วิธีเอาชีวิตรอดในฐานะลูกชายคนที่สองของตระกูลขุนนางเวทมนตร์ (16)
“น่าสมเพชสิ้นดี”
สีหน้าตลกขบขันแบบนั้น ต่อให้ควักเงินจ่ายก็ใช่ว่าจะได้เห็นกันง่าย ๆ
ผมจ้องมองใบหน้าของพวกมันอย่างพินิจพิเคราะห์ พลางเหลือบมองนาฬิกา
ตอนที่ถูกลากตัวมาที่นี่เป็นเวลาตีสามครึ่ง ตอนนี้ก็ปาเข้าไปเกือบตีห้าแล้ว
‘ถึงเวลาต้องปิดฉากแล้วสินะ’
ผมกวาดสายตาสำรวจรอบกายจนมั่นใจว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้ ก่อนจะคว้าไม้กายสิทธิ์ออกมาอย่างไม่รีรอ เล็งปลายกระบอกไปที่หน้าผากของแต่ละคน
จากนั้นก็ลงมือร่ายเวทมนตร์ออกมา พึมพำคาถาที่จำจนขึ้นใจแทบจะอ้วกออกมาเป็นคำพูด
―จงเข้าไปทางประตูแคบ
ถึงจะเป็นครั้งแรกที่ได้ลงมือใช้เวทมนตร์จริง ๆ แต่ด้วยคุณสมบัติศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกปรับแต่งมาอย่างสมบูรณ์แบบ ผลลัพธ์ที่ได้กลับทรงพลังเกินคาด
นักเรียนที่เมื่อครู่ยังยืนทำหน้าสิ้นหวังอยู่ตรงหน้าผม จู่ ๆ ก็ทำหน้างงเต็กราวกับไม่ประสีประสา ก่อนจะหมดสติล้มคว่ำคะมำลงไปข้างหน้า
ตุ้บ!
“…!”
“นี่ พวกแกทำบ้าอะไร…!”
ลูกกระจ๊อกที่ล้มกลิ้งอยู่แถวนั้นตะโกนลั่น ผมไม่เอ่ยปากตอบโต้ แต่กลับร่ายเวทมนตร์บทเดิมใส่มันจนเงียบกริบไปอีกคน
เวทมนตร์นี้ส่งผลโดยตรงต่อพลังเวทที่หล่อหลอมขึ้นเป็นสมอง ทำให้การรับรู้และความทรงจำในช่วงเวลาก่อนหน้าที่จะร่ายเวทมนตร์ถูกลบเลือนไปจนสิ้น
สิ่งที่ถูกลบล้างคือ ‘เวทมนตร์’
ไม่ว่าจะเป็นแสง สีแดง การเหยียดแขนออกไป หรือไม้กายสิทธิ์ ความทรงจำใด ๆ ที่สามารถตีความได้ว่าเป็นเวทมนตร์ ล้วนถูกกำจัดทิ้งทั้งหมด
แน่นอนว่าอาจมีความทรงจำอื่น ๆ ที่พลอยถูกลบไปด้วย หากเวทมนตร์ของผมถูกจัดว่าเป็นเหตุการณ์ชวนผวา ความทรงจำ ‘ชวนผวา’ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ทั้งหมดก็คงจะอันตรธานไปด้วยเช่นกัน
‘ไม่รู้ว่าพวกสมองกลวงนี่จะกลายเป็นพวกเอ๋อไปกว่าเดิมหรือเปล่า’
ผมสบถในใจพลางก้มลงมองพวกมันด้วยสายตาเย็นชา
อย่างไรก็ตาม ผมจงใจที่จะไม่ลบ ‘อารมณ์ความรู้สึก’ ออกไปด้วย
เพราะยังไงก็ต้องใช้ชีวิตวนเวียนอยู่ในพื้นที่เดียวกันต่อไป อย่างน้อยอารมณ์ความรู้สึกก็ควรจะยังคงแจ่มชัดอยู่บ้าง
‘จะไล่ตะเพิดออกไปก็ดีอยู่หรอกนะ แต่ว่า…’
หากเรื่องความอัปยศของ ‘ลูคัส อัสคานิเอน’ ที่ใช้ความรุนแรงไปถึงหูที่บ้าน ตระกูลก็คงต้องยื่นมือเข้ามาจัดการอย่างเสียไม่ได้ ปัญหาเล็กน้อยอาจบานปลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตระดับสาธารณะ
ดังนั้น สิ่งที่พอจะจัดการได้ในระดับของผม ก็ควรจะจบลงในระดับของผมเองจะดีกว่า
“อือ…”
การบงการจิตใจคนถึงสามคนในคราวเดียว เริ่มส่งผลให้ผมรู้สึกปวดแปลบขึ้นมาที่ขมับ
‘นี่มันต้องเพิ่มพลังจิต หรือต้องประเคนพละกำลังกันแน่นะ…’
เอาเถอะ อย่างไรก็ตาม การเร่งอัปค่าสถานะทุกอย่างให้สูงขึ้นโดยเร็วที่สุดคงเป็นทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้
‘ไหน ๆ ก็ไหน ๆ ลองเช็กคะแนนสักหน่อยดีกว่า’
ต้องลองคำนวณดูสักหน่อยว่าจะเอาพวกมันไปใช้งานอะไรต่อได้บ้าง
ผมเอ่ยปากเรียกหน้าต่างสถานะออกมา
ลูคัส เรเน่ อัสคานิเอน
ฉายา: นักล่าแห่ง ???
