วิธีเอาชีวิตรอดในฐานะลูกชายคนที่สองของตระกูลขุนนางเวทมนตร์ (14)

เท่ากับว่าฉันกำลังบอกทางบ้านว่าสถานการณ์ของฉันที่โรงเรียนยังคงไม่ดีขึ้น

เครื่องแบบนักเรียนเป็นสิ่งที่ตระกูลสั่งทำขึ้นโดยตรง ดังนั้นเมื่อเครื่องแบบเสียหาย ข่าวสารนั้นย่อมเล็ดลอดไปถึงบ้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ถ้าเป็นลูคัสคนเดิม เขาคงไม่แจ้งเหตุผลที่เสื้อผ้าเสียหาย และฉันเองก็ตั้งใจจะทำแบบนั้นเช่นกัน ไม่จำเป็นต้องทำให้ทางบ้านต้องวุ่นวายโดยใช่เหตุ

‘…แน่นอนว่าถ้ามีไหวพริบสักหน่อย ก็คงดูออกว่าเสื้อผ้ามันเสียหายเพราะอะไร’

ถึงอย่างนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องชื่อเสียง

หากคิดว่าการกลั่นแกล้งสมาชิกของอัสคานิเอนคือการดูหมิ่นตระกูล และจะทำให้ทางบ้านโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง ก็คงคิดผิดถนัด

เพราะในทางปฏิบัติ ฉันไม่ได้เป็นสมาชิกของกลุ่มนั้น และทุกคนก็รู้ความจริงข้อนี้ดี

‘ด้วย “พระคุณ” ที่ไม่ทอดทิ้งลูกชายที่ถูกปีศาจสิง คอยรักษาอย่างต่อเนื่อง – แม้จะไม่มีอะไรดีขึ้น – ทั้งเลี้ยงดู ป้อนข้าวป้อนน้ำ ส่งเสียให้เรียนโรงเรียนดี ๆ’ ชื่อเสียงของอัสคานิเอนก็ยิ่งดีขึ้น นั่นก็เพียงพอที่จะอธิบายทุกอย่างได้แล้ว

พูดง่าย ๆ คือ ทุกคนในจักรวรรดิคิดว่าลูคัสและอัสคานิเอนเป็นคนละคนกัน

ในขณะที่กำลังรุมทึ้งลูคัสอย่างเมามัน แต่ถ้าได้เจออัสคานิเอน ‘ตัวจริง’ พวกนั้นก็คงก้มหัวให้แทบไม่ทัน

ดังนั้นปัญหาเรื่องที่บ้านจะเข้ามาแทรกแซงอะไรจึงไม่ต้องคิดถึง สิ่งที่ฉันต้องคิดถึงมีเพียงแค่ข่าวนี้จะไปถึงหูของพี่ชายหรือไม่

ถ้าพี่ชายรู้เรื่องนี้เข้า เขาคง…

‘หัวเราะจนปากฉีกถึงรูหูแน่’

งั้นลองทำให้พี่ชายมีความสุขสักพักก็แล้วกัน

ฉันถอดเสื้อแจ็กเก็ตออกแล้วโยนทิ้ง

“โอ้โห นี่จงใจโยนลงพื้นให้เหยียบเลยใช่ไหมเนี่ย?”

ควับ!

ใครบางคนเหยียบแจ็กเก็ตอย่างแรง ฝุ่นดินฟุ้งกระจายจากแรงกระทืบอย่างหยาบคาย

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”

“เฮ้ย เอาให้มันจมดินไปเลยดิ”

นักเรียนคนอื่น ๆ หัวเราะคิกคักอย่างสะใจ

‘…เฮ้อ…’

ในใจรู้สึกหม่นหมองอย่างประหลาด พอเห็นภาพคนเหยียบเสื้อผ้าของคนอื่นอย่างสนุกสนานแล้วทุกคนต่างก็พลอยยินดีไปด้วย ก็เริ่มรู้สึกแปลก ๆ ว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ตรงไหนกันแน่

