วิธีเอาชีวิตรอดในฐานะลูกชายคนที่สองของตระกูลขุนนางเวทมนตร์ (17)
เสียงเปิดประตูเอี๊ยดอ๊าด
10 นาทีก่อนเริ่มคาบเรียนแรก ฉันเดินเข้าไปในห้องเรียน ในเวลาที่นักเรียนส่วนใหญ่มาถึงกันแล้ว
“...อะไรวะ?”
เลโอที่นั่งอยู่ในห้องเรียนถามอย่างเหลือเชื่อ เมื่อเห็นหน้าฉัน
จากนั้นเขาก็คงนึกขึ้นมาได้ว่าตกลงกันว่าจะไม่ทักทายกันแล้ว ตอนนี้เขาเลยทำเพียงแค่หันหน้าหนีไปทางอื่น แล้วเริ่มใช้สีหน้าสื่อคำด่าทอใส่ฉันแทน
ฉันแสร้งทำเป็นไม่เห็นสีหน้าสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วมองไปทางอื่น
เมื่อวานซืน ฉันสบตากับพวกนักเรียนกลุ่มนั้น
ฉันหัวเราะเยาะในลำคอ พลางผงกศีรษะทักทายพวกนั้น
“เมื่อวานซืนฉันทิ้งพวกนายไว้กลางทาง นึกว่าจะต้องไปตามซะแล้ว ที่ไหนได้ ลุกขึ้นมาเดินกันเองได้นี่นา เก่งนี่หว่า”
“……”
“นี่”
พวกนักเรียนจ้องมองไปข้างหน้าอย่างดื้อรั้น จนกระทั่งฉันเดินเข้าไปตบไหล่คนหนึ่งเบา ๆ พวกนั้นถึงได้สะดุ้งตัวสั่น แล้วหันมามองฉัน
“อยากให้ฉันไปเชิญตัวถึงที่อีกรอบรึไง?”
“ปะ…ปะ…เปล่าครับ… ผมแค่…ทำไม…”
ดวงตาของคนที่มองฉันสั่นระริกอย่างบ้าคลั่ง
พวกนั้นจำได้แน่ว่าเคยลากฉันออกไปรังแก แต่คงจำไม่ได้ว่าเคยซ้อมฉันจนสะบักสะบอมขนาดนี้
เห็นได้ชัดว่าต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแน่ ๆ แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในหัวก็คงเป็นแค่ความกลัวที่คลุมเครือเท่านั้น
ฉันยิ้มพลางจับไหล่เขา
“เอากระเป๋ามา แล้วมานั่งข้าง ๆ ฉัน”
“หือ?”
“ฉันบอกให้นายกับพวกนั้นอีกสามคน มานั่งข้าง ๆ ฉัน”
หมอนั่นลุกขึ้นจากที่นั่งอย่างเชื่องช้า ด้วยสีหน้าที่แข็งทื่อ
แล้วก็ถามด้วยสีหน้าเหมือนไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองต้องทำตามที่ฉันบอกด้วย
“ทำไมต้องนั่งข้างนาย….”
ฉันเดินกลับไปที่โต๊ะของตัวเอง แล้วเคาะโต๊ะเบา ๆ โดยไม่พูดอะไร
พวกนั้นสบตากัน ก่อนจะเดินมานั่งข้าง ๆ ฉันอย่างงง ๆ
ฉันถามพลางทำทีเป็นไม่ใส่ใจนัก “คาบนี้เรียนอะไรเหรอ?”
“…ชีววิทยาพื้นฐาน…. มั้งครับ”
“อืม ดีนี่ เอาสมุดโน้ตขึ้นมา”
พวกนั้นทำหน้างงใส่กัน แล้วได้แต่เหลือบมองหน้ากันไปมา ก่อนจะหยิบสมุดโน้ตออกมา ในจังหวะที่อาจารย์เปิดประตูเดินเข้ามาในห้องพอดี
“สวัสดีครับนักเรียนทุกคน”
ในระหว่างที่อาจารย์กำลังพลิกดูบัญชีรายชื่อนักเรียน ฉันก็หันไปคุยกับนักเรียนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
“พวกนายได้คะแนนสอบกันเท่าไหร่?”
