วิธีเอาชีวิตรอดในฐานะลูกชายคนที่สองของตระกูลขุนนางเวทมนตร์ (26)

“ไม่เห็นมีอะไรเลยนี่นา นี่นายโอเคแน่นะ?”

หลังจากการประชุมลับยามรุ่งสางสิ้นสุดลง เลโอกล่าวพลางเทชาที่เหลือทิ้ง

นาร์คที่ยังคงนั่งเล่นโยกเก้าอี้ไปมาอยู่ที่เดิม หันมามองหน้าเลโอสลับกับฉัน ก่อนจะเอ่ยถาม

“ทำไมเหรอ? มีอะไรหรือเปล่า?”

“ลูคัสโดนคนสะกดรอยตามแล้ว”

คำพูดนั้นทำให้นาร์คสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาทันที นาร์ควางเก้าอี้ลงกับพื้น แล้วเลิกคิ้ว

“อะไรนะ เร็วขนาดนี้เลยเหรอ? รู้ได้ยังไง?”

“เขาไปที่ทำการไปรษณีย์ แล้วแจ้งว่าจดหมายที่พี่ชายส่งมาดูเหมือนจะหายไป เขาว่ายังไงบ้างนะ?”

เลโอหันมาถามฉัน ฉันรวบชารอบสุดท้ายที่เย็นชืดจนหมดแก้วเข้าปาก ก่อนจะตอบ

“ไม่ใช่จดหมายที่ส่งมาถึงผมสักหน่อย”

“หมอนี่นี่มัน… เอาหัวสมองแบบนี้มาจากไหนกันนะ…”

เลโอส่ายหน้าอย่างระอา พลางรินชาใหม่แล้วกลับไปนั่งที่เดิม

ถึงจะเป็นวิธีที่ใคร ๆ ก็ใช้ได้โดยไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่ในมุมมองของเลโอที่ยึดถือแต่หลักการที่ถูกต้องตรงไปตรงมา วิธีเลี่ยงบาลีแบบนี้คงเป็นอะไรที่เจ้าตัวไม่มีวันใช้ไปทั้งชีวิต ถึงได้แสดงปฏิกิริยาแบบนั้นออกมา ฉันได้แต่พยักหน้าเห็นด้วย

ผิดกับเลโอ นาร์คกลับถูกใจวิธีนี้เข้าอย่างจัง หัวเราะร่วนออกมาทันที

“ฮะฮ่า! วิธีนี้มันง่ายและเร็วจริง ๆ ด้วยสิ ว่าแต่รู้หรือยังว่าใคร?”

“ยังเลย ต้องเริ่มเช็คจากตอนนี้แหละ จะไปถามตรง ๆ ก็คงไม่ยอมบอกอยู่ดี เลยไม่ได้ถาม”

“จริงเหรอ? ให้ฉันช่วยสืบให้ไหม?”

“ไม่ต้องหรอก กว่าจะเช็คได้ คงต้องจับคนมาไล่ถามทีละคนเลยนะสิ”

ทักษะหยั่งรู้เลเวล 2 ไม่ใช่ยาวิเศษ

มันใช้ได้แค่ในขอบเขตการรับรู้ของคู่ต่อสู้เท่านั้น แถมยังเจาะลึกเรื่องราวเบื้องหลังเหตุการณ์ที่อีกฝ่ายไม่รู้ไม่ได้ ระดับความลึกที่สืบค้นได้ก็มีจำกัด ยิ่งไปกว่านั้น มันยังไม่ใช่เวทมนตร์วงกว้าง แต่เป็นเวทมนตร์ที่ใช้กับเป้าหมายแบบรายบุคคล ดังนั้น หากจะแยกแยะว่าใครเป็นคนสะกดรอยตาม ก็ต้องเผชิญหน้ากับพวกเขาทีละคน

ถ้าเป็นความสามารถที่ไม่มีข้อจำกัดอะไรเลยก็คงจะฝากให้ช่วยไปแล้ว แต่นี่มันเปลืองพลังจิตจนปวดหัว เลยไม่ไหว

นาร์คหุบปากลง แล้วพยักหน้าหงึกหงักอย่างเซ็ง ๆ

“ก็นั่นสินะ น่าเสียดายแฮะ หรือจะวาร์ปพายเข้าไปในที่ทำการไปรษณีย์ดี?”