เหนือสิ่งอื่นใด ความเชื่อมั่นว่าตระกูลจะไม่ยื่นมือเข้ามาแทรกแซงตราบใดที่เรื่องนี้ไม่แพร่กระจายออกไปนั้น เป็นสิ่งที่ลูคัสที่เติบโตในบ้านหลังนั้นเท่านั้นที่จะมีได้

ถึงผู้คนจะมองลูคัสและอัสคานิเอนแยกจากกัน และอาจจะมองลูคัสเหมือนแมลง แต่การล้ำเส้นไปถึงขั้นสร้างปัญหาทางกายภาพนั้นเป็นคนละเรื่องกัน

เหตุผลที่ลูคัสไม่เคยถูกรังแกอย่างโจ่งแจ้งจนถึงตอนนี้ ก็เป็นเพราะตราบใดที่ลูคัสยังคงใช้ชื่อตระกูล ตระกูลก็ยังสามารถใช้ ‘ข้ออ้าง’ ในการลงโทษหรือกดดันได้ในนามของตระกูล

‘ดังนั้น ไอ้พวกนี้มัน…’

พวกมันมันมองไม่เห็นอะไรเกินไปกว่าแค่ก้าวเดียวข้างหน้า

การที่พวกไร้สมองพวกนี้ไม่เคยลงมือทำร้ายลูคัสมาก่อนจนถึงตอนนี้ ก็นับว่าเป็นเรื่องน่าประหลาดใจมากแล้ว

“นี่ แต่ว่าดู ๆ ไปแล้ว ไอ้หมอนี่มันไม่เห็นจะมีปฏิกิริยาอะไรเลยนี่หว่า”

เมื่อได้รับความมั่นใจจากเสียงเชียร์ พวกมันก็ก้าวเข้ามาคว้าคอเสื้อของฉันอย่างรวดเร็ว

“สั่งให้ทำอะไรก็ทำแล้ว ยังหวังให้แสดงปฏิกิริยาอะไรอีก?”

“…อะไรของ…”

สีหน้าของนักเรียนที่คว้าคอเสื้อฉันไว้ฉายแววงุนงงเล็กน้อย

ดูยังไง ๆ พวกเขาก็ไม่เห็นภาพลักษณ์ที่คุ้นเคย

ถ้าเป็นเมื่อปีที่แล้ว แค่เรียกมาที่นี่ก็คงหน้าซีดเผือดราวกับคนใกล้ตายไปแล้ว

‘…นึกว่าจะแค่แกล้งทำเป็นเข้มแข็งซะอีก’

สถานการณ์แบบนี้ยังจะรักษามาดได้อีกเหรอ?

พอโดนคว้าคอเสื้อไปแล้ว นึกว่าจะทิ้งหน้ากากแล้วเผยธาตุแท้ขี้ขลาดออกมาซะอีก

มือของนักเรียนที่กำเสื้อเชิ้ตของฉันไว้กำแน่นขึ้น

ฉันเบิกตาโต จ้องหน้าเขาเข้าไปใกล้ ๆ

“ถ้าฉันไม่ร้องไห้ขี้มูกโป่งออกมา พวกนายก็คงรู้สึกว่ายังไม่ชนะสินะ ว่าไง?”

“ไอ้เวรนี่…”

“ถ้าอย่างนั้น พวกนายก็คงไม่มีวันชนะฉันได้หรอก”

คำพูดประชดประชันทำให้ใบหน้าของนักเรียนคนนั้นยับยู่ยี่

มือของมันเลื่อนไปที่คทาเวทมนตร์ที่เหน็บอยู่ที่เอว

ควับ!

“อั้ก!”

“เฮ้ย บอกว่าจะไม่ให้มีเสียงไงวะ!”