“ที่ 36 ครับ…. ส่วนพวกนั้นน่าจะประมาณที่ 40…มั้งครับ ทำไมเหรอ?”
ได้ยินแบบนั้น ฉันก็หลุดหัวเราะออกมา
“ที่ 40 จาก 50 คน? ไม่ต้องหวังเรื่องความสามารถในการจับใจความสำคัญเลยสินะ”
“คะ…คือว่า นายเองก็…เคยได้ที่ 48 ไม่ใช่เหรอ?”
ลูคัสเคยเป็นแบบนั้นจริง ๆ เพราะเขาขาดสอบในวันสอบซ้ำ ๆ ครองตำแหน่งบ๊วยมาตลอด จนกระทั่งสอบครั้งสุดท้ายถึงได้รอดพ้นจากตำแหน่งบ๊วยมาได้อย่างหวุดหวิด
ฉันไม่ได้ตอบคำถามนั้น แต่ชี้ไปที่สมุดโน้ตแทน
“จากตอนนี้ไป จดทุกคำที่อาจารย์พูด ห้ามตกหล่นแม้แต่คำเดียว เลิกคิดเรื่องจับใจความสำคัญที่ไม่จำเป็น แล้วจดทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบ”
“หา?”
“บอกให้จดไง ทุกคำ”
"ทุกคำ?" นักเรียนคนนั้นขมวดคิ้วด้วยความลำบากใจ
“คืองี้ครับ ตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ทำไมพวกผมต้องทำตามที่นายบอกด้วย….”
“ไม่อยากทำ?”
เมื่อฉันยิ้มแล้วจ้องหน้าหมอนั่นเขม็ง นักเรียนคนนั้นก็หลบสายตา แล้วพูดเสียงอ่อย
“ปะ…เปล่าครับ แต่จดทุกคำมันก็….”
“ไม่อยากทำก็ไม่ต้องทำ เรื่องของนาย ไม่ใช่ว่าต้องมีใครมาบังคับให้เรียนนี่”
ไม่อยากทำจริงดิ? ง่ายไปป่ะ?
หรือว่าไม่ต้องทำจริง ๆ นะ? สีหน้าของนักเรียนคนนั้นเต็มไปด้วยความสับสนอีกครั้ง
ในตอนนั้นเอง อาจารย์ก็กวาดสายตามองนักเรียนไปทั่วห้อง ก่อนจะหันมามองหน้าฉันแล้วเอียงคอ
“นักเรียนลูคัส ทำไมหน้าตาถึงได้เป็นแบบนั้นล่ะครับ?”
“อ้อ พอดีว่าเมื่อเช้ามืด…”
ฉันลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วกำลังจะอธิบาย
โครม―
เสียงโต๊ะดังสนั่นไปทั่วห้องเรียนที่เงียบสงัด
นักเรียนที่นั่งข้าง ๆ ฉันหน้าซีดเผือด แล้วคว้ามือฉันไปกุมไว้แน่น นักเรียนคนนั้นกระซิบเสียงเบาอย่างร้อนรน
“ท..ทำครับ…! ทำครับ! จดทุกคำเลยครับ!”
“…อืม”
“เมื่อเช้ามืดเหรอครับ?”
