วิธีเอาชีวิตรอดในฐานะลูกชายคนที่สองของตระกูลขุนนางเวทมนตร์ (25)
ผมหันหลังกลับไป ล็อกประตู และคลี่จดหมายอ่าน
ตัวอักษรสีเขียวเข้มที่เขียนด้วยเวทมนตร์ค่อยๆ ปรากฏเรียงราย ราวกับพี่ชายกำลังจับปากกาเขียนด้วยตัวเอง
[ถึงน้องชายที่รักของพี่] [สบายดีไหม? นี่ก็จะเปิดภาคเรียนใหม่มาสองเดือนแล้วสินะ]
เริ่มต้นเหมือนเคยไม่มีผิด
ผมรู้สึกถึงแรงที่มือตัวเองกำแน่นขึ้นเรื่อยๆ ดวงตาเย็นชาจ้องมองตัวอักษรเหล่านั้น
ข้อความแสดงความห่วงใยแบบที่พี่น้องอายุห่างกันมักจะเอ่ยถามไถ่กันดำเนินต่อไป ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาสำคัญ
[พี่ได้ยินข่าวว่าน้องสอบกลางภาคได้อันดับไม่เกิน 1 ใน 10 ของสาขาวิชา พี่ภูมิใจและดีใจมากจริงๆ พี่รู้มาตั้งนานแล้วว่าน้องเป็นเด็กฉลาด และพี่ยิ่งปลาบปลื้มใจจนแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เมื่อเห็นว่าน้องยังคงรักษาความเป็นตัวเองในวัยเด็กไว้ได้ ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามความยากลำบากใดๆ]
อยากจะบอกว่าอย่ามาทำเป็นเล่นลิเกเลย
ผมยิ้มมุมปาก พลางพลิกไปหน้าถัดไป
[แต่ในขณะเดียวกัน พี่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ น้องเป็นเด็กดีมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ไม่เคยทำให้ใครผิดหวัง ถึงสุขภาพจะไม่ค่อยแข็งแรง แต่ก็ยังพยายามอย่างหนักเพื่อไม่ให้พวกเราต้องกังวลอยู่เสมอ พี่เลยกังวลว่าพี่พูดเรื่องผลการเรียนกับน้องออกไปตรงๆ จะดีหรือเปล่า กลัวว่าน้องจะรู้สึกกดดันกับคำขอของพี่ แล้วเอาแต่ตั้งใจเรียนจนไม่ดูแลสุขภาพ] [พี่ไม่ได้ตำหนิความสำเร็จและความพยายามของน้องนะ ความทุกข์ทรมานและความอดทนที่น้องต้องเผชิญ พี่คงไม่อาจจินตนาการได้ แต่พี่แค่อยากจะบอกน้องว่า ถ้าน้องรู้สึกกดดันกับคำพูดของพี่ น้องไม่จำเป็นต้องรู้สึกแบบนั้นเลย พี่คำนึงถึงสุขภาพของน้องมาเป็นอันดับแรกเสมอ ที่นี่อากาศยังอบอุ่น แต่ได้ข่าวว่าเมืองหลวงอากาศเริ่มเย็นลงมากแล้ว ดูแลตัวเองด้วยนะ มีอะไรที่ต้องการก็บอกพี่ได้ทุกเมื่อ แล้วเจอกันใหม่วันหน้านะ ขอให้เราได้พบกันในวันที่น้องมีสุขภาพแข็งแรง] [ขอแสดงความยินดีกับผลลัพธ์จากความพยายามของน้องอีกครั้ง ขอพระเจ้าคุ้มครองน้องเสมอ] [— ด้วยความจริงใจ จากพี่ชายของน้อง]
“…ฮะๆ…”
ผมหัวเราะออกมาเบาๆ เหมือนคนหมดลม
ติดผนึกขี้ผึ้งกลับไปที่ซองจดหมาย แล้วเก็บจดหมายไว้ในลิ้นชักลึกสุด