พละกำลัง: -3.4 (+0.1) [-0.4]
จิตใจ: -7.7 (+0.5)
พลังเวท: ?
ทักษะ: +1.015 [+4.015]
ภาพลักษณ์: -10
โชค: -6.485 (+0.5)
คุณลักษณะ: รุ่งอรุณ 777, พลังศักดิ์สิทธิ์
ผมเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย พลางพยักหน้าอย่างครุ่นคิด
แค่เหตุการณ์เมื่อเช้ามืดที่ผ่านมา ก็ทำให้ค่าพลังจิตของผมกระเตื้องขึ้นมาถึง 0.5 แต้ม
‘ก็ไม่เลวแฮะ’
จะมีใครหน้าไหนโผล่มาหาเรื่องอีกไหมนะ
ผมกลืนน้ำลายลงคอ พลางก้มลงไปสำรวจคะแนนทักษะอีกครั้ง
เหลืออีกแค่เดือนเดียวก็จะถึงสอบกลางภาคแล้ว
แต่สำหรับสถานการณ์ตอนนี้ที่ผมต้องเร่งเค้นศักยภาพเวทมนตร์ การสอบกลางภาคกลับกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางความก้าวหน้า เพราะไม่ได้มีแค่เวทมนตร์ แต่ยังมีวิชาพื้นฐานอีกสารพัดที่ต้องให้ความสำคัญ
‘ถึงอย่างนั้นก็ทิ้งผลประโยชน์ของการมีผลการเรียนดีไม่ได้’
ในฐานะนักเรียน คงไม่มีวิธีไหนที่จะสร้างเสริมภาพลักษณ์ที่ดีได้ง่ายและรวดเร็วไปกว่าการเป็นนักเรียนเรียนดีอีกแล้ว แค่ผลการเรียนพุ่งกระฉูด ความน่าเชื่อถือในคำพูดของผมก็จะทวีคูณขึ้นเป็นเงาตามตัว
บังเอิญเหลือเกินที่พี่ชายก็เคยเอ่ยปากกับผมว่า ‘ถ้าทำคะแนนให้ได้ถึงระดับค่าเฉลี่ยก็คงจะดี’ ไม่ใช่หรือไง
ดังนั้น…
‘มีประโยชน์กว่าที่คิดนี่นา’
ผมแสยะยิ้มออกมาพลางทอดสายตามองพวกมันด้วยความพึงพอใจ
“เวทมนตร์เจ๋งเป้งเลยนี่”
ทันใดนั้นเอง เสียงทุ้มต่ำก็ดังแทรกขึ้นมาจากที่ไหนสักแห่ง
ผมรีบเงยหน้าขึ้นแทบจะทันที
บนดาดฟ้าอาคาร มีใครบางคนกำลังยืนเท้าสะเอวมองลงมาที่ผม
ไม่ได้ตั้งใจจะให้รีบร้อนมาหาเรื่องกันถึงขนาดนี้สักหน่อย
เมื่อกี้ยังไม่เห็นมีใครโผล่มาแถวนี้เลยแท้ ๆ แต่ไม่รู้ว่าไอ้บ้านี่มันโผล่มาจากรูไหนกันนะ ถึงแม้ว่าผมจะตั้งใจใช้ชีวิตแบบแสร้งทำเป็นใช้เวทมนตร์ไม่ได้ไปอีกสักพักใหญ่ ๆ แต่ต่อให้มีคนรู้เห็นสักคนสองคนก็คงไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอะไรขนาดนั้น… หรือจะกำจัดทิ้งไปเลยดี
ในขณะที่ผมกำลังจะยกไม้กายสิทธิ์ขึ้นมา คน ๆ นั้นก็รีบโบกไม้โบกมือไปมา พลางตะโกนเสียงดังอย่างร้อนรน
“เดี๋ยว ๆ! ผมจะลงไปเดี๋ยวนี้!”