แรงโจมตีของมันทำให้ฉันกระเด็นไปกระแทกกำแพงที่อยู่ห่างออกไป

นักเรียนรอบข้างคงไม่คิดว่าถึงขั้นใช้เวทมนตร์ ต่างก็ร้องออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก

“ช่างเหอะ ที่นี่มันเปลี่ยวจะตาย ไม่ได้ยินหรอกน่า”

มันถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างหงุดหงิด แล้วมายืนตรงหน้าฉัน

ความเจ็บปวดที่ไหล่ลามไปถึงศีรษะที่เริ่มหนักอึ้งขึ้นเรื่อย ๆ

ฉันกุมหัวตัวเองไว้แล้วเงยหน้ามองมัน

‘ไม่รู้จักกะประมาณตัวเองเอาซะเลย’

ดูจากท่าทีที่กังวลว่าเสียงจะดังออกไปถึงข้างนอก พวกที่เหลือก็คงไม่ปกติเหมือนกัน

จะใช้เวทมนตร์เลยดีไหมนะ? ยังไงซะก็ใช้พลังศักดิ์สิทธิ์หุบปากพวกมันได้อยู่แล้ว คงไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร

‘ไม่เอาดีกว่า’

นั่นเป็นทางเลือกสุดท้ายจริง ๆ

ฉันค่อย ๆ ประคองตัวเองลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล

มันคงคิดว่าการโจมตีเมื่อกี้ทำให้ฉันจนมุมไปแล้ว เลยกลับมาทำท่าทางสบาย ๆ ยิ้มเยาะอย่างพึงพอใจ

“ดูสีตาแกสิ ไม่รู้เรื่องที่พวกแกเพิ่งก่อเรื่องไปเมื่อไม่กี่วันก่อนเลยเหรอไง? หัดเอาอย่างเลโอ กับไอ้พวกนักล่าสีฟ้าอะไรนั่นบ้างนะ เออ ว่าไม่ได้ ตัวฉันเองนี่แหละที่ต้องเอาอย่างพวกนั้นก่อน ไอ้เวร”

ฉันเอียงคออย่างไม่เชื่อหูตัวเอง

น่าเสียดายที่มันไม่พูดซ้ำอีก

‘บ้าเอ๊ย… นี่ฉันฟังอะไรผิดไปหรือเปล่า…’

นักเรียนรอบข้างไม่ทันสังเกตปฏิกิริยาของฉัน ต่างก็หัวเราะออกมาอย่างครื้นเครง

“ไอ้หมอนี่พูดอะไรออกมาเรื่อยเปื่อย”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า แกเอาอย่างมัน ตาฉันคงเน่าพอดี ไอ้เวร”

มันหัวเราะคิกคักกับคำพูดของเพื่อน ๆ แล้วผลักพวกเขาออกไปข้าง ๆ

“ฉันพูดจริงนะเว้ย นี่ ฉันว่าแกหัดเอาอย่างพวกนั้นบ้างก็ดีนะ จะได้กลับตัวกลับใจซะที จริง ๆ พวกเราก็ดูออกกันหมดแล้ว”

“ดูออกอะไร?”

“ว่าแกอยากจะเป็นเหมือนเลโอ หรือพวกนั้นไงล่ะ”

‘หืม?’

ในทางสาธารณะ เลโอและฉันไม่มีปฏิสัมพันธ์กันเลยสักนิด การอนุมานที่ไร้สาระนี้อาศัยเพียงแค่การตัดสินใจโดยพลการล้วน ๆ โดยไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดอะไรเลย

‘คงไม่อยากให้ใครก้าวขึ้นมาอยู่เหนือกว่าตัวเองสินะ’

ถึงแม้ฉันจะใช้เวทมนตร์ไม่ได้ แต่ถ้าฉันตั้งสติแล้วใช้ชีวิตอย่างถูกต้องเหมาะสม สักวันหนึ่งฉันก็อาจจะก้าวข้ามพวกมันไปได้ และสถานะทางสังคมของพวกมันก็อาจจะสั่นคลอนได้

ท้ายที่สุดแล้ว พวกมันก็ก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อขัดขวางไม่ให้ฉัน ‘เป็นปกติ’ ได้

“ในขณะที่แกพยายามทำเป็นคนปกติ เลโอก็ไปปราบปีศาจร้ายกับนักเวทคนอื่น ๆ แล้วนะเว้ย ถ้าแกอยากจะเป็นคนปกติ แกต้องทำให้ได้อย่างนั้นสิ ว่าไง?”