เนื้อหาในจดหมายไม่สำคัญ
สิ่งที่สำคัญคือความจริงที่ว่าจดหมายฉบับนี้มาจากเขา
ได้เวลาเตรียมตัวรับมือกับการเคลื่อนไหวของพี่ชายแล้วสินะ
ลองมาดูกันว่าพี่ชายทำอะไรได้บ้าง
ไล่ตั้งแต่เรื่องที่ดูสุดโต่งและเป็นไปไม่ได้ ไปจนถึงเรื่องเล็กน้อยแต่ทำได้จริง
หนึ่ง พี่ชายจะบุกมาฆ่าผมถึงที่
เป็นไปไม่ได้ การที่พี่ชายจะทิ้งงานที่ทำอยู่ แล้วบุกมาฆ่าผมถึงที่ในช่วงเปิดเทอมแบบนี้ เป็นเรื่องที่น่าหนักใจเกินไป
สอง ส่งคนมาฆ่า
ไม่มีทาง
พี่ชายเป็นพวก รักความสมบูรณ์แบบขั้นหนัก เขาไม่ต้องการให้มีร่องรอยตำหนิใดๆ หลงเหลืออยู่ในเรื่องนี้แม้แต่น้อย
ความเป็นไปได้ที่พี่ชายจะมอบหมายงานฆ่าผมให้คนอื่นทำนั้นต่ำมาก ถึงแม้จะสั่งฆ่าผมจริงๆ คนที่พี่ชายจะพอใจก็คือต้องฆ่าแม้กระทั่งนักฆ่ารับจ้างที่ทำงานเสร็จกลับมาแล้วคนนั้นด้วยซ้ำ
แถมยังรวมไปถึงญาติสนิทมิตรสหายของนักฆ่าคนนั้นด้วย ทั้งหมด
สาม สร้างเรื่องอื้อฉาวใหม่ๆ เหมือนเมื่อก่อน เพื่อทำให้ภาพลักษณ์ของผมตกต่ำลงไปอีก
ด้วยระยะทางที่ห่างไกล ทำให้ลงมือได้ยาก และพี่ชายก็ไม่เคยสร้างเรื่องในเวทีใหญ่ระดับนอกเขตปกครองมาก่อน
ถ้าไม่ใช่สถานการณ์ที่จำเป็นจริงๆ พี่ชายคงไม่เลือกวิธีนี้
สี่ สืบหาข่าวสารอย่างจริงจัง
มีความเป็นไปได้มากที่สุด หลังจากได้ยินข่าวของผม พี่ชายคงจะค้นเรื่องเกี่ยวกับอัสคาเนียนที่ถูกพูดถึงในสื่อจนหมดไส้หมดพุงแล้ว
กำลังประเมินอย่างละเอียดถี่ถ้วนอยู่ว่าจะต้องฆ่าผมทิ้ง หรือยังไม่ถึงขั้นนั้น
ในตอนนี้ ด้วยการพิจารณาลักษณะนิสัยของลูคัสที่เชื่อฟังคำพูดของพี่ชายอย่างไร้เงื่อนไข พี่ชายอาจจะเผื่อทางเลือกไว้หลายทาง และด้วยเหตุนั้นเอง พี่ชายจึงน่าจะตัดสินใจว่าการฆ่าผมในตอนนี้ยังเร็วเกินไป
ถึงแม้จะเลือกที่จะฆ่าทิ้งเพื่อความปลอดภัย ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว แต่สถานการณ์ก็ไม่อำนวยให้ใช้วิธีแรกและวิธีที่สองได้ในทันที
ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดที่พี่ชายจะทำได้ในตอนนี้ก็คือ ข้อสี่ สร้างสายสืบสอดแนมไว้ในโรงเรียน
เมื่อมาถึงชั้น 2 ของอาคารเรียนสาขาวิชาเวทมนตร์ ผมก็เดินผ่านห้องเรียนต่างๆ มุ่งหน้าไปยังห้องเรียนพิเศษที่อยู่ตรงกลาง
นักเรียนกลุ่มหนึ่งที่จับกลุ่มคุยเล่นกันอยู่ที่ห้องโถงหน้าห้องเรียนพิเศษ พอเห็นหน้าผมเท่านั้นก็หันมามองแล้วเงียบเสียงลงทันที
“พวกนั้นมองลูคัสสินะ?!”