อาจารย์ถามทวนอีกครั้ง พลางสลับมองหน้านักเรียนที่นั่งข้าง ๆ ฉันไปมา
จากที่ไกล ๆ เลโอก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ตอนนี้เขาคงจะพอจับต้นชนปลายได้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น
สายตาของนักเรียนคนอื่น ๆ ในห้องเรียนก็เป็นแบบเดียวกันหมด
ฉันก้มลงมองหมอนั่นที่จับมือฉันไว้แน่น พลางยกมุมปากขึ้น
“…ไม่มีอะไรครับ แค่มีเรื่องทะเลาะกับเพื่อน ๆ นิดหน่อย”
“ถ้าเป็นเรื่องทำร้ายร่างกาย ก็ต้องเปิดคณะกรรมการสอบสวนวินัยนะครับ”
“ไม่ครับ ไม่มีอะไรขนาดนั้นจริง ๆ ครับ เคลียร์กันลงตัวด้วยดีแล้วครับ”
อาจารย์คงไม่อยากจะขยายเรื่องที่เกี่ยวกับฉันให้ใหญ่โต เลยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า
“อืม… ถ้าต้องการความช่วยเหลืออะไร บอกอาจารย์หรืออาจารย์ท่านอื่น ๆ ได้เสมอนะครับ บอกตอนไหนก็ยังได้”
“ครับ ขอบคุณมากครับอาจารย์”
ฉันยิ้มให้อาจารย์แล้วนั่งลง
จากนั้นก็หยิบหนังสือเล่มบางที่มีปกหุ้มออกมาจากกระเป๋า เป็นหนังสือที่ยืมมาจากห้องสมุดเพื่อเอามาศึกษาเวทมนตร์ศักดิ์สิทธิ์เฉพาะทาง
ฉันเปิดหนังสือแล้วสอดไว้ใต้หนังสือเรียน จากนั้นก็กวักมือเรียกนักเรียนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
“ทำอะไรอยู่ รีบจดสิ”
“……”
พวกนักเรียนได้แต่มองหนังสือของฉันอย่างเหม่อลอย พออาจารย์เริ่มพูดขึ้นมาอีกครั้ง พวกนั้นก็รีบร้อนขยับมือจดตามแทบไม่ทัน
“เอาล่ะครับ เจอกันใหม่สัปดาห์หน้านะครับ อย่าลืมกลับไปทบทวนบทเรียนกันด้วยนะครับ”
อาจารย์เก็บเอกสารประกอบการสอน แล้วเดินออกไปนอกห้อง
พวกคนที่นั่งข้าง ๆ ฉันลุกพรวดขึ้นจากที่นั่ง พร้อมกับถอนหายใจออกมาอย่างแรง
“แฮ่ก… จบ จบสักที”
“ลูคัส! พวกเราจดเสร็จหมดแล้ว!”
เสียงร้องอย่างปลาบปลื้มจนน้ำตาแทบไหลของนักเรียนดังขึ้น
ฉันละสายตาจากหนังสือ แล้วกวาดสายตาดูสมุดโน้ตอย่างรวดเร็ว
แน่นอนว่าต้องมีส่วนที่เว้นว่างไปบ้าง แต่เพราะมีคนจดหลายคน ส่วนที่เว้นว่างไปก็เลยถูกเติมเต็มให้กันและกันได้
ฉันคืนสมุดโน้ตให้พวกนักเรียน
“ทำได้ดีนี่”
“…ไม่เอาไปเหรอ?”
“นี่ พวกที่เรียนแค่คาบแรกแล้วก็เลิกเรียนเลยก็ยังมีด้วยเหรอเนี่ย หรือว่าเรียนแค่คาบแรกแล้วโรงเรียนเลิก?”
ได้ยินแบบนั้น สีหน้าของพวกนักเรียนก็หม่นลงทันที ฉันหัวเราะพลางตบไหล่พวกนั้นเบา ๆ
“สู้ ๆ นะ ถึงหกโมงเย็นเลยนะเว้ย”
และแล้ว เวลาเรียนภาคปกติก็จบลง ฉันรวบรวมสมุดโน้ตทั้งหมด นักเรียนยื่นสมุดโน้ตให้ฉันด้วยสีหน้าเหมือนคนใกล้ตาย พร้อมกับนวดแขนตัวเองไปด้วย
“ดูลายมือที่เขียนมานี่สิ เละเป็นไก่เขี่ย ไม่ตั้งใจเขียนรึไง?”
