วิธีเอาชีวิตรอดในฐานะลูกชายคนที่สองของตระกูลขุนนางเวทมนตร์ (15)

ฉันมองลงไปยังดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว แล้วพึมพำ

“ก็เหมาะกับพวกเราดีไม่ใช่เหรอ คนที่เกิดจากดินก็ต้องคืนสู่ดิน ลองแดกดินเข้าไป เผื่อจะหาความเป็นคนกลับคืนมาได้บ้าง”

“อึก อึบ…!”

“ไม่แน่ว่าอาจจะดีต่อแกนพลังเวทมนตร์ด้วยซ้ำ อย่างน้อยก็ดีกว่าหนูนั่นล่ะมั้ง ว่าไหม?”

มันดิ้นรนสุดชีวิต เท้าถีบเสื้อผ้าของฉัน ในขณะเดียวกัน แสงวาบก็แวบเข้ามาในหางตา

ควับ!

ฉันยกแขนขึ้นป้องกันเวทมนตร์ ดินที่กำไว้ในมือกระจายฟุ้งในอากาศ

นักเรียนคนหนึ่งยืนตะลึงค้าง เงื้อคทาเวทมนตร์ขึ้นแล้วตะโกน

“แก… แก… ใช้เวทมนตร์ได้นี่หว่า!”

“ตาฝาดไปเองมั้ง”

ฉันตอบอย่างง่าย ๆ แล้วยักไหล่ คนที่กำลังพูดจาไร้สาระถึงกับอึ้งไป พูดไม่ออก มองหน้าฉันอย่างไม่อยากจะเชื่อ

“ไอ้…!”

ในช่องว่างที่ฉันกำลังตอบคนอื่นอยู่นั้นเอง นักเรียนที่ฉันคว้าคอเสื้อไว้ก็เหวี่ยงคทาเวทมนตร์เข้าใส่

ควับ!

ฉันกางม่านพลังเวทมนตร์สะท้อนกลับไป การได้ฝึกฝนกับเลโอมาทำให้การโจมตีที่เต็มไปด้วยอารมณ์พวกนี้ดูไม่เหมือนการโจมตีเสียด้วยซ้ำ นักเรียนคนนั้นคงโดนเวทมนตร์ของตัวเองเล่นงาน ร้องลั่น เอามือกุมตา แล้วทรุดลงไปกองกับพื้น

“อ๊าก! เฮ้ย จัดการไอ้เวรนี่หน่อยดิ!”

“ก็กำลังทำอยู่นี่ไงเล่า!”

นักเรียนคนหนึ่งตะโกนตอบมาจากที่ไหนสักแห่ง

ฉันปัดป้องการโจมตี แล้วกวาดสายตาไปรอบ ๆ ย้ายสัตว์ที่ตกอยู่บนพื้นไปหลบไว้ในมุมที่ปลอดภัย

‘บอกว่า “กำลังทำอยู่” แต่ดูจากความง่ายในการรับมือแล้ว พลังศักดิ์สิทธิ์ของฉันคงใช้ได้ผลกับพวกนี้จริง ๆ นั่นแหละ’

ในจังหวะเดียวกัน นักเรียนคนหนึ่งก็กลืนน้ำลายลงคอ อัดเวทมนตร์ใส่ลูคัสอย่างไม่ยั้ง

‘ไม่ได้ผลเลยสักนิด’

มือที่กุมคทาเวทมนตร์ไว้เริ่มชื้นเหงื่อ

ไม่เข้าใจเลยว่าสถานการณ์มันพลิกผันมาเป็นแบบนี้ได้ยังไง ทั้ง ๆ ที่โดนรุมโจมตีพร้อมกันถึงสามคน แต่ทำไมม่านพลังถึงไม่มีทีท่าว่าจะพังทลายเลยสักนิด แถมการโจมตีที่หลุดรอดจากม่านพลังมาได้ ลูคัสก็ยังสามารถปล่อยเวทมนตร์ออกมาหักล้างด้วยพลังที่สูสีกัน ทำให้การโจมตีของพวกตนไร้ความหมายไปโดยสิ้นเชิง

ผัวะ!