พายถามพลางหุบปาก
เจ้าบ้านี่ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาก็เอาแต่หวังให้คนสนใจตัวเองอยู่เรื่อย ถึงนาร์คจะร่ายเวทมนตร์ล่องหนให้แล้ว แต่คนอื่นก็มองไม่เห็นเจ้าหรอกน่า
ผมส่งยิ้มให้แทนคำตอบ แล้วเปิดประตูห้องเรียนพิเศษสาขาวิชาเวทมนตร์เข้าไป
ห้องเรียนพิเศษที่เพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรกกว้างขวางกว่าที่คิด
เป็นเพราะเอาห้องบรรยายที่จุคนได้ห้าสิบคนสองห้องมารวมกัน เพื่อใช้สำหรับนักเรียนแค่สิบคน
เมื่อเทียบกับจำนวนโต๊ะและคนที่น้อยนิด วิวทิวทัศน์ภายนอกที่มองเห็นจากหน้าต่างที่กินพื้นที่ไปด้านหนึ่งของผนังห้องจึงดูโล่งสบายตา
สายตาของนักเรียนทั้งเก้าคนที่มาถึงก่อนแล้วหันมาจับจ้องที่ผม
เมลวินที่ไร้ซึ่งความเฉลียวฉลาดลุกขึ้นยืนอย่างดีใจ
“อะ…! แฮ่ม…”
เมื่อเห็นสีหน้าสงสัยของผม เมลวินก็กระแอมกระไอปรับเสียงให้เป็นปกติ แล้วยืดเส้นยืดสายก่อนจะนั่งลงไปใหม่
นาร์คที่เบิกตากว้างแสดงสีหน้าตกใจ พยายามกลั้นหัวเราะจนเม้มปากแน่น
หลังจากจากการประชุมเมื่อวาน ค่าความนิยมของเมลวินก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว +3 แต้ม
ดูเหมือนว่าเมลวินจะชอบข้อมูลวิเคราะห์เรื่องเฟลโรมาที่ผมสรุปมาให้ ด้วยการที่เข้าสู่ช่วงกิจกรรมอย่างเป็นทางการ ความคลางแคลงใจเล็กๆ น้อยๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่คงจะหายไปหมดแล้ว
ผมเมินทั้งสองคน แล้วถามออกไปอย่างใจเย็น
“มีใครรู้บ้างว่าที่นั่งของฉันอยู่ตรงไหน?”
“ข้างฉัน!”
นาร์คทุบที่นั่งข้างตัวเองดังปังๆ
ผมวางสัมภาระลง แล้วเอาหนังสือไปเก็บเข้าชั้น
ในตอนนั้นเอง เสียงทักทายแปลกหูก็ดังขึ้น
“ลูคัส”
เลโอที่เอาแต่ตั้งใจเรียนอย่างไม่สนใจพวกเรา หันไปมองตามสัญชาตญาณ เลโอมองไปยังต้นเสียง
นาร์คก็เช่นกัน
ผมหันตัวกลับไปมอง นักเรียนร่างสูงใหญ่ที่แสดงสีหน้ามั่นใจเต็มเปี่ยมยื่นมือมา
“ยินดีที่ได้รู้จัก ฉันชื่อ คริสเทล ไคลเบอร์”
ผมไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรเป็นพิเศษ จับมือทักทายเบาๆ
ฟังจากชื่อที่ไม่คุ้นหูตอนเรียกชื่อแล้ว น่าจะเป็นนักเรียนจากห้อง 1
‘นักเรียนห้อง 1 มาทำความรู้จักกับฉันก่อนงั้นเหรอ?’
เป็นเรื่องน่าประหลาดใจ
“ฉันได้ยินข่าวว่านายเข้ามาเรียนห้องพิเศษ ก็รู้สึกสงสัยมาตลอด พอได้เจอตัวจริงแบบนี้ก็รู้สึกแปลกใหม่ดีนะ ต่อไปก็ฝากตัวด้วยนะ”
“ครับ ยินดีครับ”
ผมตอบกลับคำพูดของเขาพร้อมกับส่งรอยยิ้มที่ดูเหมาะสม
สำหรับนักเรียนทั่วไป นี่อาจจะเป็นสถานการณ์ที่แสนจะธรรมดา แต่ลูคัสแล้ว ไม่ใช่เลย สถานการณ์แบบนี้ไม่มีทางเป็นเรื่องธรรมดาได้อย่างแน่นอน
‘ลองดูสถานการณ์หน่อยดีกว่า’
พอถึงเวลาพักกลางวัน ผมก็ไปโรงอาหารของโรงเรียนเพื่อสำรวจสถานการณ์หลังจากไม่ได้มานาน
“ว้าว ดูนั่นสิ ทุกคนมองแต่ลูคัสกันหมดเลย~!”
