ามันดูคลีนขึ้นกว่าเดิม มันก็คงจะเป็นเรื่องจริงอย่างแน่นอน การที่ตัวเลขที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อยในหน่วยทศนิยม จู่ๆ ก็พุ่งขึ้นมาพรวดพราดแบบนี้ มันก็น่าทึ่งอยู่เหมือนกัน

ฉันเสียบไม้กายสิทธิ์กลับเข้าไปที่เหน็บเอว แล้วเอื้อมมือไปจับสายสร้อยคอ

ถึงแม้ว่าตอนนี้มันจะยังไม่ได้ให้ความรู้สึกถึงประสิทธิภาพอะไรเป็นพิเศษ แต่… ตอนที่ได้ลองใช้มันจริงๆ มันก็อาจจะแตกต่างออกไปก็ได้

ฉันเปลี่ยนสายสร้อยคอใหม่ แล้วสอดจี้ห้อยคอเข้าไปในเสื้อเชิ้ต

เลโอแกว่งไม้กายสิทธิ์ไปมาเบาๆ เพื่อรับรู้ถึงพลังเวทโดยรอบ แล้วเอียงศีรษะ

“เป็นเพราะประสิทธิภาพของนาฬิกาข้อมือรึเปล่านะ ฉันไม่รู้สึกถึงอะไรได้ในทันทีทันใดเลยแฮะ”

“…จริงเหรอ?”

แต่สำหรับฉันมันไม่ใช่แบบนั้น

ฉันอ้าปากค้าง พลางกดมือลงไปตรงบริเวณหน้าอก

แก่นพลังเวทที่อยู่ภายในใจกลางหน้าอกมันเบาโหวงจนแทบจะไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของมันเลยสักนิด ผิดไปจากเมื่อก่อนลิบลับ

ลูคัส เรเน่ อัสคานิเอน

ฉายา: พรานแห่ง ???

พลังกาย: -3.5 [-0.5]

พลังใจ: -8.2

พลังเวท: ?

ทักษะ: +1.015 [+4.015]

ชื่อเสียง: -10

ดวง: -6.985

พรสวรรค์: รุ่งอรุณ 777, พลังศักดิ์สิทธิ์

‘พลังกายเพิ่มขึ้นมา 3 แต้มด้วย’

ฉันลองจุดไฟขึ้นมาบนมือ

รอยร้าวเล็กๆ น้อยๆ กับแรงกระแทกที่เคยรู้สึกได้ทุกครั้งที่ใช้เวทมนตร์หายไปจนหมดสิ้น ไม่สิ เอาจริงๆ เลยก็คือฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอาการพวกนั้นมันคือรอยร้าว หรือแรงกระแทกที่เกิดขึ้น

แต่ว่านะ….

‘จริงๆ แล้วมันต้องเป็นแบบนี้นี่เองสินะ’

นี่คงจะเป็นวิถีการทำงานของแก่นพลังเวทในสภาวะปกติจริงๆ สินะ

ถ้าจะให้พูดอย่างถูกต้องแม่นยำก็คงจะต้องบอกว่า แก่นพลังเวทในสภาวะ -0.5 มันให้ความรู้สึกแบบนี้นี่เอง

ฉันมันก็เป็นมนุษย์จากศตวรรษที่ 21 ที่ไม่เคยมีแก่นพลังเวทมาก่อน ส่วนลูคัสเองก็เป็นคนที่แก่นพลังเวทเสียหายมานานแล้ว ทำให้พวกเราต่างก็ไม่รู้ว่าสภาพของแก่นพลังเวทที่อยู่ในสภาวะปกติจริงๆ มันเป็นยังไงกันแน่

แต่จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ในที่สุดฉันก็เข้าใจมันอย่างถ่องแท้เสียที

ผิดไปจากเมื่อก่อนลิบลับ การหายใจ และการควบคุมพลังเวทเป็นไปอย่างอิสระเสรีมากขึ้นกว่าเดิมเยอะ

ฉันดึงจี้ห้อยคอออกมาจากเสื้อ แล้วยกมันออกห่างจากผิวหนัง

ในทันทีที่ artifact ห่างออกจากแก่นพลังเวท หน้าอกของฉันก็กลับมารู้สึกหนักอึ้งราวกับถูกบีบรัดอีกครั้ง

ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้ฉันจะไม่รู้ตัวเลยสักนิด แต่ในเมื่อได้รู้แล้วว่าความรู้สึกของแก่นพลังเวทที่อยู่ในสภาวะปกติมันเป็นยังไง การที่จะปล่อยให้มันเป็นไปในสภาพเดิมต่อไปแบบนี้ มันก็คงจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกแล้ว

“ถ้าแก่นพลังเวทได้รับการรักษาจนหายดีเป็นปลิดทิ้ง มันคงจะดีขึ้นได้มากกว่านี้อีกแน่ๆ เลย”

“ดูเหมือนว่ามันจะแตกต่างออกไปจริงๆ ด้วย ดีจริงๆ ที่เลือกของได้ดีขนาดนี้นะ”

ถ้าสร้างยาเสริมพลังเวทขึ้นมาได้ ฉันก็น่าจะสัมผัสความรู้สึกแบบนี้ได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งมันสินะ

ถ้าสร้างยารักษาอาการปนเปื้อนขึ้นมาได้ หลังจากที่ฤทธิ์ของยาเสริมพลังเวทหมดลงไปแล้ว หรือก็คือ ฉันก็จะสามารถใช้ชีวิตอยู่กับแก่นพลังเวทที่อยู่ในสภาวะปกติได้อย่างถาวรไปเลย

การเอาแต่นั่งรอวันที่ยาพวกนั้นจะถูกสร้างขึ้นมาให้ได้ มันก็ดูจะสิ้นหวังเกินไปหน่อย

ในเมื่อแก่นพลังเวทของฉันมันกลับมาอยู่ในสภาวะปกติแล้ว การที่จะปล่อยให้มันเป็นไปในสภาพเดิม แล้วไปเรียนเวทมนตร์กับแก่นพลังเวทที่เสียหายอย่างหนักแบบนั้น มันก็ดูจะไม่สมเหตุสมผลเอาเสียมากๆ

ฉันไล่เลโอที่สภาพร่างกายย่ำแย่ให้กลับไปพักผ่อนที่หอพัก แล้วฝึกเวทมนตร์คนเดียวต่อ

พอเริ่มรู้สึกเหนื่อยหอบขึ้นมา ฉันก็เหลือบมองนาฬิกาข้อมือ เวลาที่ฉันเดินเข้ามาในสนามฝึกซ้อมเมื่อกี้มันยังเป็นเวลาเที่ยงคืนอยู่เลย แต่ตอนนี้เข็มนาฬิกามันกำลังชี้ไปที่เวลาเกือบตีสามแล้ว

ถึงแม้ว่าการใช้เวทมนตร์มันจะสูญเสียพลังงานไปเยอะก็เถอะ แต่เวลาแค่สามชั่วโมงมันก็ดูจะน้อยเกินไปหน่อย พลังกายในสภาวะ -0.5 มันก็คงจะทำได้เต็มที่แค่นี้แหละมั้ง

‘แต่ถึงอย่างนั้น วันนี้ก็ควรจะพักผ่อนเอาแรงไว้ก่อนเพื่อวันพรุ่งนี้อยู่ดี’

ฉันเดินกลับไปยังหอพัก โยนกระเป๋าลงบนโต๊ะ แล้วทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้

“หืม?”

สายตาของฉันพลันเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างที่ดูแปลกตาเสียจนอดที่จะสังเกตไม่ได้

ปึก—

ในทันทีที่เปิดประตูออก กระดาษโน้ตแผ่นหนึ่งก็ร่วงหล่นลงไปกองกับพื้น

ฉันคลี่กระดาษสีเหลืองที่ถูกพับอย่างลวกๆ ออก ก็ปรากฏให้เห็นข้อความที่ถูกเขียนด้วยลายมือที่ดูยุ่งเหยิงไม่แพ้กัน

[ฉันรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว]

สันหลังของฉันพลันเย็นเยียบขึ้นมาในทันที

ฉันจ้องมองกระดาษโน้ตแผ่นนั้นด้วยสายตาที่เย็นชา

[รีบออกมาจากหอพักเดี๋ยวนี้]

ฉันจ้องกระดาษโน้ตแผ่นนั้นเขม็งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะถอนหายใจออกมา แล้วหัวเราะออกมาเสียงดัง

ถึงจะไม่รู้ว่าเจ้านั่นรู้เรื่องอะไร แต่….