เขาท้าวแขนลงบนราวระเบียงดาดฟ้า จากนั้นก็รวบรวมพลังเวทไปประจุไว้ที่เรียวขา กระโดดลงจากที่สูงลงมายืนประจันหน้ากับผมบนพื้น
“ขอโทษที ผมน่าจะแนะนำตัวก่อน ผมชื่อนาร์เค ฟาร์เนเซ่ มาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และจะมาเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยนตั้งแต่อาทิตย์หน้าครับ”
นักเรียนแลกเปลี่ยน…งั้นเหรอ
ในเนื้อเรื่องเดิมของนิยายไม่เคยมีเรื่องราวทำนองนี้ปรากฏมาก่อน
อาจจะเป็นเนื้อหาปลีกย่อยที่ไม่สำคัญต่อการดำเนินเรื่องหลักจึงถูกตัดทอนออกไป หรือไม่ก็เนื้อเรื่องกำลังแปรผันไปจากเดิมตั้งแต่ตอนนี้แล้ว ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ในตอนนี้ความเป็นไปได้แรกดูจะมีน้ำหนักมากกว่า
แต่ก็ใช่ว่าจะมองข้ามความเป็นไปได้หลังไปเสียทีเดียว
ดังนั้น แทนที่จะลงมือลบความทรงจำของมันทิ้งไปในตอนนี้ ลองเปิดปากพูดคุยเพื่อหยั่งเชิงและเก็บเกี่ยวข้อมูลดูก่อนน่าจะเป็นประโยชน์กว่า
ผมทอดสายตาจับจ้องไปยังนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ดูท่าทางจะไม่มีทีท่าว่าจะยอมล่าถอยไปจากตรงนี้ง่าย ๆ พลางรอฟังสิ่งที่มันอยากจะพูดต่อ
“คุณชื่อลูคัสใช่ไหม? ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ ผมได้ยินเรื่องราวของคุณมากมายจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์เลยล่ะ”
“อืม ยินดีที่ได้รู้จัก”
ผมจ้องสำรวจใบหน้าของเขาอย่างละเอียด พลางเรียกหน้าต่างค่าความสัมพันธ์ออกมาตรวจสอบ
นาร์เค ฟาร์เนเซ่
ค่าความสัมพันธ์ +7
‘ค่าความสัมพันธ์เป็นบวก…งั้นเหรอ?’
ผมถึงกับต้องขยี้ตาตัวเองแล้วเรียกหน้าต่างค่าความสัมพันธ์ขึ้นมาตรวจสอบอีกครั้ง ตัวเลขก็ยังคงยืนยันคำตอบเดิม
เป็นตัวเลขที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ได้ยินเรื่องราวของผมมากมายจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์แล้วค่าความสัมพันธ์ออกมาเป็นบวกขนาดนี้เนี่ยนะ?
‘เขาไปได้ยินเรื่องอะไรของฉันมากันแน่เนี่ย…’
ในขณะที่ผมเอาแต่จ้องมองหน้าเขาอย่างเงียบงัน อีกฝ่ายก็คงจะรู้สึกประดักประเดิดขึ้นมาบ้าง เลยเบือนหน้าหนีไปทางอื่น พลางเอ่ยปากพูดขึ้น
“ว่าแต่เมื่อกี้ผมกำลังหัวเสียพอดีเลยครับ แต่คุณจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยหมดจดเลย ผมรู้สึกโล่งอกขึ้นเยอะเลย ขอบคุณมากนะครับ สัตว์เลี้ยงที่พวกเพื่อนคุณเอามาด้วยน่ะ จริง ๆ แล้วเป็นสัตว์เลี้ยงของผมเองครับ”
“อย่างนั้นเหรอ”
ผมยื่นสัตว์เลี้ยงที่ยังอุ้มอยู่ในมือให้เขา
“ครับ ผมผูกพันกับมันมาก เพราะแทบจะไม่มีใครให้พึ่งพิงได้นอกจากมัน พอเห็นมันหายตัวไปก็ตกใจแทบแย่”
เขาเอามือไปทาบทาบบริเวณหัวใจของสัตว์เลี้ยง ก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก หลังจากนั้นมันก็หยิบไม้กายสิทธิ์ออกมาจากย่าม
“บอกตามตรงว่าผมยังรู้สึกขุ่นเคืองอยู่บ้างนะครับ… แต่จะให้เอาเรื่องนี้ไปแจ้งทางโรงเรียนก็คงจะไม่เหมาะ”
“ทำไมล่ะ?”
“ก็ถ้าขืนบอกไป มันก็จะเท่ากับว่าเป็นการเปิดโปงว่าคุณใช้เวทมนตร์ป้องกันตัวนี่ครับ แบบนั้นมันไม่ดีแน่ ๆ ผมเลยคิดว่าจะใช้วิธีอื่นสั่งสอนพวกมันแทน”
ทันทีที่พูดจบ เขาก็ฉีกยิ้มกว้างออกมา ก่อนจะสะบัดไม้กายสิทธิ์ในมือเบา ๆ จากนั้นก็เริ่มบริกรรมเวทมนตร์บทเดิมซ้ำลงไปบนร่างของลูกกระจ๊อกที่นอนสลบอยู่
‘อืม… เอาแล้วไง’
เห็นไหมล่ะ
‘ถ้าบอกว่าคุณใช้เวทมนตร์ป้องกันตัว มันจะไม่ดีแน่ ๆ’ งั้นเหรอ?