พายปีนขึ้นไปบนบ่าของผม ยืนด้วยสองขาแล้วหันหน้าไปมาสำรวจรอบทิศทาง
อย่างที่พายว่าจริงๆ ที่นี่ผมสัมผัสได้ถึงสายตาที่จับจ้องมาอย่างท่วมท้น
ตลอดเวลาที่กินข้าว นักเรียนต่างก็เอาแต่ชำเลืองมองมาที่ผม
บ่อยครั้งที่คำอย่าง อัสคาเนียนที่หรือ ลูคัส แว่วเข้าหู
‘ถ้าจำไม่ผิด เทอมที่แล้วไม่น่าจะขนาดนี้นี่นา’
ไม่สิ ขนาดก่อนสอบกลางภาค คนพวกนี้ยังไม่เคยจ้องมองคนเหมือนมองสัตว์ในสวนสัตว์ขนาดนี้เลยด้วยซ้ำ ออกจะหลบตาแล้วเดินหนีไปด้วยซ้ำมากกว่า
‘หมอนั่นห้อง 1 ไม่ได้แปลกคนเดียวจริงๆ สินะ’
เป็นที่แน่นอนว่าหลังจากขึ้นปี 2 และหลังจากสอบกลางภาคเสร็จ ความสนใจของนักเรียนที่มีต่อผมก็เพิ่มมากขึ้นจริงๆ
พอไปถึงสนามฝึกซ้อมแล้วเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง เลโอก็ให้คำตอบอย่างกระจ่าง
“ช่วงนี้นายเนื้อหอมจะตายไป”
“จริงเหรอ?”
“เออ เพื่อนฉันบางคนยังคิดจะลองเข้าไปคุยกับนายดูเลยด้วยซ้ำ แต่ก็นะ ส่วนใหญ่ก็แค่อยากรู้อยากเห็นมากกว่าจะอยากสนิทจริงๆ จังๆ หรอก”
อยากรู้อยากเห็น? ผมหัวเราะออกมา
“แล้วเฟลโรมาไปไหนซะล่ะ? ช่างไร้เดียงสาจริง”
“ก็การเปลี่ยนแปลงของนายมันน่าตกใจขนาดนั้นนี่นา พูดจริงๆ นะ ถ้านายเป็นคนอื่น เห็นเด็กท้ายห้องสอบได้คะแนนจนแซงขึ้นมาอยู่ในกลุ่มท็อป 10% ได้ นายจะไม่สนใจเหรอ? แล้วก็… เหตุผลที่พวกเด็กๆ ไม่อยากเข้าใกล้นาย มันก็ไม่ใช่แค่ข่าวลือเรื่องเฟลโรมาอย่างเดียวนี่”
เรื่องนั้นผมก็ยอมรับ
อย่างที่เคยคิดไว้ตั้งแต่วันแรกที่มาโรงเรียน เหตุผลที่นักเรียนพากันกีดกันผมอย่างออกนอกหน้ามีหลายข้อ
ข้อแรก เป็นคนไร้เวทมนตร์แต่เข้ามาเรียนได้ด้วยระบบบริจาค
ข้อสอง เพราะข่าวลือเรื่องเฟลโรมา
ข้อสาม เพราะนักเรียนที่มีอิทธิพลในโรงเรียนอย่างเลโอไม่ชอบผม
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ทั้งหมดของเหตุผล
การที่เพื่อนร่วมห้องเอาแต่พูดจาวกวนไม่รู้เรื่อง แถมรูปลักษณ์ภายนอกก็ไม่ดูแลให้เรียบร้อย ไหล่ก็ห่อหลังก็ค่อม ถ้าไม่มีปฏิสัมพันธ์กันเป็นพิเศษ ก็ไม่อยากจะมีใครเข้าไปทำความรู้จักด้วยก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งได้
ถ้าจะนับรวมเหตุผลได้ทั้งหมดสี่ข้อ ตอนนี้เหตุผลข้อแรกกับข้อสุดท้ายก็ถูกแก้ไขไปแล้ว
ถึงจะยังเป็นที่รู้กันว่าผมใช้เวทมนตร์ไม่ได้ และความจริงที่ว่าเข้ามาเรียนด้วยระบบบริจาคก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป…. แต่ในตอนนี้ที่ผลสอบข้อเขียนของผมสามารถเอาชนะนักเรียนส่วนใหญ่ได้ ประเด็นพวกนั้นก็ไม่ได้มีความสำคัญอะไรมากนัก