การที่เจ้านั่นเลือกที่จะเผชิญหน้ากับฉันโดยตรง แทนที่จะเอาเรื่องของฉันไปป่าวประกาศให้กับสำนักข่าวต่างๆ ได้รู้ มันก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมอยู่เหมือนกันแฮะ

‘ตอนนี้ความเป็นไปได้ที่สูงที่สุดก็คงจะเป็นเรื่องการล่าสัตว์อสูรเมื่อวานสินะ’

ลองมาคิดถึงกรณีที่เจ้านั่นรู้เรื่องนั้นแล้วเรียกฉันออกมาดูบ้าง

มีความเป็นไปได้สูงว่าทางฝั่งนั้นจะยังจับต้นชนปลายอะไรไม่ได้ แล้วคงจะมีแค่ข้อสงสัยอยู่ในใจเท่านั้นแหละ

ถ้าเป็นกรณีนี้ ทางฝั่งนั้นก็จะพุ่งประเด็นมาที่การที่ฉันยอมออกมาตามคำเรียกแบบไม่มีเงื่อนไข โดยอ้างว่าการที่ฉันยอมออกมาตามคำเตือนแบบนี้ มันก็เป็นหลักฐานที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าฉันก็คือไอ้พรานล่าสัตว์อสูรนั่นแหละ

ถ้าเป็นไปตามแผนที่ว่ามา… ฝั่งฉันก็แค่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไปก็เท่านั้น

ถึงคนอื่นๆ อาจจะไม่รอด แต่ถ้าเป็นลูคัสล่ะก็ รอดแน่นอน

ถึงจะไม่รู้เรื่องอะไรเลยสักนิด แต่ในเมื่อเขาบอกให้รีบออกมาแบบนี้ ในเมื่อมันฟังดูเหมือนจะมีเรื่องน่ากลัวเกิดขึ้น ฉันก็แค่ทำตามที่เขาบอกไปก็เท่านั้นเอง

‘แน่นอนว่านั่นมันก็เป็นแค่เรื่องราวในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาของลูคัสเท่านั้นแหละนะ….’

ถึงจะไม่มีหลักฐานอะไรในมือ แต่ถ้าฉันแค่ทำเป็นงึมงำว่า ‘ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเรื่องอะไร แต่ในเมื่อเขาบอกให้รีบออกมา ฉันก็เลยรีบออกมา’ ไปตามสไตล์ของลูคัส ด้วยนิสัยแบบนั้นของลูคัส ต่อให้เป็นอีกฝ่ายเอง ก็คงจะไม่กล้าปักใจเชื่ออะไรได้ง่ายๆ หรอก

‘ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นหลังจากที่ออกไปข้างนอก มันก็ยังคงเป็นสถานการณ์ที่พอจะรับมือได้อยู่’

ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ออกไป ในกรณีนี้ การไปบอกอาจารย์ก็คงจะไม่ใช่ทางออกที่ดีสักเท่าไหร่

ไม่คิดเลยว่าเรื่องพวกนี้มันจะเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้ แต่เอาเถอะ ในเมื่อมีใครบางคนที่ดูเหมือนจะจับพิรุธอะไรในตัวฉันได้ แล้วอาสาปรากฏตัวต่อหน้าฉันด้วยตัวเองแบบนี้ ในฐานะของผู้ถูกกระทำ ฉันก็คงจะต้องตอบรับน้ำใจของเขาด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่งอยู่แล้ว

ฉันไม่ลังเลที่จะเสียบกระดาษโน้ตแผ่นนั้นกลับเข้าไปในช่องว่างระหว่างบานประตูอีกครั้ง แล้วมุ่งหน้าไปยังบันได

ในทันทีที่เปิดประตูทางเข้าหอพักออก นักเรียนคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาฉันด้วยท่าทีที่ดูอึกๆ อักๆ

“เอ่อ… ท่าน…?”

ฟังจากน้ำเสียงที่พูดออกมาแล้ว ดูท่าทางจะไม่ใช่คนที่ส่งโน้ตมาหาฉันแหงๆ

เมื่อฉันจ้องมองไปยังเขาอย่างไม่พูดไม่จา นักเรียนคนนั้นก็รีบก้มหน้าลงมองพื้น พลางเหลือบมองมาที่ฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว

“มีอะไรรึเปล่า?”

“ค, คือว่า ท่านเห็นโน้ตที่แปะเอาไว้ที่ประตูห้องแล้วใช่ไหมครับ? พวกพี่ๆ จากภาคเวทมนตร์ให้ผมมาเชิญท่านไปพบหน่อยน่ะครับ”

“พวกพี่ๆ ที่ว่านั่น เป็นใครกัน?”