นักเรียนคนนั้นโดนเวทมนตร์ของลูคัสเข้าไปเต็ม ๆ ถึงกับกระเด็นถอยหลัง

การที่ลูคัสใช้เวทมนตร์ได้ ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในโลกที่ไม่เป็นความจริง ความเจ็บปวดเมื่อครู่แทบจะเลือนหายไปจากความทรงจำ

‘ก็ใช่น่ะสิ แน่นอนว่าใช้เวทมนตร์ได้อยู่แล้ว’

เวทมนตร์ระดับเด็กหกขวบที่เคยเห็นในห้องเรียน คนที่เกิดในตระกูลที่มีบรรดาศักดิ์ต่อให้ต่ำต้อยแค่ไหนก็ยังใช้ได้ คนที่ก้าวข้ามไปมากกว่านั้นไม่ได้มีอยู่ 99.99% ก็เลยคิดไปเองว่าไอ้พวกนี้ก็คงเป็นพวกนั้น

แต่ทว่า…

‘ไม่คิดเลยว่ามันจะใช้เวทมนตร์ได้คล่องแคล่วขนาดนี้’

อัสคานิเอนเป็นตระกูลที่ทรงอิทธิพลด้านพลังเวทมนตร์เป็นอันดับต้น ๆ ของจักรวรรดิ ก็คงไม่แปลก

แต่ไอ้หมอนี่มันไม่ใช่คนของตระกูลอัสคานิเอนสักหน่อยนี่นา ก็เพราะแบบนั้นไง ถึงได้เข้ามาเรียนที่นี่ได้ด้วยระบบบริจาคที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์โรงเรียน

‘หรือว่ามันจะได้พลังเวทมนตร์มาจากการกินเลือดจริง ๆ …’

ถึงจะเป็นเฟลโรมาแต่ถ้าใช้เวทมนตร์ไม่ได้ ก็เป็นได้แค่พวกที่น่าสมเพชและน่าขยะแขยงเท่านั้น

อีกมุมหนึ่งก็เคยสงสัยว่าที่จริงแล้วมันอาจจะแค่แสร้งเป็นเฟลโรมาเพื่อปกป้องตัวเองไปอย่างนั้นเองหรือเปล่า

เพราะบางทีการเป็นที่หวาดกลัวอาจจะดีกว่าการถูกมองข้ามในฐานะตัวตนที่ไร้ค่า

แต่สถานการณ์ตอนนี้กลับทำลายสมมติฐานทั้งหมดที่เคยตั้งไว้จนหมดสิ้น

นักเรียนคนนั้นมองหน้าลูคัสท่ามกลางแสงเวทมนตร์ที่สาดส่องไปทั่วบริเวณ

ลูคัสแค่ขยับข้อมือไปมาเล็กน้อย ทำท่าทางเหมือนไม่พอใจกับสถานการณ์ตรงหน้า ซึ่งแตกต่างจากเพื่อนของมันที่กำลังคำรามลั่น วิ่งเข้าใส่ไม่ยั้ง

หวือ!

ลูคัสปัดเศษม่านพลังที่กระเด็นเฉียดข้างแก้มออกไปในอากาศ ถึงจะเสริมความแข็งแกร่งให้ม่านพลังแล้ว แต่พอโดนโจมตีใส่อย่างต่อเนื่องถึงสามคน แรงกระแทกก็ยังส่งมาถึงอย่างเลี่ยงไม่ได้

‘ถึงฝีมือจะห่วย แต่โดนรุมสามคนก็หนักไปหน่อยแฮะ’

ไม่อยากเสียเวลาไปมากกว่านี้ ชักจะเริ่มเก็บกวาดได้แล้ว

ลูคัสเหวี่ยงคทาเวทมนตร์เป็นแนวทแยงมุม ปัดนักเรียนสองคนที่อยู่ข้างหน้ากระเด็นไปด้านหลัง แล้วหันคทาเวทมนตร์แนวนอน เล็งไปที่นักเรียนที่เหลืออีกคน

“หือ?”

ยังไม่ทันจะจับต้นสายปลายเหตุได้ดี นักเรียนคนนั้นก็เสียหลักทรงตัว โลกหมุนคว้าง พอรู้สึกตัวอีกทีก็เห็นดินเปียกชื้นอยู่ครึ่งสายตา มือที่กุมคทาเวทมนตร์ไว้ก็โดนเวทมนตร์พันธนาการของลูคัสรัดเอาไว้เสียแล้ว

“…!”