นักเรียนคนหนึ่งที่โดนฉันตำหนิอยู่ ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยปากถาม
“…ว่าแต่ว่า เรื่องแจ้งความนี่….”
“ไม่แจ้ง”
เมื่อฉันส่ายหน้า สีหน้าของพวกนักเรียนก็กลับมาสดใสขึ้นทันที ฉันมองท่าทางนั้นของพวกนั้นอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะพูดต่อ
“ถ้าพวกนายทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ นะ ฉันจำได้ว่าเรื่องทำร้ายร่างกายถึงจะจบไปแล้วก็ยังแจ้งความได้จนถึงก่อนเรียนจบเลยนี่นา ใช่ป่ะ?”
“ห๊ะ? อะ…อ่อ… แล้ว….”
ฉันมองหน้านักเรียนที่พูดไม่ออกพวกนั้น พลางส่งยิ้มไปให้
ฉันไปโรงพยาบาล แล้วให้หมอออกใบรับรองแพทย์ไว้เรียบร้อยแล้ว
เมื่อกี้ฉันอ่านสมุดโน้ตแบบคร่าว ๆ ไปแล้ว ตอนนี้ฉันค่อย ๆ อ่านสมุดโน้ตอย่างละเอียด พร้อมกับพยักหน้าไปด้วย
การนั่งอยู่เฉย ๆ แล้วเรียนเนื้อหาของชั้นเรียนมัธยมปลายที่ตัวเองรู้ดีอยู่แล้วอีกรอบ เป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายมากจริง ๆ
เรื่องที่แค่มีเอกสารประกอบการบรรยายก็จบได้ภายใน 30 นาที ต้องมานั่งเรียนตั้ง 1 ชั่วโมงเต็ม ๆ นี่มันอะไรกัน
แต่ก็ไม่ใช่ว่าหลักสูตรการศึกษาจะเป็นเหมือนกับในโลกแห่งความเป็นจริงซะทีเดียว จะไม่สนใจการเรียนไปเลยก็คงไม่ได้ เลยต้องคิดหนักอยู่เหมือนกันว่าจะเอายังไงดี….
‘แบบนี้ก็ดีเหมือนกันนี่’
ฉันปิดสมุดโน้ตที่จดเนื้อหาการบรรยายไว้อย่างละเอียด แล้วยิ้มกริ่ม
“งั้น ขอยืมตัวไปก่อนนะ”
หลังจากที่ลูคัสลุกออกจากที่นั่งไปได้ไม่นาน นักเรียนคนหนึ่งก็ถอนหายใจออกมา พร้อมกับเอามือทั้งสองข้างลูบหน้าตัวเอง
“อันธพาลชัด ๆ ไอ้บ้านั่น….”
“มะ…มีอันธพาลที่ไหนมายึดโน้ตกันวะ….”
“ยังไงมันก็คือการขู่กรรโชกชัด ๆ! โน้ตมันก็ของ ๆ เราไม่ใช่รึไง?!”
นักเรียนคนนั้นขึ้นเสียงโวยวาย นักเรียนอีกคนเลยส่ายหน้า
“ใจเย็นน่า ก็เขาบอกว่าขอยืมไปก่อนนี่นา รอดูไปก่อนก็ได้ว่าเขาจะเอามาคืนรึเปล่า”
“ถ้าไม่เอามาคืน ฉันจะไปแจ้งความเดี๋ยวนี้เลย”
“เดี๋ยวเขาก็เอามาคืนน่า พรุ่งนี้ก็ต้องใช้ให้พวกเราจดอีกไม่ใช่รึไง”
“……”
ทุกคนเงียบกริบ
มันเป็นคำพูดที่ชวนให้หมดหวัง
ฉันแวะเข้าไปในห้อง เอาสมุดโน้ตที่ยืมมาไปวางกองไว้บนโต๊ะทำงาน จากนั้นก็เดินไปยังสนามฝึก
“เมื่อวานซืนมันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่วะ?”