ผมยกยิ้มมุมปาก พลางจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
ใช่ ตั้งแต่เห็นค่าความสัมพันธ์เป็นบวกแบบผิดวิสัยนั่นแล้ว ผมก็พอจะเดาออกลาง ๆ แล้วล่ะ
สมควรแก่การจับตาดูอย่างใกล้ชิด
ต้องสืบให้รู้ให้ได้ว่าไอ้หมอนี่มันเป็นใครกันแน่
‘หน้าต่างสถานะ’
ติ๊ง!
แต่ทว่า ในเสี้ยววินาทีนั้น สิ่งที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าผมกลับไม่ใช่หน้าต่างสถานะที่คุ้นเคย
ผมขมวดคิ้วเข้าหากัน พลางกวาดสายตาไล่อ่านข้อความที่ปรากฏขึ้นทีละตัวอักษร
〈 บทที่ 3 หยดน้ำที่ไม่หยุดหย่อน ย่อมกัดกร่อนหินผาได้ (1) 〉
ข้อเสนอที่ 1: จงเลือกทางเลือกที่ดีที่สุด (0/1)
- เส้นทางที่ 1 ― 〈ข้อเสนอที่ 2 〉
- เส้นทางที่ 2 ― 〈บทที่ 4 ช้าหน่อยก็ยังดีกว่าไม่ไปไหนเลย 〉
‘ทางเลือกที่ดีที่สุด’
มาอีกแล้ว
ถ้าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้ ก็คงจะหมายถึง…
การตัดสินใจว่าจะวางตัวต่อไอ้หมอนี่อย่างไร
จะตีซี้เป็นพวกเดียวกัน หรือจะรักษาระยะห่างและเตรียมพร้อมรับมือกับมัน
แต่ทว่า คราวนี้ไม่ว่าผมจะเลือกเส้นทางไหนก็ไม่มีเส้นทางที่นำไปสู่ความตายปรากฏขึ้นมาให้เห็น นั่นก็แปลว่าไม่ว่าผมจะเลือกทางไหนก็คงจะไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายสินะ
ผมประสานสายตาเข้ากับมัน พลางเอ่ยปากเรียกหน้าต่างสถานะออกมาอีกครั้ง
‘หน้าต่างสถานะ’
นาร์เค ฟาร์เนเซ่
ค่าความสัมพันธ์ +7
ฉายา: ?
พละกำลัง: +8
จิตใจ: +9
พลังเวท: +10
ทักษะ: +7
ภาพลักษณ์: ?
โชค: +4
คุณลักษณะ: พลังศักดิ์สิทธิ์, ญาณทิพย์ (Lv.1), ปัญญาญาณ (Lv.2)
‘…หือ?’
ความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามาในอกผมมันช่างคลับคล้ายคลับคลา เหมือนตอนที่ได้เห็นหน้าต่างสถานะของเลโอไม่มีผิดเพี้ยน
อายุแค่นี้ ทำไมค่าสถานะถึงได้สูงลิ่วขนาดนี้
ผมกวาดสายตาสำรวจค่าสถานะอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเพ่งความสนใจไปที่คุณลักษณะ
‘คุณลักษณะ ปัญญาญาณ’
ปัญญาญาณ Lv.2
― ระดับต่อไป: 3.0 แต้ม
*พรจากพระเจ้า
เขาใช้คุณลักษณะปัญญาญาณในการล่วงรู้ว่าผมไม่ควรใช้เวทมนตร์อย่างนั้นเหรอ
เป็นคุณลักษณะที่น่าสนใจไม่หยอก
ไม่สิ จะบอกว่าน่าสนใจอย่างเดียวยังน้อยไปด้วยซ้ำ
ถ้ามีโอกาส ผมก็อยากจะได้คุณลักษณะแบบนี้มาครอบครองบ้าง
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเขามีญาณทิพย์ด้วยล่ะก็…
ญาณทิพย์ Lv.1
― ระดับต่อไป: 2.0 แต้ม
*พรจากพระเจ้า
ผมยกยิ้มเยาะตัวเอง
ทางเลือกที่ดีที่สุด…งั้นเหรอ
แน่นอนว่าต้องตีซี้เป็นพวกเดียวกันอยู่แล้วสิ
ใครบอกว่าการตีซี้เป็นพวกเดียวกันแล้วจะประมาทเลินเล่อไม่ได้กันล่ะ?