“รับมือง่ายไปหน่อยหรือเปล่า? อย่างน้อยแค่นี้ก็ควรจะปัดป้องได้นะ”

ลูคัสหัวเราะเยาะนักเรียนที่เสียหลักล้มลงไปกองกับพื้น นักเรียนคนนั้นกรีดร้อง

“เฮ้ย ไอ้เวรนี่ก็ทำแบบเดียวกันกับมันเลย!”

“ตอนนี้สิ่งที่ต้องทำก่อนคือคลายเวทมนตร์พันธนาการก่อนไม่ใช่เหรอ…”

นักเรียนคนนั้นทำท่าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ กำลังจะตะโกนโวยวายอีกครั้ง แต่ลูคัสก็หัวเราะแห้ง ๆ แล้วเตะมันกระเด็นไป จากนั้นก็รีบหันไปปัดป้องการโจมตีที่ตามมาจากด้านหลัง

‘เข้าใจแล้วว่าทำไมพวกมันถึงยึดติดกับเรื่องลำดับชั้นนักหนา’

ก็เพราะมันไม่มีอะไรในกอไผ่นี่เอง

แค่ฉันที่ไม่ได้ออกกำลังกายมาเป็นสิบปี แถมเวทมนตร์ก็เพิ่งจะหัดเรียนมาได้แค่สองอาทิตย์ ยังสามารถเอาตัวรอดจากสถานการณ์แบบนี้ได้ ไอ้พวกนี้มันก็คงหมดสภาพแล้ว ต่อให้พลังเวทมนตร์จะต่างชั้นกันขนาดไหนก็เถอะ

ลูคัสปัดป้องการโจมตีของคนที่เหลืออีกสองคน พลางก้าวเท้าเข้าไปหานักเรียนพวกนั้น นักเรียนสองคนนั้นผงะ ก้าวถอยหลังแล้วร้องเสียงหลง

“ไอ้เวรนี่มันบ้าไปแล้วจริง ๆ นี่หว่า!? เฮ้ย?”

ลูคัสไม่พูดไม่จา เตะไหล่นักเรียนคนหนึ่งจนล้มคว่ำ แล้วพลิกตัวขึ้นคร่อม ส่วนการโจมตีจากด้านข้างก็แค่ใช้เวทมนตร์กดทับก็จัดการได้อยู่หมัด

นักเรียนที่โดนคร่อมอยู่พลิกหน้ากลับมา ร้องเสียงหลงอย่างร้อนรน

“เฮ้ย เฮ้ย! เอาจริงดิ! นี่มันก็เกินไปหน่อย…”

“เกินไปหน่อย?”

“อ๊าก!”

ลูคัสหักแขนของมันแล้วจับตรึงไว้

“ตอนกระทืบฉันติดกำแพง ทำไมไม่พูดว่า ‘เกินไปหน่อย’ บ้างวะ?”

“ฉัน… ฉันไม่ได้ทำนะ! มันทำต่างหาก!”

นักเรียนคนนั้นทำท่าทางเหมือนน้อยใจ ชี้ไม้ชี้มือไปที่นักเรียนที่เอามือกุมตาอยู่ไกล ๆ

‘…น่าสมเพชจริง ๆ …’

ลูคัสเห็นว่ามันไม่มีค่าพอที่จะเสียเวลาตอบโต้ จึงซัดเวทมนตร์ใส่มัน แล้วจัดการนักเรียนที่เหลืออีกคน

อาจเป็นเพราะเห็นสภาพเพื่อนที่พล่ามอะไรไม่เข้าเรื่องข้าง ๆ จนโดนซ้อมหนักกว่าเดิม คราวนี้มันเลยไม่มีปากมีเสียงอะไร

ลูคัสจัดการนักเรียนสองคนนั้นเสร็จก็ลุกขึ้นยืน

“เฮ้อ…”

ขัดขวางการเคลื่อนไหวของนักเรียนที่เหลือทั้งหมดเรียบร้อย ลูคัสเดินเข้าไปหานักเรียนคนที่พยายามยัดหนูใส่ปากของตนเมื่อครู่

นักเรียนคนนั้นกำคทาเวทมนตร์แน่นในมือข้างหนึ่ง อีกมือก็ยังคงปิดตาไว้

“เอาคทาเวทมนตร์มา”

“ไม่… ไม่เอา… โอ๊ย!”