“นี่ คิดดูแล้ว เลโอ กับไอ้หมอนี่เรียนโรงเรียนเดียวกันได้ยังไงกันวะเนี่ย ระดับมันคนละเรื่องเลยนี่หว่า”

“แน่สิ ก็ไอ้หมอนี่มันใช้เวทมนตร์ไม่ได้นี่หว่า”

เสียงหัวเราะดังกระหึ่มก้องในหู

ฉันก้มหน้าลง กำมือแน่น เล็บจิกเข้าไปในเนื้อ

‘ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลย’

ไม่รู้เลยว่าตัวเองต้องเอาอย่างตัวเองยังไงกันแน่ ในชั่วขณะนั้นเอง ฉันโหยหาผมยาวที่เคยตัดทิ้งไปอย่างจับใจ ฉันไม่สามารถควบคุมสีหน้าตัวเองได้ เผลอถอนหายใจออกมาแล้วขมวดคิ้ว

“…ที่ฉันทำตัวไม่เจียมกะลาหัว ก็เพราะว่าหมอนั่นทำคุณประโยชน์ให้สังคมว่างั้นสินะ”

นักเรียนคนหนึ่งเบ้หน้าทำเหมือนสงสาร แล้วหัวเราะออกมาเบา ๆ เป็นระยะ

“เข้าใจถูกต้องแล้วนี่นา หัดเจียมตัวซะบ้าง แกมันน่าสงสารว่ะ แน่นอนว่าแกก็อยากจะเป็นเหมือนเลโอ แต่แกไม่มีวันตามทันเขาได้หรอกน่า เอาเวลาไป…”

ฉันโบกมือปัดอย่างรำคาญ

“เออ ๆ เข้าใจแล้ว ก็แค่บอกว่าให้ฉันใช้ชีวิตเหมือนเดิมใช่ไหม พวกนายพูดถูก ฉันอาจจะไม่มีความสามารถเทียบเท่าเลโอ”

“ไม่ใช่แค่ ‘อาจจะ’ แต่ ‘ไม่มี’ ต่างหาก”

“เออ ใช่ แต่ว่า…”

ฉันยิ้มแล้วพยักหน้าให้คำพูดนั้น

“ถึงอย่างนั้น ฉันก็ไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้หรอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าต้องมาฟังพวกนายพูดจาแบบนี้แล้ว ยิ่งไม่มีทางทำได้เลย”

“…ว่าไงนะ?”

นักเรียนคนนั้นขมวดคิ้วข่มขู่ ก้าวเข้ามาใกล้ฉันอีกก้าว

“ดูเหมือนจะยังไม่รู้ตัวสินะ”

“เฮ้ย ใจเย็น ๆ ดิ ที่นี่มันโล่ง เสียงมันก้อง อย่าให้มีเสียงดังไงวะ”

“ช่างเหอะ จะจบแล้วนี่”

มันสั่งให้นักเรียนคนอื่น ๆ ไปหยิบกระเป๋าของมันที่วางทิ้งไว้ไกล ๆ มาให้

“ในเมื่อแกอยากจะเปลี่ยนตัวเองขนาดนั้น ก็ช่วยไม่ได้สินะ งั้นก็พยายามเข้านะ แต่ว่า… พวกเราจะช่วยอะไรแกหน่อยก็แล้วกัน”

“ไม่น่าจะช่วยอะไรได้หรอก”

นักเรียนคนที่ยืนอยู่ข้างหลังมันมองขึ้นฟ้าแล้วถอนหายใจ

“ไอ้เวรนี่มันกวนประสาทจนหยดสุดท้ายจริง ๆ…”

“ช่างเหอะ ลูคัส อย่างที่แกก็รู้ พลังเวทมนตร์ของแกมันมาจากเลือดไม่ใช่เหรอไง?”