ของมันแน่อยู่แล้วว่าเป้าหมายที่เราควรจะจับตาดูอย่างใกล้ชิดที่สุด ก็ควรจะอยู่ในสายตาของเราตลอดเวลานั่นแหละ
ติ๊ง!
ขอแสดงความยินดีด้วย!
‘ข้อเสนอที่ 1: จงเลือกทางเลือกที่ดีที่สุด’ สำเร็จ!
ยืนยัน ‘เส้นทางที่ 1 — 〈 ข้อเสนอที่ 2 〉’
ผมไม่รอช้ารีบเรียกหน้าต่างรุ่งอรุณขึ้นมาตรวจสอบในทันที
รุ่งอรุณ 777
― วันสิ้นโลก ‘บทที่ X ความตาย’ อีก 757 วัน 5 ชั่วโมง 1 นาที 35 วินาที
― ความเป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนแปลง: 6.4% (+1.0%)
จากการตัดสินใจในครั้งนี้ ความเป็นไปได้ที่จะรอดชีวิตเพิ่มขึ้น 1%
ครั้งสุดท้ายที่ผมตรวจสอบคือ 5.3% นี่นา… หรือว่าก่อนหน้านี้มันจะเพิ่มขึ้นมา 0.1% แล้วนะ
เอาเถอะ อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจในครั้งนี้ก็ไม่ใช่การตัดสินใจที่ส่งผลเสียต่อตัวผม
จากตำแหน่งที่มองเห็นเขาได้ชัดเจนที่สุด คอยจับตาดูว่าเขาว่าจะขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไปก็แล้วกัน
“แค่นี้ก็น่าจะพอแล้วมั้ง”
ในที่สุดเขาก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พลางเก็บไม้กายสิทธิ์กลับเข้าไปเหน็บไว้ที่เอว
“เมื่อกี้ทำอะไรไปเหรอ?”
“ก็แค่… ทำอะไรสักอย่างที่คล้าย ๆ กับพลังศักดิ์สิทธิ์ที่คุณใช้เมื่อกี้นั่นแหละครับ ไม่น่าจะมีใครจับสังเกตได้หรอก”
มันฉีกยิ้มกว้างออกมาอย่างสบายใจ
หมอนี่ก็ใช้พลังจิตบงการจิตใจคนอื่นเป็นเหมือนกันนี่นา
ใช่ คงจะไม่มีใครจับสังเกตได้หรอก ผมมองไปยังใบหน้าของเขาที่กำลังฉีกยิ้มอย่างไม่ถือสา ก่อนจะฝืนยิ้มตอบไปบาง ๆ จากนั้นเขาก็หันไปมองลูกกระจ๊อกที่นอนสลบอยู่ พลางเอ่ยปากถามขึ้น
“ผมไม่ติดใจอะไรแล้วครับ จะให้เรื่องนี้จบลงตรงนี้เลยผมก็โอเค แต่ดูเหมือนว่าคุณจะโดนซ้อมมาไม่น้อยเลยนี่ครับ คุณคิดจะปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านเลยไปจริง ๆ เหรอครับ?”
“เปล่า”
ผมทอดสายตามองใบหน้าของพวกที่ยังคงหลับสนิท พลางพึมพำตอบกลับไปเสียงเบา
“ไม่มีทาง”
ในเมื่อโอกาสทองลอยมาอยู่ในมือถึงที่ จะไม่คว้าเอาไว้ใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่าก็คงจะน่าเสียดายแย่
“อ….”
เสียงนกร้องอันไพเราะประสานเข้ากับเสียงพูดคุยของเหล่านักเรียนที่ดังแว่วมาจากที่ไกล ๆ แสงแดดอบอุ่นสาดส่องลงมากระทบผิวกาย สายลมเย็นสบายพัดโชยมาสัมผัสผิวกายอย่างอ่อนโยน
นักเรียนค่อย ๆ ปรือตาขึ้นช้า ๆ ก่อนจะรีบหลับตาลงอีกครั้ง เป็นสถานการณ์ที่ชวนให้เคลิบเคลิ้มหลับใหลจนไม่อยากจะตื่นขึ้นมา
‘อืม… อือ?’
สายลม? พัดโชยมาสัมผัสผิวกาย?
นักเรียนรีบลืมตาขึ้นโพลง
“…!”
สถานที่ที่ตัวเองนอนแผ่อยู่คือลานกว้างที่เคยใช้เรียกตัวลูคัสออกมา
นักเรียนรีบลุกขึ้นนั่ง พลางใช้เท้าเขี่ยเพื่อนที่นอนแผ่อยู่ข้าง ๆ
“เฮ้ย! ลุกขึ้นมาได้แล้ว!”
“โอ๊ย!”
“อืออ…”
“เมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้นวะ?!”