ลูคัสกระทืบข้อมือของมัน แล้วแย่งคทาเวทมนตร์มาได้สำเร็จ มันทรุดลงไปกองกับพื้น เอามือกุมข้อมือไว้แล้วครวญคราง

ลูคัสหมุนคทาเวทมนตร์ไปมาในมือ แล้วเอ่ย

“ของดีนี่”

“อะ อะไร…”

“ก็แหงล่ะ ถ้าไม่มีฝีมือก็ต้องเอาเงินฟาดหัวถึงจะอยู่ที่นี่ได้”

นักเรียนคนนั้นคงรู้สึกขำขันกับคำพูดของเด็กทุนบริจาคอย่างตน ถึงกับอ้าปากค้างมองลูคัสอย่าง งงงัน แต่พอได้สติก็รีบโวยวาย

“ไอ้เวรนี่ ไม่เอาน่า?! ฉันจะแจ้งตำรวจข้อหาลักทรัพย์!”

“ห่วงเรื่องนั้น?”

ลูคัสยิ้ม เดินไปย่อตัวลงข้าง ๆ มัน

“สนุกไหมล่ะ?”

“อะ อะไร…”

“อ้อ ช่างเถอะ ฉันจะไปถามให้เสียเวลาทำไม ในเมื่อลงมือทำเองเร็วกว่า”

ลูคัสกำดินขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้นก็กระชากคอเสื้อของมัน ดึงให้เข้ามาใกล้

“กินซะ”

“……”

นักเรียนที่ล้มคว่ำอยู่รอบ ๆ ต่างก็ตัวแข็งทื่อ เฝ้าดูสถานการณ์ด้วยความหวาดผวา นักเรียนที่โดนจับคอเสื้อไว้ก็เช่นกัน ใบหน้าซีดเผือด

เมื่อเห็นว่ามันเอาแต่จ้องหน้า ไม่ยอมทำอะไรสักที มือของลูคัสก็กำแน่นขึ้น

“ฉันได้ใช้เวทมนตร์ก็เพราะพวกนายแท้ ๆ น่าจะให้โอกาสตอบแทนบุญคุณกันบ้าง”

“…จะให้กินเข้าไปได้ยังไงกัน?! พูดจาให้มันรู้เรื่องหน่อย”

“หนูน่ะกินได้?”

“……”

“ยังไง ๆ จะให้กินอะไรที่ดูสมเหตุสมผลกว่าหนูเป็น ๆ ก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย”

ลูคัสเหลือบไปมองสัตว์ปริศนาที่นอนแน่นิ่งอยู่ไกล ๆ แล้วยื่นดินไปตรงหน้ามัน

“จะให้ฉันต้องพูดซ้ำอีกกี่รอบกัน?”

มันสั่นเทิ้ม รีบคว้าแขนของลูคัสไว้แน่น

“เฮ้ย เฮ้ย พวกเราอย่าทำแบบนี้กันเลย…”

“แบบนี้?”

“ต่อจากนี้ไปพวกเราจะไม่แกล้งนายอีกแล้ว… เลิกกันแค่นี้เถอะนะ?”

“ไม่เอา”

ควับ!

ลูคัสพูดตามคำพูดของนักเรียนคนนั้นเมื่อครู่ แล้วกดหัวของมันลงพื้น

“ฮึก แค่ก…”

“ฉันมีอะไรอยากจะพูดเยอะแยะ แต่ให้ตายยังไงตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าจะพูดไปแล้วมันจะช่วยให้อะไรดีขึ้นมาได้บ้าง เอาเป็นว่าจำไว้แค่เรื่องเดียวก็พอ”

ลูคัสกระชากคอเสื้อนักเรียนคนนั้นขึ้นมาอีกครั้ง

“ถ้าไม่ทำตามที่ฉันบอก ฉันจะแจ้งเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นวันนี้ให้ตำรวจรู้ เวทมนตร์ที่ฉันใช้ก็แค่ป้องกันตัว ส่วนโรงเรียนก็คงกลัวเรื่องจะถึงหูพ่อของฉันจนต้องไล่พวกนายออก”

“……”

“ต้องให้ฉันพูดให้มากกว่านี้อีกเหรอไง?”