เมื่อเงยหน้าขึ้น ก็สบตากับเลโอที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ในบริเวณสนามฝึก
ว่าแล้วเชียว ยังไงก็ต้องถาม ไม่ถามสิแปลก
ฉันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบสั้น ๆ
“โดนซ้อมมานิดหน่อยน่ะ”
แน่นอนว่าสิ่งที่เลโอถาม ไม่ใช่เรื่องโดนซ้อม แต่เป็นเรื่องเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น
เรื่องที่พวกนั้นพูดถึงเลโอ เรื่องที่ฉันยัดดินใส่ปากพวกนั้น และเรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย มีหลายเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องบอกให้รู้
ปล่อยให้มีช่องโหว่ให้พูดอะไรผิด ๆ ออกมา สู้ไม่พูดอะไรเลยจะดีกว่า
‘ถ้าพูดอะไรที่ไม่จำเป็นออกไป คงไปได้ไม่ถึงครึ่งทาง’
โดยเฉพาะเรื่องยัดดินใส่ปากพวกนั้น ยิ่งไม่ควรพูด
ฉันนึกถึงความประพฤติที่ถูกต้องของเลโอ แล้วหุบปากเงียบ
เลโอทำสีหน้าเหมือนเอือมระอาใส่ฉันอีกครั้ง ก่อนจะส่ายหน้า
“ช่างเหอะ… เรื่องนั้นไม่สำคัญเท่าไหร่หรอก เรื่องสำคัญคือไปตรวจร่างกายมาแล้วใช่มั้ย?”
“ตรวจแล้ว แค่ฟกช้ำนิดหน่อยเอง”
“โล่งอกไปที”
เลโอพยักหน้า แล้วก็ถามคำถามที่ไม่ปะติดปะต่อขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจ
“แล้ว สรุปว่าชนะรึเปล่า?”
“หือ?”
ฉันหลุดหัวเราะให้กับคำถามที่ไม่น่าถามแบบนั้น
ในนิยาย ถึงจะเคยอ่านฉากที่เลโอห้ามปรามไม่ให้พระเอกไปมีเรื่องทะเลาะวิวาท แต่ไม่เคยอ่านฉากที่เลโอถามถึงผลแพ้ชนะในการต่อสู้เลยสักครั้ง
‘หมอนี่คงคิดไปแล้วว่าฉันต้องใช้เวทมนตร์แน่ ๆ’
ถ้าไม่ใช่เวทมนตร์ เลโอคงไม่ถามคำถามที่เหมือนถามเอาผลแพ้ชนะในการต่อสู้แบบนี้แน่ ๆ ฉันตอบไปแบบส่ง ๆ
“พวกนั้นมันจะยอมฟังคนที่แพ้ได้ยังไงกัน”
ได้ยินคำตอบนั้น เลโอก็หัวเราะออกมาเสียงดัง
“อ่า ค่อยรู้สึกสบายใจขึ้นมาหน่อย ก็ใครสอนมาล่ะ ถ้าเป็นแก พวกกระจอกพวกนั้นจะเอาชนะแกได้ยังไง”
“ฉันว่าการที่นายคิดว่าฉันต้องใช้เวทมนตร์ถึงจะชนะได้นี่สิแปลก”
“ก็พวกนั้นมันไม่ใช่พวกที่รักษากรอบเขตแดนสักหน่อยนี่นา ถ้าจะเอาตัวรอดจากสถานการณ์แบบนั้น ก็มีแต่ต้องใช้เวทมนตร์เท่านั้นแหละ”
ฉันพยักหน้าเห็นด้วย
แค่เรื่องพยายามจะจับสัตว์มีชีวิตมากินเป็นอาหาร ก็เลยเส้นแบ่งไปไกลโขแล้ว ถ้าไม่ได้ใช้เวทมนตร์ ป่านนี้คงโดนยัดเข้าปากไปแล้วจริง ๆ
“แล้ว พวกเด็ก ๆ มีปฏิกิริยายังไงบ้าง?”