ตั้งใจจะเรียกตัวลูคัสออกมาสั่งสอนแท้ ๆ แต่กลับกลายเป็นว่าพวกตัวเองมัวแต่นอนหลับเอาแรงไปเสียได้ ต่อให้พยายามนึกทบทวนความทรงจำในหัวสมองก็ยังคงขาวโพลน
แต่ยังดีที่พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวในหัวสมองได้ราง ๆ อยู่บ้าง
‘…เหมือนว่าจะเคยเลียดินกินดินเข้าไปเลยนี่หว่า’
คงไม่ใช่หรอกมั้ง?
นักเรียนทำหน้าเหมือนคนจะตายพลางเบะปากจะอ้วก
ตอนแรกก็นึกว่าตัวเองคิดฟุ้งซ่านไปเองคนเดียวเสียอีก แต่พอรู้สึกถึงรสเค็มปร่าที่ปลายลิ้นก็ยิ่งรู้สึกขยะแขยงขึ้นมาจับใจ
‘…ไม่จริงมั้ง ไม่จริงใช่ไหม’
แล้วก็… จำได้ว่าเคยโดนลูคัสกระชากคอเสื้อ
แล้วก็ภาพที่เพื่อน ๆ ล้มกองอยู่กับพื้น
พอพยายามจะนึกทบทวนเรื่องราวให้ละเอียดกว่านี้ ความคิดในหัวก็พลันดับวูบลงไปในทันที
แต่ถึงกระนั้น บทสรุปก็ยังคงชัดเจนแจ่มแจ้งอยู่ดี
เมื่อลองประมวลผลจากความทรงจำที่ยังพอเหลือรอดอยู่บ้าง ก็สรุปได้ว่านี่มัน…
‘พวกเราโดนอัดน่วมแบบหมดสภาพ สู้ไม่ได้เลยสักนิด…งั้นเหรอ?’
พอคิดถึงชื่อของลูคัส ความรู้สึกต่อต้านและหวาดผวาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยก็พลันถาโถมเข้ามาในอก
ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกว่าไม่ควรเข้าไปข้องเกี่ยวกับมันอีกต่อไปแล้ว ไม่อยากจะข้องเกี่ยวอีกแล้วจริง ๆ ถึงจะไม่รู้เหตุผลก็เถอะ แต่ในใจกลับร่ำร้องอยากจะย้อนเวลากลับไปก่อนที่จะเรียกตัวมันออกมาเสียด้วยซ้ำ
ถึงขนาดที่ว่ามีความคิดมุ่งมั่นที่จะต้องปิดปากลูคัสให้ได้ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม
ถ้าเป็นขนาดนี้… ก็คงจะฟันธงได้เลยว่าพวกเราโดนลูคัสเล่นงานจนหมดสภาพ สู้ไม่ได้เลยสักนิดจริง ๆ นั่นแหละ
เพื่อนคนหนึ่งที่คงจะประมวลผลออกมาได้ข้อสรุปแบบเดียวกันแล้วเช่นกัน ได้แต่นั่งเหม่อมองไปยังที่ว่างเปล่า พลางพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงหมดอาลัยตายอยาก
“…พวกเราแพ้…ให้ไอ้ห่วยที่ใช้เวทมนตร์ไม่เป็นอย่างนั้นเหรอ?”
“……”
บรรยากาศในกลุ่มพลันจมดิ่งลงสู่ความเงียบงัน
“ไม่… ไม่น่าจะเป็นไปได้น่า พวกเราสามคนจะแพ้ให้คนธรรมดา ๆ ได้ยังไง มันต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ ๆ มันเกิดอะไรขึ้นวะ? เฮ้ย ไอ้ฉลาดน้อย นายพอจะจำอะไรได้บ้างไหม?”
“จะไปฉลาดอะไรกันวะ?! นายลืมไปแล้วเหรอว่าปีที่แล้วฉันสอบได้ที่ 36 ของห้อง?”
“ก็ยังดีกว่าพวกฉันไม่ใช่หรือไง? ฉันจำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง!”
ในขณะที่พวกมันกำลังโต้เถียงกันอยู่นั่นเอง นักเรียนอีกคนก็รีบยกมือขึ้นปราม
“เงียบก่อนน่า นี่มันไม่ใช่ปัญหาเรื่องผลการเรียนสักหน่อย ประเด็นคือพวกเราเรียกตัวลูคัสออกมา แล้วนายก็เป็นคนผลักมันไปกระแทกกำแพง แล้วก็นะ จะยัดเยียดหนูเน่าให้มันกินด้วยนี่หว่า หลังจากนั้นก็…”
“……”
“ก็จำความอะไรไม่ได้อีกเลย จำได้แค่ว่าตื่นมาก็เห็นพวกเรานอนแผ่หลาอยู่กับพื้นแล้ว แล้วดูจากรอยเท้าที่เปื้อนอยู่บนเสื้อนักเรียนของนาย ก็ดูเหมือนว่าพวกเราจะโดนลูคัสกระทืบมาด้วยซ้ำ…”
สีหน้าของเหล่านักเรียนพลันมืดครึ้มลงกว่าเดิม
“พวกแกจำได้ไหมว่ามันใช้เวทมนตร์ใส่พวกเรา?”