เลโอพูดเสริมหลังจากเห็นท่าทีของผม
“แน่นอนว่าไม่ใช่ว่าพวกเด็กๆ จะลืมข่าวลือของนายไปแล้วนะ แต่มันเป็นฟีลแบบนี้มากกว่า ‘ยังไงซะ พอเห็นว่าหมอนี่สอบได้คะแนนขนาดนี้แล้ว ก็คงจะคิดจริงจังเรื่องเข้ามหาวิทยาลัยแล้วมั้ง คงไม่กล้าทำเรื่องบ้าๆ บอๆ ออกมาโต้งๆ หรอกมั้ง’ พอนึกภาพออกใช่ไหม? แถมยังมีข่าวลือด้วยนะว่าอัสคาเนียนก็คงไม่อยู่เฉยแน่”
“อย่างนี้นี่เอง”
ความใจแคบที่คิดว่าคนอื่นจะต้องเอาชีวิตมาทุ่มกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเหมือนกับตัวเองแสดงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน แต่ยังไงก็ตาม การที่ความรู้สึกในแง่ลบเปลี่ยนไปเป็นความอยากรู้อยากเห็น ก็นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดี
“ถึงจะพูดแบบนั้น แต่ก็ยังมีเพื่อนๆ อีกมากที่กลัวว่านายจะทำให้พวกเขาวางใจ แล้วกลายเป็นเฟลโรมาอยู่ดี แต่สัดส่วนของเพื่อนๆ กลุ่มแรกที่พูดถึงก่อนหน้านี้ก็เพิ่มขึ้นมาจนมองข้ามไม่ได้แล้วเหมือนกัน”
“ก็ดีนี่ ถือเป็นเรื่องดี แต่ว่านะ…”
ผมยกมือขึ้นลูบผม แล้วพูดต่อ
“ติดอยู่แค่อย่างเดียว วันนี้พี่ชายส่งจดหมายมา”
เลโออ้าปากค้างไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นลูบคาง
“เรื่องมันซับซ้อนขึ้นแล้วสินะ”
“ใช่ ตอนนี้ฉันเลยไม่รู้เลยว่าในบรรดาคนที่เข้ามาทักทายหรือแสดงความสนใจฉัน ใครกันแน่ที่เป็นสายสืบของพี่ชาย”
“ท่านพี่คิดจะส่งคนมาสอดแนมแล้วเหรอ? หรือว่ากำลังจะทำ?”
“ไม่รู้สิ”
วันนี้ที่จดหมายมาถึงก็ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ แล้วนับตั้งแต่วันประกาศผลสอบ
ในมุมมองของพี่ชาย คงไม่มีเหตุผลที่จะต้องรอช้ากว่านี้ในการสืบข่าว
‘แต่ถ้าเป็นความรอบคอบของหมอนั่น กว่าจะคัดคนที่จะเอามาเป็นสายสืบคงต้องใช้เวลาอยู่บ้าง’
วันที่ประทับตราส่งจดหมายคือวันอังคารของสัปดาห์นี้
นั่นหมายความว่าเพิ่งจะได้ข่าวไปเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง
ผมลุกขึ้นยืน
“ลองไปดูก็รู้แล้วนี่ ถ้ามีสายสืบอยู่ในโรงเรียนจริงๆ วันนี้ก็ต้องมีคนอื่นได้รับจดหมายจากพี่ชายเหมือนกันสิ”
“จะไปที่ทำการไปรษณีย์เหรอ? แต่ถึงจะไม่ใช่ทั้งผู้รับทั้งผู้ส่ง เจ้าหน้าที่จะยอมบอกข้อมูลการรับส่งให้ง่ายๆ เลยเหรอ”
“คงไม่บอกหรอกมั้ง ไม่เป็นไรหรอก”
ผมรู้สึกได้ถึงสายตาที่เลโอมองมาอย่างเหลือเชื่อ
ผมเอาพายที่ซุกตัวอยู่ในกระเป๋าเป้ของเลโอใส่เข้าไปในกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ต แล้วดูนาฬิกา
20:57 น.
โรงเรียนปิดทำการทุกส่วนในเวลา 22:00 น.