“พวกนั้นคิดว่านายโดนเล่นงานอยู่ฝ่ายเดียวน่ะ แล้วก็กำลังคาดเดากันอยู่ว่าพวกนั้นคงเผลอทำหน้านายฟกช้ำ แล้วโดนนายเอาเรื่องนี้มาเป็นจุดอ่อนเล่นงานเอา”
ก็เป็นปฏิกิริยาที่สมเหตุสมผลดี
คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะคิดว่านักเวทมนตร์สามสี่คนจะแพ้ให้กับคนที่ใช้เวทมนตร์ไม่ได้หรอก
สุดท้ายแล้ว คำพูดนี้ก็สื่อว่าเรื่องเวทมนตร์ของฉันยังไม่แพร่งพรายออกไป
ได้พลังศักดิ์สิทธิ์มาเป็นของรางวัล แถมเวทมนตร์ควบคุมจิตใจที่ใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ก็ยังศึกษาเองอีกต่างหาก….
‘ถึงจะศึกษาเองคนเดียว แต่ก็ได้ผลดีเกินคาดเลยนี่’
เวทมนตร์พิเศษที่ใช้พลังศักดิ์สิทธิ์น่าลงทุนศึกษาต่อไปเรื่อย ๆ จริง ๆ
แต่แน่นอนว่าต้องตั้งใจกับเรื่องที่เป็นพื้นฐานมากกว่านี้ก่อน
ตอนนี้ต้องเร่งคะแนนสมรรถภาพทางกายให้มากขึ้นก่อน
ถ้าพลังกายเป็นอุปสรรคในการใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ พลังใจก็คงเป็นเหมือนกัน
ตอนนี้เป็นสัปดาห์ที่สี่ของเดือนกันยายน พอเลยสัปดาห์หน้าไปก็จะเข้าเดือนตุลาคมแล้ว นี่ก็ผ่านมาเกือบเดือนนึงแล้วตั้งแต่เปิดภาคเรียนใหม่
งั้น…. ถึงเวลาที่จะต้องเร่งสปีดเรื่องปรับปรุงหน้าต่างสถานะแล้วสินะ
หลังจากที่เริ่มฝึกไปได้สามชั่วโมง เลโอก็เหน็บไม้กายสิทธิ์ไว้ที่เอว แล้วมองนาฬิกา
“สี่ทุ่มแล้วนะ กลับเข้าไปข้างในกันได้แล้วมั้ง”
ฉันซับเหงื่อพลางพยักหน้า
ผิดกับฉัน เลโอส่งยิ้มให้โดยที่ไม่มีทีท่าว่าจะเหนื่อยล้าเลยสักนิด
“วันนี้ก็ฝึกหนักขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยนะ วันนี้ก็เหนื่อยหน่อยนะ”
“อืม นายก็ด้วย”
เหตุผลที่ต้องเร่งสเตตัสพลังกายให้มากขึ้นก็อยู่ที่ตรงนี้แหละ ถึงอยากจะทำอะไรเพื่อพัฒนาตัวเองมากกว่านี้ แต่พลังกายก็กลายเป็นอุปสรรคขัดขวางเอาไว้
‘วันนี้ฝึกไปทั้งวัน สเตตัสจะขึ้นมาเท่าไหร่กันนะ’
ฉันเรียกหน้าต่างสถานะออกมาดู
ลูคัส เรเน่ อัสคาเนียน
ฉายา: นักล่าแห่ง ???
พลังกาย: -3.3 (+0.1) [-0.3]
พลังใจ: -7.6 (+0.1)
พลังเวท: ?