“ถ้ามันใช้เวทมนตร์จริง ๆ พวกเราก็คงจะจำได้แล้วสิ ไม่ต้องใครอื่นไกล แค่ลูคัสก็ใช่ว่าจะใช้เวทมนตร์เป็นเสียเมื่อไหร่ ยิ่งต้องจำให้แม่นยำกว่าเดิมอีกไม่ใช่หรือไง?”
“นั่นสินะ? แล้วก็… หลังจากนั้นพวกเราก็น่าจะสลบไปแล้ว จำอะไรไม่ได้อีกเลย”
ความเงียบปกคลุมไปทั่วบริเวณอีกครั้ง
นักเรียนคนหนึ่งที่นั่งกอดเข่าอยู่กับพื้นอย่างหมดแรง เอ่ยปากถามขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“หรือว่า… เวทมนตร์ของพวกเรามันจะห่วยแตกขนาดนั้นเลยเหรอ? ถึงขนาดที่ว่าคนธรรมดา ๆ จะใช้แค่หมัดเปล่า ๆ ก็ทลายลงได้ง่าย ๆ เลยอย่างนั้นเหรอ?”
ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากปฏิเสธออกมาสักคน เพราะทุกคนที่อยู่ในที่แห่งนี้ล้วนแล้วแต่เป็นนักเรียนที่สอบเข้ามาแบบเส้นยาแดงผ่าแปดทั้งนั้น ถ้าจะให้เอาความสามารถมาเป็นเดิมพัน ก็คงจะไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกไปได้เต็มปากเต็มคำนัก
ในตอนนั้นเอง นักเรียนคนหนึ่งก็ส่ายหน้าอย่างหนักแน่น
“ได้สติกันหน่อย พวกเราไม่ได้ลงมือทำร้ายมันสักหน่อย พวกนายลืมไปแล้วเหรอว่าพวกเราแค่ตั้งใจจะขู่ข่มขวัญมันเฉย ๆ ไม่ได้คิดจะทำร้ายมันจริง ๆ สักหน่อย”
เมื่อได้ยินดังนั้น เหล่านักเรียนก็พลันหันมาสบตากันไปมา นักเรียนอีกคนจึงเอ่ยปากเร่งเร้า
“พูดให้มันเคลียร์กว่านี้หน่อย”
“พวกเราทำอะไรลงไปบ้าง? แค่เขียนโน้ตแบบกำกวม ๆ แล้วก็ไม่ได้ยัดเยียดอะไรให้มันกินจริง ๆ จัง ๆ แถมคนที่รู้ว่าพวกเราเป็นคนเรียกตัวมันออกมาก็มีแค่ไอ้เด็กปี 1 คนนั้นไม่ใช่หรือไง แถมมันก็ยังหันหลังกลับไปแทบจะในทันทีก่อนที่พวกเราจะได้ลงมือทำอะไรด้วยซ้ำ”
นักเรียนคนนั้นกวาดสายตามองไปยังเพื่อน ๆ ที่กำลังตั้งใจฟังสิ่งที่ตัวเองพูด ก่อนจะเอ่ยปากพูดต่อ
“พูดง่าย ๆ ก็คือต่อให้ลูคัสเอาเรื่องนี้ไปแจ้งความ พวกเราก็ไม่มีหลักฐานอะไรที่จะเอาผิดพวกเราได้เลยสักอย่าง พวกนายไม่เห็นจะต้องกลัวจนตัวสั่นกันขนาดนั้นเลยสักนิด”
“…ก็จริงของนายแฮะ ถ้าอย่างนั้นพวกเราแจ้งความลูคัสกลับก่อนจะเป็นยังไง? ถ้าโชคดีอาจจะพลิกสถานการณ์กลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบก็ได้นะ”
“ไม่เอาด้วยคนอันตรายเกินไป หลักฐานเอาผิดพวกเรามันก็มีแค่รอยเท้าที่เปื้อนอยู่บนหลังนั่นแหละ แถมพวกเราก็ดันไปเหยียบเสื้อแจ็กเก็ตของมันอีก แบบนี้มันก็เท่ากับว่าพวกเราไม่ได้ขาวสะอาดบริสุทธิ์ผุดผ่องอะไรขนาดนั้น ทางที่ดีที่สุดก็คือหุบปากเงียบเอาไว้จะดีกว่า”
อีกอย่าง ต่อให้แจ้งความไปก็ใช่ว่าพวกมันจะเสียเปรียบอะไร
ลองคิดดูสิว่ามันเล่นงานพวกเราจนสลบเหมือดแล้วชิ่งหนีไปคนเดียวแบบนั้น ใครกันแน่ที่จะอยู่ในสถานะที่น่ากระอักกระอ่วนใจมากกว่ากัน
ถึงแม้ว่าการเปิดโปงเรื่องนี้ออกไปก่อนจะเป็นไพ่ตายที่เสี่ยงอันตรายเกินไปสักหน่อย แต่ถ้าอีกฝ่ายเป็นฝ่ายเริ่มเปิดเกมรุกใส่พวกมันก่อน ไพ่ใบนี้ก็อาจจะกลายเป็นไพ่ตายที่พลิกสถานการณ์กลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบได้ในทันที