“ผ, ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ….”

ดูท่าทางจะโดนจับพลัดจับผลูให้มาทำอะไรแบบนี้จริงๆ ด้วยแฮะ

ปกติแล้ว ถ้ามีคนที่ไม่รู้จักมาวานให้ไปทำอะไรแบบนี้ ใครๆ เขาก็คงจะต้องปฏิเสธกันทั้งนั้น แต่การที่เจ้านี่ยังคงยืนกรานที่จะรออยู่ที่นี่แบบนี้… ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะข่มขู่เจ้านี่มาแล้วก็ได้

ฉันโบกมือไปข้างหน้าเบาๆ เป็นสัญญาณให้นำทาง นักเรียนคนนั้นรีบสาวเท้าเดินนำไปในทันที

เวลาผ่านไปนานพอสมควร แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะถึงจุดหมายปลายทางเสียที ฉันเอ่ยปากทักขึ้นลอยๆ ไปยังด้านหลังของนักเรียนคนนั้น

“ดูเหมือนว่าจะต้องไปไกลพอสมควรเลยนะ?”

“ค, ครับ?! อ๊ะ ครับ…. ผมเองก็เพิ่งจะรู้เหมือนกันครับว่ามันไกลขนาดนี้ แต่ว่า อีกเดี๋ยวก็คงจะถึงแล้วล่ะครับ”

ตอนนี้อาคารเรียนหลังอื่นๆ ในโรงเรียนมันกลายเป็นอาคารหลังเล็กๆ ที่ดูเล็กลิบตาไปหมดแล้ว

บริเวณโดยรอบเริ่มปรากฏให้เห็นอาคารร้างที่ไม่ได้ถูกใช้งานแล้ว รวมถึงพื้นที่รอบนอกของโรงเรียน

“พวกพี่ๆ ที่ว่านั่น พวกเขาได้พูดถึงเรื่องของฉันเป็นการส่วนตัวบ้างรึเปล่า?”

“อ่า มะ ไม่นี่ครับ พวกเขาแค่บอกว่า ‘เดี๋ยวพี่เขาจะออกมาเอง ให้พาคนๆ นั้นไปหาที่นั่นก็พอ’ แค่นั้นน่ะครับ”

“อย่างนี้นี่เอง”

ในตอนนั้นเอง ฉันก็เหลือบไปเห็นกลุ่มคนสี่ห้าคนที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในระยะไกล

พวกนั้นน่าจะเข้าไปข้างในอาคารร้างไม่ได้ ก็เลยได้แต่รออยู่ในพื้นที่โล่งใจกลางอาคาร

เมื่อสังเกตเห็นภาพนั้น นักเรียนคนเมื่อกี้ก็รีบสาวเท้าวิ่งหนีกลับไปในทันที ก่อนที่จะพาฉันไปถึงตำแหน่งที่คนพวกนั้นยืนอยู่เสียอีก

ฉันเดินเข้าไปใกล้คนพวกนั้น

“อะไรเนี่ย…. มาจริงๆ ด้วยแฮะ”

“นี่ เอาเงิน 50,000 เฟลของนายมานี่”

“ไอ้บ้านี่มันบ้ารึเปล่าวะ ถึงยังไงพวกเราก็ทำตามที่พูดเอาไว้ในโน้ตแล้วนี่นา”

พวกนักเรียนพากันหัวเราะคิกคักกันเอง

เมื่อเห็นว่าฉันเอาแต่ยืนมองพวกมันอย่างเงียบๆ นักเรียนคนหนึ่งก็เดินออกมาข้างหน้า

“นี่”

นักเรียนคนนั้นจ้องหน้าฉันเขม็งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะยืดคางมาข้างหน้า

“ทำไมนายถึงมาที่นี่? มีอะไรที่รู้สึกผิดรึไง?”

“พวกนายบอกให้มาเองนี่”

คำตอบที่ดูแสนจะเฉยเมยของฉัน ทำให้พวกที่ยืนอยู่ข้างหลังถึงกับหลุดหัวเราะออกมา

“ไอ้บ้านี่มันว่าอะไรของมันวะเนี่ย….”