เวลามีเหลือเฟือ
“สวัสดีครับ”
ผมเดินเข้าไปในที่ทำการไปรษณีย์ของโรงเรียนที่ตั้งหลบมุมอยู่ทางฝั่งซ้ายของวิทยาเขต
บังเอิญว่าไม่มีคนอยู่เลย แถมยังมีเจ้าหน้าที่อยู่แค่คนเดียว
เจ้าหน้าที่ที่นั่งหลังเคาน์เตอร์จ้องมองสมุดบัญชีตาเหม่อลอย พอเห็นผมนั่งลงตรงหน้าเคาน์เตอร์ ก็ถอยเก้าอี้ไปด้านหลังเล็กน้อยด้วยแววตาที่ดูอิดโรยยิ่งกว่าเดิม
ผมแสร้งทำเป็นไม่เห็นท่าทีนั้น แล้วแสดงสีหน้าลำบากใจ เอ่ยปากพูดออกไป
“เหมือนว่าจดหมายที่ผมต้องได้รับจะตกหล่นไปน่ะครับ ไม่ทราบว่าจะช่วยตรวจสอบให้หน่อยได้ไหมครับ ว่ามีจดหมายที่ส่งมาจากชื่อนี้ มาถึงผมบ้างหรือเปล่าครับ”
“เชิญแจ้งชื่อผู้ส่งได้เลยค่ะ”
“อัสคาเนียน, เอเดรียน อัสคาเนียนครับ”
เจ้าหน้าที่พยักหน้า แล้วหยิบแฟ้มเอกสารออกมา ราวกับจะรู้ชื่อผมอยู่แล้วถึงแม้ผมจะไม่ได้บอก เจ้าหน้าที่ไม่ได้ถามอะไรผมสักคำ ดูเหมือนว่าจะไม่อยากเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาก่อน
ผมรออยู่พักใหญ่ คอยมองดูมือที่ขยับไปมาอย่างคล่องแคล่วของเจ้าหน้าที่
เจ้าหน้าที่ใช้ไม้บรรทัดเลื่อนชื่อลงมาเรื่อยๆ ก่อนจะหยุดที่ช่องหนึ่ง
“เมื่อเช้านี้เราเพิ่งส่งจดหมายให้คุณไปฉบับนึงใช่ไหมคะ? นอกจากนั้นก็ไม่มีแล้วนะคะ”
“อ้อ ผมได้ยินมาว่าน่าจะมีอีกฉบับนี่ครับ หรือว่าฉบับนั้นไม่ได้ส่งมาถึงผมเหรอครับ”
เจ้าหน้าที่ก้มลงมองช่องที่ตัวเองเพิ่งชี้นิ้วลงไปอีกครั้ง ก่อนจะส่ายหน้า
“ไม่มีค่ะ”
“อ๋อ เข้าใจแล้วครับ สงสัยจะเข้าใจผิดไปเอง ขอบคุณมากนะครับ”
ผมแสร้งทำสีหน้าสงสัย แล้วเดินออกจากที่ทำการไปรษณีย์ พายโผล่หน้าออกมาจากกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ต
“เมื่อกี้อะไรน่ะ? เข้าใจผิดอะไร?! ทำพลาดเหรอ?”
“เปล่า แค่อยากจะเช็กอะไรบางอย่าง”
ผมยกยิ้มมุมปาก แล้วส่ายหน้า
คำพูดของเลโอมีเหตุผล
ถ้าผมถามตรงๆ ว่าเอเดรียน อัสคาเนียนส่งจดหมายฉบับอื่นมาที่โรงเรียนอีกไหม หรือถามว่าใครเป็นคนรับจดหมาย เจ้าหน้าที่ก็คงไม่ตอบ
เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่เจ้าหน้าที่จะต้องบอกข้อมูลจดหมายที่คนอื่นส่งให้คนอื่น ให้คนนอกอย่างผมรู้
ผมเลยใช้วิธีถามนำ
ถ้าไม่มี ‘จดหมายฉบับอื่น’ ที่เอเดรียน อัสคาเนียนส่งมาจริงๆ เจ้าหน้าที่คงไม่ตอบคำว่า ‘ไม่มี’ ออกมาได้เด็ดขาดขนาดนั้น
แต่การที่เจ้าหน้าที่ตอบรับคำถามของผม ก็เท่ากับยืนยันอย่างชัดเจนว่ามีจดหมายฉบับอื่นอยู่จริง แถมจดหมายฉบับนั้นก็ไม่ได้ส่งมาถึงผมด้วย
พี่ชายส่งจดหมายถึงใครบางคนในสถาบันการศึกษาที่ 2 แห่งจักรวรรดิ
เพื่ออะไรกันนะ?
ก็ต้องเพื่อรับข่าวสารของผมไปรายงานอยู่แล้ว
การจับตาดูคงจะเริ่มขึ้นตั้งแต่วันนี้
ถ้าอย่างนั้น จากนี้ไปก็ต้องตามหาตัวคนที่ได้รับจดหมายฉบับนั้นให้เจอ