“ยังเชื่อเรื่องนั้นอยู่อีกเหรอ?”

“ช่วงแรก ๆ แกก็ยังพอใช้เวทมนตร์ได้อยู่นี่หว่า หลังจากนั้นก็เอาแต่ยืนโง่ ๆ อีกแล้ว… พวกเรารู้สึกเจ็บปวดใจขนาดไหนแกรู้บ้างไหมเนี่ย? นี่แกไม่กินเลือดอีกแล้วเหรอ หรือว่าแกใช้เวทมนตร์ไม่ได้เหมือนพวกเฟลโรมาคนอื่น ๆ กันแน่?”

“เสือกเรื่องชาวบ้านจริง ๆ”

“ไม่ใช่เสือกเว้ย แต่เป็นเพื่อนร่วมห้องที่หวังดีอยากจะเตือนแกต่างหาก”

“ไม่จำเป็น ฉันใช้เวทมนตร์ไม่ได้ ไม่ว่าพวกนายจะทำอะไรก็ตาม”

ฉันส่ายหน้า ตั้งใจจะจบเรื่องแค่นี้

ในวินาทีนั้นเอง นักเรียนสามคนที่ยืนอยู่รอบตัวมันก็คว้าแขนฉันไว้พร้อมกัน แรงเหวี่ยงทำให้ฉันเสียหลัก

“…!”

“ไม่จำเป็น? ตลกน่า ก็ไม่แน่หรอกนี่นา ใครจะไปรู้ถ้ายังไม่ได้ลองทำดู”

สถานการณ์ที่ไม่คาดคิดทำให้ฉันเม้มปากแน่น

‘ต้องใช้เวทมนตร์สลัดให้หลุดเหรอเนี่ย’

จริง ๆ แล้วฉันก็พอมีทางรับมืออยู่บ้าง ถึงจะใช้เวทมนตร์ไปก็คงไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร แค่ปล่อยพลังออกไปแล้วหุบปากพวกมันซะ?

ไม่เอาดีกว่า

ยังไงซะก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้เวทมนตร์ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

แต่ว่า…

‘ก็ต้องดูว่าพวกมันจะทำอะไรด้วย’

ถ้าแค่โดนซ้อมเบาะ ๆ ก็คงต้องรอดูท่าทีไปก่อน แต่ถ้าเกินกว่านั้นก็อีกเรื่อง

ในตอนนั้นเอง มันก็หัวเราะแล้วหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋า

“การที่บอกว่าใช้เวทมนตร์ไม่ได้ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนก็ช่าง มันหมายความว่ายังไงกัน พวกเราจะช่วยให้แกใช้ให้ได้เองก็แล้วกัน ก็แค่จะช่วยแกตามวิธีของพวกเราเอง ถ้าถึงขนาดนั้นแล้วเวทมนตร์ที่ออกมายังกาก ๆ อยู่ ก็คงเป็นกรรมของแกแล้วล่ะมั้ง”

มันพล่ามอะไรก็ไม่รู้แล้วหัวเราะคิกคัก ในมือถือวัตถุอะไรบางอย่างที่นิ่มเละ

ฉันขมวดคิ้ว มองวัตถุในมือมัน

“นี่มันอะไร…”

ในวินาทีที่ได้เห็นว่ามันคืออะไร ฉันก็พูดอะไรไม่ออก

สัตว์ตัวหนึ่งที่ดูเหมือนหนูก็ไม่เชิง กระต่ายก็ไม่เชิง ห้อยต่องแต่งอยู่ในมือของมัน