“เฮ้ย ถึงจะขยะแขยงแต่ก็ทน ๆ กินเข้าไปหน่อยไม่ได้รึไง! ไอ้เวร พวกเราก็ค่อยแจ้งตำรวจทีหลังก็ได้นี่หว่า!”

นักเรียนคนหนึ่งที่อยู่ไกลออกไปตะโกนเสียงดัง

คราวนี้เองที่มันได้สติ รีบคิดหาทางเอาตัวรอด

‘…แน่นอนว่าไม่ได้คิดถึงเรื่องแจ้งความเลยสักนิด’

คิดไปเองว่าไม่ว่าตนจะทำอะไร เจ้าตัวก็คงได้แต่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรมเหมือนเมื่อปีที่แล้ว ใครจะไปคิดว่ามันจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนได้ขนาดนี้

ถ้ามันแจ้งความจริง ๆ เรื่องอาจจะถึงขั้นโดนไล่ออกได้ และถ้าเป็นแบบนั้นจริง ๆ ก็คงไม่มีสิทธิ์ได้รับสืบทอดตำแหน่งบรรดาศักดิ์ที่ควรจะได้

สันหลังวาบ

อุตส่าห์ดิ้นรนเข้าโรงเรียนนี้มาแท้ ๆ

ยังไงก็ต้องไม่โดนไล่ออกเด็ดขาด

‘…หรือจะลองตีมึนไม่รู้ไม่ชี้ไปเลย?’

ไม่รอดแน่

สายตาของนักเรียนคนนั้นหันไปมองเพื่อน ๆ รอบข้าง

ถ้ามีใครสักคนในพวกนี้แปรพักตร์ เรื่องก็จบเห่กันตรงนี้ อาจจะยอมเปิดโปงทุกอย่างเพื่อแลกกับการไม่โดนไล่ออกก็ได้

‘หรือไม่ก็ฉันควรจะเป็นฝ่ายทำแบบนั้นก่อน?’

ก็มีปัญหาอีก

ไม่มีอะไรมารับประกันได้เลยว่าข้อเสนอแบบนั้นจะได้รับการตอบรับ 100% ถ้าฉันเป็นฝ่ายเริ่มเจรจาต่อรองก่อน ก็อาจจะเป็นการขุดหลุมฝังตัวเองแท้ ๆ

เอาจริง ๆ … ข้อเรียกร้องของมันก็ออกจะไร้สาระเกินมนุษย์มนา ถ้าเทียบกับเรื่องนี้ เรื่องป้องกันตัวก็น่าจะมีน้ำหนักมากกว่า

ถึงพวกเราจะเอาดินไปจ่อปากมันจริง แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้กลืนลงไปสักหน่อย แค่บอกว่าเป็นเรื่องล้อเล่น ก็อาจจะพอเอาตัวรอดไปได้

‘ถ้าโชคดี อาจจะพลิกสถานการณ์กลับมาเล่นงานมันต่อได้ด้วยซ้ำ?’

และถึงจะไม่อยากยอมรับ แต่ในสถานการณ์แบบนี้ก็มองไม่เห็นทางออกอื่น นอกจากการยอมทำตามที่มันบอกแต่โดยดี ในเมื่อมันใช้เวทมนตร์ได้แล้วจริง ๆ

ลูคัสสังเกตสีหน้านักเรียนคนนั้น แล้วเอียงคอเล็กน้อย

“กำลังใช้สมองหนักเลยนี่นา จะให้ฉันยัดดินใส่ปากแกเอง หรือจะยอมกินเองดี ๆ ?”