ทักษะ: +1.065 (+0.05) [+4.065]
ชื่อเสียง: -10
โชค: -6.385 (+0.1)
คุณสมบัติพิเศษ: รุ่งอรุณ777, พลังศักดิ์สิทธิ์
วันละ 0.1 สิบวันก็ 1 แต้ม
ถ้าเทียบกับเมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่ขึ้นมา 1 แต้มต่อสัปดาห์ ถือว่าขึ้นมาเยอะเลยทีเดียว
พอดูจากแนวโน้มแล้ว ยิ่งค่าตัวเลขมากขึ้น ปริมาณที่เพิ่มขึ้นก็จะยิ่งน้อยลงเรื่อย ๆ
แต่ถึงอย่างนั้น ถ้าเผื่อเวลาไว้สักสองเดือน ก็คงจะหลุดพ้นจากค่าติดลบได้ ถึงตอนนั้นก็คงจะยังไม่มีปัญหาอะไร
ปัญหาคือหลังจากนั้นต่างหาก
ฉันเลื่อนสายตาไปที่หัวข้อทักษะ
คะแนนทักษะที่เป็นค่าบวกเพียงอย่างเดียวนี่ก็เพิ่มขึ้นทีละน้อยกว่าหัวข้ออื่น ๆ ทุกที พอกลายเป็นค่าบวกไปแล้ว ดูเหมือนว่าความเร็วในการเพิ่มขึ้นก็จะช้าลงแบบเทียบกันไม่ได้เลย
‘นับวันก็ยิ่งเหลือแต่เรื่องที่ต้องใช้เวลานานกว่าเดิมทั้งนั้น ช่วงค่าติดลบเลยต้องรีบผ่านไปให้เร็วที่สุด’
เวลาเป็นของมีจำกัด แต่สิ่งที่ต้องทำกลับมีเยอะแยะ
หรือว่าต้องลดเวลานอนลง
ในระหว่างที่ฉันกำลังคิดนู่นคิดนี่ไปเรื่อยเปื่อย พร้อมกับเก็บกระเป๋า เลโอก็อุทานออกมาอย่างประหลาดใจ แล้วเรียกฉัน
“อ๊ะ ลูคัส”
“ว่าไง?”
“ยาที่นายเคยบอกไว้มาถึงแล้วนะ วันนี้ก็วันที่สี่ตามที่เคยบอกไว้พอดี”
เลโอหยิบกล่องที่ซ่อนไว้ใต้กระเป๋าของตัวเองขึ้นมา
อืม ถ้าต้องทำเจ้านั่นไปด้วยในช่วงสอบแบบนี้ สงสัยต้องลดเวลานอนลงจริง ๆ สินะ
ในตอนที่กำลังคิดอะไรเพลิน ๆ เสียงแจ้งเตือนที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น
ติ๊ง―!
<บทที่ 3 หยดน้ำที่ไม่หยุดหย่อน ย่อมเจาะหินให้กร่อนได้ (1)>
ข้อเสนอ 2: บรรลุคะแนน ‘พลังกาย’ 0 (0/1) (167 ชั่วโมง 59 นาที 58 วินาที)
- เส้นทางที่ 1 — <รางวัลพิเศษบทที่ 3>
- เส้นทางที่ 2 — <บทที่ 4 นกนางแอ่นตัวเดียว มิอาจนำมาซึ่งฤดูร้อน>
“……”
“ลูคัส?”
ในเมื่อสิบวันถึงจะขึ้นมา 1 แต้ม…. แต่กลับให้ฉันอัพ 3.3 แต้มภายในหนึ่งสัปดาห์เนี่ยนะ
ว่าแล้วเชียว ว่าทำไมถึงได้เงียบไปตั้งนาน ที่แท้ก็รอข้อเสนอบ้า ๆ บอ ๆ แบบนี้อยู่นี่เอง
ฉันหัวเราะเยาะให้กับเวลาที่จำกัดแบบไม่สมจริงนั่น