ถึงแม้ว่าการพ่ายแพ้ให้กับไอ้ห่วยที่ใช้เวทมนตร์ไม่เป็นจะทำให้พวกมันเสื่อมเสียชื่อเสียงไปบ้าง แต่ตอนนี้เรื่องชื่อเสียงมันสำคัญที่ไหนกัน
ขอแค่รอดพ้นจากการถูกไล่ออกก็พอแล้ว
ขอแค่ไม่โดนไล่ออกก็พอ
นักเรียนคนนั้นฝืนยิ้มออกมาอย่างสุดกำลัง
‘ซวย… ซวยบรรลัยแล้ว’
ท่าทางจะไม่รอดพ้นจากการถูกไล่ออกเสียแล้ว
นักเรียนเบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึงกับภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า พลางรีบกวาดสายตาไปทั่วห้องเรียน
“อะไรวะนั่น?”
เลโอที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามห้องเรียนพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงเหลือเชื่อราวกับคนเสียสติ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เอ่ยปากออกมาเป็นคำพูด แต่ปฏิกิริยาของนักเรียนคนอื่น ๆ ก็แทบจะไม่แตกต่างกัน
“เมื่อวานพวกเราไม่ได้ทำร้ายมันสักหน่อยนี่หว่า…!”
เพื่อนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ รีบกระซิบกระซาบบอกด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“ก็แค่ทิ้งมันเอาไว้ตรงนั้น แต่ไม่นึกว่ามันจะลุกขึ้นมาแล้วกลับมาเรียนได้หน้าตาเฉิบแบบนี้”
ลูคัสล้วงมือล้วงกระเป๋ากางเกง พลางเดินเฉียดไหล่พวกมันผ่านไป ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะเยาะออกมาเบา ๆ
นักเรียนรู้สึกราวกับว่าดวงตาทั้งสองข้างกำลังพร่ามัวลงเรื่อย ๆ พลางพยายามเบือนหน้าหนีจากสายตาของลูคัสอย่างสุดกำลัง
บนใบหน้าของลูคัสปรากฏรอยฟกช้ำดำเขียวอย่างเห็นได้ชัด ถึงแม้ว่าจะพยายามใช้เทปสำหรับทางการแพทย์ปิดบังเอาไว้แล้วก็ตาม แต่แค่สภาพโดยรวมก็บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าเมื่อคืนที่ผ่านมาคงจะมีการลงไม้ลงมือกันอย่างรุนแรง
เมื่อวานซืนยังเห็นหน้าตามันสดใสซาบซ่าอยู่เลยแท้ ๆ ไหงวันนี้ถึงได้มีสภาพเหมือนโดนกระทืบปางตายมาจากที่ไหนกันได้เล่า?
ส่วนใครที่เป็นคนลงมือทำร้ายมันก็คงจะไม่ต้องสืบสาวให้เสียเวลา
เหงื่อเย็นเยียบเริ่มผุดพรายขึ้นมาตามผิวกาย ความคิดในหัวสมองตีรวนกันจนมึนงงกับหลักฐานการใช้ความรุนแรงในโรงเรียนที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าอย่างชัดเจน
‘มะ ไม่ ไม่ ไม่ได้ลงมือทำร้ายมันให้สาหัสขนาดนี้สักหน่อยนี่หว่า พวกเราเนี่ยนะ? บ้าไปแล้วรึไง…’
“เฮ้”
ลูคัสที่เดินเอากระเป๋านักเรียนไปวางไว้ที่โต๊ะเรียนแล้วก็เดินกลับมาหาพวกมันอีกครั้ง พลันเอื้อมมือมาแตะไหล่ของนักเรียนคนนั้น
ภาพตรงหน้าพลันสั่นไหวอย่างบ้าคลั่ง นักเรียนค่อย ๆ หันหน้าไปมองตามแรงสัมผัสอย่างเชื่องช้า
ลูคัสที่กำลังก้มหน้าลงมามองพวกเขาอยู่ ประสานสายตาเข้ากับนักเรียน ก่อนจะฉีกยิ้มออกมาอย่างมีเลศนัย