มุมปากของลูคัสยกขึ้นอย่างเยาะเย้ย

นักเรียนคนนั้นมองรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความน่าสะพรึงกลัวอย่างไม่เต็มใจนัก แล้วค่อย ๆ ยื่นหน้าเข้าไปหาดินในมือของลูคัส

เพื่อน ๆ รอบข้างต่างก็ถอนหายใจออกมา พลางเบ้หน้า

“โอย…”

“อ๊า ไอ้เวร ฉันทำไม่ได้จริง ๆ ว่ะ…”

‘ทีตอนสั่งให้ทำก็เอาใหญ่โต!’

ถึงฉันจะเป็นคนลงมือทำทุกอย่างเองก็จริง แต่ให้มาโดนรับเคราะห์กรรมอยู่คนเดียวแบบนี้มันก็ไม่ถูกนี่หว่า

ถ้าผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้เมื่อไหร่ ฉันจะจัดการลูคัสก่อน แล้วค่อยกลับมาซ้อมพวกปากว่ามือถึงพวกนี้ให้เข็ด

นักเรียนคนนั้นกัดฟันกรอด แตะลิ้นลงบนดิน

ลูคัสที่เฝ้ามองอยู่ถึงกับขมวดคิ้ว หัวเราะออกมา

“นี่… กินจริง ๆ เหรอเนี่ย”

“…!”

“คายออกมาเลย น่าขยะแขยงจนทนดูไม่ได้”

เมื่อเห็นสีหน้าเหรอหราของมัน ลูคัสก็หรี่ตาลง ถามด้วยสีหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อ

“ไม่ได้กลืนลงไปใช่ไหม? ยังไม่เห็นลูกกระเดือกขยับเลยนี่นา”

“เมื่อกี้แกบอกให้กิน…”

“ก็แค่พูดไปงั้น ๆ ใครมันจะกินของแบบนั้นลงวะ? วันนี้ที่กินมาทั้งหมดยังแทบจะพุ่งออกมาอยู่แล้ว… แกก็ใช่ย่อยนะเนี่ย”

ลูคัสหัวเราะในลำคอ พอมองเห็นสีหน้าเอ๋อ ๆ ของมัน ก็เลิกคิ้วขึ้น

“รสชาติเป็นไงบ้าง? ไหน ๆ ก็ลองชิมไปแล้ว บอกหน่อยสิว่ารสชาติมันเป็นยังไง”

“ไอ้เวรนี่…!”

นักเรียนคนนั้นเงื้อมือขึ้นชก ด้วยความโมโหเต็มพิกัดทำให้เล็งไม่แม่น เป็นการโจมตีที่หลบได้สบาย ๆ แต่ลูคัสก็แค่ขมวดคิ้วเล็กน้อย

ผัวะ!

“อึก…”

จริง ๆ แล้วไอ้หมอนี่มันควรจะต่อยตั้งแต่แรก

ถึงเวทมนตร์จะไม่ได้เรื่อง แต่เรื่องต่อยตีพอจะพึ่งพาได้อยู่บ้าง

ลูคัสขมวดคิ้ว เอามือกุมบริเวณดวงตา

ผิวหนังแสบร้อนเหมือนโดนมีดกรีด แล้วก็รู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมา ก่อนที่ความร้อนนั้นจะแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นยะเยือกในชั่วพริบตา เหมือนเอาน้ำแข็งมาประคบ

ความเจ็บปวดร้าวรานเหมือนผิวหนังฉีกขาด แต่ก็น่าเสียดายที่ผิวหนังของมนุษย์ไม่ได้ฉีกขาดง่ายขนาดนั้น จะหวังให้เป็นถึงขั้นนั้นคงยาก

‘แต่แค่นี้ก็น่าจะพอให้เป็นรอยฟกช้ำได้แล้วมั้ง’

ไม่รู้ว่าโดนตรงไหน หรือแรงมันเยอะเกินไป หัวถึงกับมึนตึง

‘นี่มันอันตรายเหมือนกันนะเนี่ย’

ไม่สิ ถึงจะโดนเต็ม ๆ ก็คงไม่ถึงขั้นนั้นมั้ง ถ้าโดนผิดตำแหน่งขนาดนั้นแล้วยังโดนเต็มแรงขนาดนี้ กระดูกคงหักไปแล้ว

ในจังหวะที่ลูคัสกำลังหลับตาลงเพื่อปรับภาพในหัวที่หมุนคว้าง นักเรียนคนนั้นก็คว้าคอเสื้อของลูคัสไว้ แล้วดึงแขนไปด้านหลังจนสุดแรง

ตอนนั้นเอง นักเรียนคนหนึ่งก็ร้องเสียงหลงอย่างร้อนรน

“เฮ้ย! อย่าทำร้ายมันนะ!”