“ดูออกแล้วสินะ”

ฉันมองสัตว์ตัวนั้นด้วยสายตาฉงน

ทำไมต้องเอาสิ่งนี้มาด้วย? คงไม่ได้เอาสัตว์ประหลาดที่ดูไม่ออกว่าเป็นตัวอะไรนี่มาให้ฉันลองสังเกตหรอกมั้ง

ในชั่วขณะนั้นเอง สมมติฐานที่ไร้สาระก็แวบเข้ามาในหัว ฉันละสายตาจากหนูแล้วค่อย ๆ เลื่อนสายตาไปที่มัน

นักเรียนคนนั้นนั่งลงระดับสายตา แล้วยื่นหนูที่ห้อยต่องแต่งมาตรงหน้าฉันด้วยรอยยิ้มเหยียดหยาม

เสียงหัวเราะคิกคักของพวกที่จับแขนขาฉันดังแว่วเข้ามาในหู แต่ในไม่ช้าก็เลือนหายไปจากความรู้สึก

“กินซะ”

“……”

“พวกฉันอุตส่าห์จับมาให้แกอย่างดีเลยนะ พอดีเจอหนูวิ่งเพ่นพ่านอยู่ในทางเดินของหอพักพอดี”

มันเสียสติไปแล้วจริง ๆ คิดได้ยังไงถึงทำเรื่องแบบนี้กับคนอื่นได้กันนะ?

ดูจากสภาพแล้ว สัตว์ที่เหมือนหนูตัวนั้นก็ไม่ได้ปนเปื้อนอะไร สภาพเหมือนหนูที่จับมาจากที่ไหนสักแห่งจริง ๆ

ถึงสภาพจะดูสะอาดสะอ้าน แต่ก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ ไม่ว่าฉันจะจ้องมองมันนานแค่ไหน หนูตัวนั้นก็ไม่มีทีท่าว่าจะขยับเขยื้อน

“ไม่ได้ฆ่ามันหรอกนะ”

มันแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ยักไหล่แล้วยกมุมปากขึ้น

“แกต่างหากที่จะต้องฆ่ามัน เหมือนที่เคยทำเมื่อปีที่แล้วไงล่ะ”

“…เมื่อปีที่แล้ว? ตลกน่า พวกนายลืมไปแล้วเหรอว่าเรื่องไร้สาระที่พวกนายปล่อยข่าวลือกันมันเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ?”

“ยังไงซะมันก็เป็นเรื่องจริงไม่ใช่เหรอไง เปลี่ยนสีตาได้ค่อยมาพูด”

ข้ออ้างที่ว่าการดูดซับพลังเวทมนตร์ของคนอื่นจะทำให้สีพลังเวทมนตร์ของตัวเองเปลี่ยนเป็นสีแดงนั้นเป็นเพียงแค่เรื่องเหลวไหลของพวกเฟลโรมาเท่านั้น ฉันจ้องพวกมันเขม็งด้วยสายตาเย็นชา

นักเรียนคนนั้นยื่นหนูเข้ามาใกล้หน้าฉันเข้าไปอีก จนแทบจะประชิด

“ที่ฉันทำไปก็เพราะสงสารแกหรอกนะ คนเรามันต้องรู้จักเจียมตัวบ้าง ถึงจะไม่ต้องไปคาดหวังลม ๆ แล้ง ๆ คนที่ยอมแพ้แล้วยอมรับความจริงได้ก่อนต่างหากถึงจะเป็นคนที่ฉลาดที่สุด แต่ทำไมแกถึงไม่เข้าใจนะ?”