“เห็นไหมล่ะ ฉันว่าแล้วไง ว่าถึงจะบอกให้มันออกมาเฉยๆ มันก็จะออกมาจริงๆ ด้วย ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยสักนิด”

“นั่นสินะ”

“งั้นก็เอาเงิน 50,000 เฟลของนายมาได้แล้ว”

“ไอ้เวรเอ๊ย อย่าเพิ่งพูดแทรกได้ไหมวะ ทำให้เสียบรรยากาศหมด”

พวกนั้นพากันยิ้มเยาะใส่กัน ก่อนที่จะหันกลับมามองฉันอย่างเงียบๆ อีกครั้ง

‘พวกนี้มันเป็นนักเรียนห้องเดียวกันกับฉันนี่นา?’

เป็นใบหน้าที่เคยเห็นหน้าค่าตากันอยู่บ่อยๆ

ไม่ใช่พวกนักเรียนระดับหัวกะทิแบบเลโอ

ถึงจะมีความสามารถในการใช้เวทมนตร์จนได้เข้ามาเรียนที่นี่ แต่ก็ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของผลการเรียน หรือคุณธรรมความประพฤติ แถมยังเป็นพวกที่จัดแจงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทั้งหมดด้วยการแบ่งลำดับชั้นวรรณะอีกต่างหาก

พวกมันพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองดูดีในสายตาของนักเรียนที่ทั้งบ้านรวยทั้งเรียนเก่งอย่างเลโอ แต่กับเป้าหมายที่ใครๆ ต่างก็พากันรังเกียจเดียดฉันท์อย่างลูคัส พวกมันกลับพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะกดอีกฝ่ายให้จมดินให้ได้

‘เรื่องเฟลโรมานี่….’

ดูเหมือนว่าพวกมันจะไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวอะไรเป็นพิเศษแฮะ

ถ้าเป็นคนนอกที่ไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับฉันมาก่อนก็คงจะไม่แน่ แต่ในโรงเรียน มันก็มีคนอยู่บ้างเหมือนกันที่รู้ไส้รู้พุงถึงนิสัยใจคอของฉัน แล้วก็คอยแต่จะเหยียดหยามฉันอยู่ลับหลัง

‘ถึงจะรู้มาว่าพวกนี้มันมีกันอยู่ไม่กี่คน แต่ไม่นึกเลยว่าซวยซ้ำซวยซ้อนจนถึงขั้นมาอยู่ห้องเดียวกับไอ้พวกเวรนี่ได้’

และก็เป็นไปตามคาด ในความทรงจำอันแสนสั้นของลูคัส ไอ้พวกเวรนี่มันก็ยังคงเป็นฝันร้ายที่คอยตามหลอกหลอนเขาอยู่ไม่จางหาย

ตอนที่ลูคัสยังเรียนอยู่ปี 1 เขาเคยถูกข่าวลือที่ว่า ‘กินหนูทั้งเป็นๆ’ เล่นงานอยู่ช่วงหนึ่ง และไอ้พวกนักเรียนพวกนี้ก็เป็นตัวต้นคิดที่ปล่อยข่าวลือพวกนั้นออกมา

มันเป็นการหยั่งเชิงเพื่อตรวจสอบดูว่าลูคัสจะยอมทนรับเรื่องตลกโปกฮาได้ถึงระดับไหน ก่อนที่จะเริ่มเหยียดหยามเขาอย่างจริงจัง

ในตอนนั้นเอง ไอ้คนที่ยืนอยู่หน้าสุดก็เดินเข้ามาใกล้ พร้อมกับเอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำ

“ไม่มีอะไรหรอก แค่รู้สึกว่าช่วงนี้นายดูแปลกๆ ไปน่ะ”

“…….”

“ช่วงนี้นาย… มีเรื่องอะไรไม่สบายใจรึเปล่า?”

นักเรียนที่นั่งหัวเราะคิกคักอยู่ด้านหลังลุกขึ้นยืน แล้วยกแขนขึ้นพาดบ่าของฉัน พลางเอ่ยถาม

“มีเรื่องอะไรกันนะ ถึงได้ทำหน้าทำตาแบบนั้น? ปกตินายไม่เห็นจะทำหน้าแบบนี้เลยนี่นา”

“55555! สายตาดูมีชีวิตชีวาขึ้นเยอะเลยแฮะ ให้ตายสิ ฉันไม่กล้ามองหน้าเลยเนี่ย”

เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ฉันก็หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ

ใช่ ไม่มีไอ้พวกนี้มันก็คงจะกระไรอยู่ ฉันก็พอจะเดาได้อยู่แล้วว่ายังไงก็คงจะต้องเจอกับไอ้พวกนี้เข้าสักวัน

เหตุผลที่เมื่อกี้ฉันยังคงทำตัววางอำนาจอยู่ มันก็หายวับไปในทันที พวกมันดูเหมือนว่าจะไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องที่ฉันกังวลอยู่เลยสักนิด

พวกมันเรียกฉันออกมา ก็คงจะมีแค่จุดประสงค์ในการกลั่นแกล้งฉันเท่านั้นแหละ

ไอ้คำพูดที่ว่า ‘ฉันรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว’ มันก็คงจะมีจุดประสงค์ในการขู่ขวัญฉันให้ยอมออกมาข้างนอกแต่โดยดีเท่านั้นแหละ

‘ถ้าใช้คำพูดขู่ขวัญอย่างเช่น ‘ถ้าไม่ยอมออกมา มีหวังตาย’ พวกมันก็คงจะหาทางหนีทีไล่ให้กับตัวเองไม่ได้ในกรณีที่เรื่องมันแดงขึ้นมา’

พวกมันถึงได้เลือกใช้คำพูดและประโยคที่อยู่ในระดับที่ต่อให้พวกมันจะแถไปน้ำขุ่นๆ ว่า ‘พวกเราไม่ได้มีเจตนาที่จะข่มขู่ใครนะ’ มันก็ยังพอจะฟังดูขึ้นอยู่บ้าง

ไม่นึกเลยว่าฉันจะต้องมาเสียเวลาเล่นเกมแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกับไอ้พวกเด็กเมื่อวานซืนพวกนี้ด้วยซ้ำ….

‘แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรขนาดนั้นนี่นา’

อย่างน้อยๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องปวดหัวอะไรมากมาย

ฉันถอนหายใจออกมา พลางมองไปยังใบหน้าที่เริ่มถมึงทึงขึ้นเรื่อยๆ ของพวกนักเรียน

“มีธุระอะไรก็รีบๆ ว่ามา”

“ไอ้เวรนี่ถึงกับถอนหายใจเลยเหรอวะเนี่ย พวกแกได้ยินกันรึเปล่า”

“ไอ้เวรนี่มันเริ่มของขึ้นแล้วโว้ย พวกแก”

นักเรียนคนหนึ่งที่นั่งอยู่กับพื้นยกมือขึ้นกวักมือเรียก

“ส่งมานี่”

“จะเอาอะไรอีกวะ ไอ้เวรนี่”

“…555555…. โอ้โห นี่ถึงกับพูดคำหยาบออกมาได้ด้วยแฮะ เหลือเชื่อไปเลยจริงๆ ช็อกจนพูดไม่ออกเลยเนี่ย”

นักเรียนคนนั้นลุกขึ้นยืน แล้วชี้มือมาที่เสื้อคลุมของฉัน

“ถอดเสื้อคลุมมาให้พวกเราซะ

“อะไรกันวะ ไอ้เวรนี่”

“…ฮ่าๆๆๆๆๆ…. โอ้โห นี่ถึงกับพูดคำหยาบออกมาได้ด้วยแฮะ เหลือเชื่อไปเลยจริงๆ ช็อกจนพูดไม่ออกเลยเนี่ย”

นักเรียนคนนั้นลุกขึ้นยืน แล้วชี้มือมาที่เสื้อคลุมของฉัน

“ถอดเสื้อคลุมมาให้พวกเราซะ”

“…….” ฉันอึ้งจนพูดไม่ออก ได้แต่หัวเราะออกมา ‘ไอ้พวกเวรนี่….’ ก็คงจะเดาได้ไม่ยากหรอก ว่าถ้าฉันยื่นเสื้อคลุมให้ พวกมันก็คงจะเอาไปทำลายจนใช้การไม่ได้ ฉันจ้องมองพวกมันด้วยสายตาที่เย็นชา พลางครุ่นคิด บางทีมันก็อาจจะมีเรื่องดีๆ แฝงอยู่ในการกระทำของพวกมันก็ได้

‘…นี่อาจจะเป็นเรื่องดีกว่าที่คิดไว้ก็ได้นะ’

ตอนก่อน

จบบทที่ วิธีเอาชีวิตรอดในฐานะลูกชายคนที่สองของตระกูลขุนนางเวทมนตร์ (13)

ตอนถัดไป