เสียงตะโกนนั้นทำให้นักเรียนคนนั้นชะงัก

คราวนี้เองที่ลูคัสเริ่มสังเกตเห็นสีหน้าของมัน

“ทำไมหยุดล่ะ? ทำต่อสิ ซ้อมให้หายแค้นไปเลย”

ลูคัสหัวเราะออกมา มองเขม็ง

สถานการณ์ที่ถึงขั้นโดนซ้อมแล้วยังหัวเราะได้ ทำให้คำพูดของเลโอในวันที่ตนใช้เวทมนตร์ได้อย่างจริงจังเป็นครั้งแรกแวบเข้ามาในหัว แล้วก็อดขำออกมาไม่ได้

นักเรียนคนนั้นปล่อยคอเสื้อ แล้วผงะถอยหลัง

‘ทำไม ทำไมถึงหัวเราะ?’

คำพูดร้อนรนของเพื่อนที่บอกว่าอย่าทำร้ายมันดังก้องอยู่ในหัวอีกครั้ง

ต้องมีเหตุผลอะไรบางอย่างแน่ ๆ

จริงอยู่ที่คนเราอาจจะหัวเราะออกมาได้ในสถานการณ์ที่โดนทำร้าย แต่จะมีสักกี่คนกันบนโลกใบนี้ที่ทำแบบนั้นได้ เมื่อกี้ตอนที่ผลักไอ้หมอนี่ติดกำแพง หน้าตามันยังดูถมึงทึงอยู่เลย แต่ทำไมคราวนี้ถึง…

‘…หรือว่า’

ความคิดบางอย่างแวบเข้ามาในหัว ทำเอานักเรียนคนนั้นหน้าซีดเผือด

จากด้านหลัง นักเรียนคนนั้นก็ตะโกนออกมาสุดเสียงอีกครั้ง

“ไอ้เวรนั่นมันแกล้งทำเป็นโดนทำร้ายเพื่อจะไปทำทีเป็นเหยื่อทีหลังต่างหาก!”

“ไม่ใช่แกล้ง แต่เป็นเหยื่อจริง ๆ ต่างหาก”

ลูคัสเอามือกุมหัวที่ยังคงมึนงงไม่หาย แล้วพูด

“ฉันอุตส่าห์บอกไปแล้วว่าจะไม่แจ้งความ อย่าบอกนะว่านายจะบอกว่าเรื่องที่ฉันพูดเมื่อกี้ก็เป็นเรื่องล้อเล่นไปด้วย ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ๆ ฉันก็คงต้องแจ้งความแล้วมั้ง?”

“อะ อ้าว… ลูคัส คือว่า ฉัน…”

เมื่อเห็นมันทำท่าทางลุกลี้ลุกลน โบกไม้โบกมือ ลูคัสก็ยิ้ม แล้วส่ายหน้า

“รู้แล้ว เข้าใจผิดไปเองใช่ไหม นายก็แค่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ แล้วเผลอชกหน้าฉันไปทีนึง”

“…เดี๋ยวก่อน ใช่ ใช่แล้ว ที่จริง ฉันไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ สาบานได้!”

สีหน้าของนักเรียนคนนั้นกลับมาชุ่มชื่นขึ้นมาอีกครั้ง

“ถ้าอย่างนั้น…!”

“ขอบคุณนะที่เผลอทำพลาดไป เพราะมีร่องรอยหลักฐานให้เห็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน”

สีหน้าของนักเรียนคนนั้นถึงกับทรุดฮวบลงต่อหน้าต่อตา

ลูคัสส่งยิ้มอ่อนโยนให้มันอย่างเหมาะสม แล้วตบไหล่มันเบา ๆ

ตอนก่อน

จบบทที่ วิธีเอาชีวิตรอดในฐานะลูกชายคนที่สองของตระกูลขุนนางเวทมนตร์ (15)

ตอนถัดไป