“พอทีเหอะน่า”

“ไม่เอา”

ในชั่วพริบตา มันก็คว้าขากรรไกรของฉันไว้ แรงกดจากน้ำหนักตัวถ่ายเทลงมาที่แขนที่ถูกจับตรึงไว้

“ทำไม กลัวเหรอว่าแกจะพิสูจน์ได้ว่าจริง ๆ แล้วแกใช้เวทมนตร์ไม่ได้? ไม่ต้องกังวลไปหรอกน่า ถ้ากินทั้งเป็น ๆ แบบนี้มันอาจจะไม่เหมือนเดิมก็ได้ ใครจะรู้ บางทีแกอาจจะใช้เวทมนตร์เก่งขึ้นมาก็ได้นะ”

“ถ้าทำได้จริงก็คงสนุกดี”

“อึก…!”

‘พวกบ้านี่มันบ้าไปแล้ว’

ไอ้พวกเวรนี่มันคิดจะยัดเยียดสิ่งนี้ให้ฉันกินจริง ๆ หัวใจของฉันเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง แรงเท้าของฉันกระทืบลงไปบนขาของนักเรียนคนหนึ่งที่กดทับขาฉันอยู่ ในระหว่างนั้นเอง อุณหภูมิร่างกายของสัตว์ตัวนั้นก็สัมผัสได้ถึงผิวหนังบริเวณริมฝีปากของฉัน

“บอกว่าจะช่วยให้แกใช้เวทมนตร์ได้ไงเล่า? ก็แค่จะลองพิสูจน์ข่าวลือที่ว่ากันนั่นดูเอง”

รอยยิ้มเหยียดหยามฉายชัดบนใบหน้าของนักเรียนคนนั้น

ในวินาทีนั้นเอง แสงสีแดงก็วาบขึ้นราวกับเปิดไฟ

คว้าาาาง!

“อ๊าก!”

“อะไรวะ?!”

นักเรียนคนนั้นร้องลั่น เอามือกุมใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นละออง แสงที่วาบขึ้นเมื่อครู่ยังคงติดตา ทำให้มองเห็นไม่ชัด แสงเวทมนตร์ที่กระเด็นไปโดนแขนขา ทำให้นักเรียนที่จับแขนฉันอยู่ร้องโอดโอยกลิ้งอยู่บนพื้น

ฉันสะบัดตัวหลุดออกมา พยายามปรับโฟกัสสายตาที่พร่ามัว สูดหายใจหอบถี่

“…ไม่รู้จริง ๆ ว่าใครกันแน่ที่เป็นพวกเฟลโรมาตัวปลอม ใครกันแน่ที่…”

“เมื่อกี้มันอะไรวะ?!”

“เมื่อกี้บอกว่าจะช่วยให้ใช้เวทมนตร์ได้ นี่คือวิธีช่วยของพวกแกเหรอ? ก็ได้ผลดีนี่หว่า ว่าไหม…”

ฉันหัวเราะเยาะตัวเอง พลางกอบดินและก้อนหินที่เกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นขึ้นมากำหนึ่ง

จากนั้นก็คว้าคอเสื้อนักเรียนที่ถือหนูไว้

“เงยหน้าขึ้นมานะ ก่อนที่ฉันจะเริ่มลงมือจริง ๆ แลกกับการอ้าปากพูดออกมาสักคำก็คงดี”

“อะ อะไร…”

นักเรียนคนนั้นมองหน้าฉันสลับกับดินในมือของฉันด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก สีหน้าของมันแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่เข้าใจว่าทำไมฉันถึงถือดินอยู่ในมือ

นักเรียนคนนั้นรีบหันไปมองเพื่อน ๆ รอบข้าง ฉันเหลือบตามองตามสายตาของมัน แล้วกดกรามของนักเรียนคนนั้นแรง ๆ แทบจะแหลกคามือ

“อย่าหลบสายตา มองมาที่ฉัน วันนี้พวกแกต้องกลับบ้านไปในฐานะมนุษย์ให้ได้นะ”

ตอนก่อน

จบบทที่ วิธีเอาชีวิตรอดในฐานะลูกชายคนที่สองของตระกูลขุนนางเวทมนตร์ (14)

ตอนถัดไป