“วาร์ปพายเข้าไปแล้วจะได้อะไรออกมา?”

เลโอถามพลางหัวเราะแห้ง ๆ

“เจ้านั่นฉลาดจะตายไป ถึงจะอ่านหนังสือไม่ออกก็เถอะ”

“หือ?”

“พูดได้ด้วยนะ ที่บอกเนี่ยก็เพราะว่าเป็นนายนั่นแหละนะ เลโอ”

เลโออ้าปากค้าง ก่อนจะหันมามองหน้าฉันด้วยสีหน้าลำบากใจ

สีหน้าแบบนั้นมันคือ ‘นี่มันบ้าไปแล้วใช่มั้ยเนี่ย’ ชัด ๆ

ฉันเองก็เกือบจะหลุดปากพูดคำว่า ‘คนบ้า’ ออกไปเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็แค่ยิ้มตอบนาร์คไปแทน

“พายคงไม่เก่งขนาดที่จะไปหยิบสมุดบัญชีที่อยู่ในลิ้นชัก แล้วเปิดหาหน้าที่มีข้อมูลได้อย่างเหมาะเจาะหรอกมั้ง แล้วก็ ขอบใจที่เป็นห่วงนะ แต่ไม่เป็นไรจริง ๆ เดี๋ยวหาทางรู้ให้ได้เอง”

“นั่นสินะ การส่งพายไปนี่มันอุปสรรคเยอะจริง ๆ”

“……”

เลโอทำสีหน้าที่ไม่สามารถบรรยายเป็นคำพูดได้ออกมา เมื่อนาร์คยังคงพูดถึงแต่เรื่องพายไม่หยุดหย่อน

นาร์คที่กำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ดี ๆ ก็ตบมือดังแปะ

“จริงสิ! ทำไมถึงไม่ลองใช้เวทมนตร์ควบคุมจิตใจดูล่ะ?”

“ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะเลี่ยงการใช้เวทมนตร์นะ เพราะยังไงซะก็ต้องมีสถานการณ์ที่จำเป็นต้องใช้อยู่ดี ก่อนถึงตอนนั้นก็อยากจะใช้น้อย ๆ เข้าไว้ก่อน”

“นี่ก็หมายความว่านายมีวิธีที่จะรู้ตัวคนสะกดรอยตามได้โดยไม่ต้องใช้เวทมนตร์แล้วสินะ”

เลโอพูดพลางหัวเราะ ฉันพยักหน้าตอบ

“ก็ประมาณนั้นแหละ”

ง่ายจะตาย

แค่ใช้ชีวิตให้ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมเพื่อไม่ให้ใครจับผิดได้ก็พอ

ตื่นเช้าไปเรียนห้องเรียนพิเศษแต่เช้า เข้าเรียน กินอาหารในห้องพัก ออกจากห้องไปเข้าเรียนอีกครั้ง กินอาหารในห้องพักอีก แล้วก็ไม่ออกจากห้องอีกเลย

‘ถึงจะแอบขัดใจนิดหน่อยที่ต้องขาดเรียนภาคค่ำของห้องเรียนพิเศษไปพร้อมกับเลโอก็เถอะ…’

ฉันอ้างว่าร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง เลยขอออกไปเรียนคาบเรียนบังคับสัปดาห์ละครั้งเท่านั้น

ส่วนเลโอ ตั้งแต่ขึ้นปี 2 ก็ออกมาฝึกซ้อมที่สนามฝึกซ้อมเป็นประจำอยู่แล้ว ต่อให้พวกเราจะไม่ได้อยู่ในห้องเรียนพิเศษในช่วงเวลาเดียวกัน ก็คงไม่น่าสงสัยอะไรมากมาย

ส่วนการประชุมขององค์กรที่มีเว้นวัน ก็แค่วาร์ปไปตามปกติเหมือนที่เคยทำ

แค่ทำแบบนี้ ข้อมูลก็จะไม่มีทางรั่วไหลไปถึงพวกนั้นได้

แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีอุปสรรคอยู่

พวกคนที่เข้ามาทักทายฉันนี่แหละ ที่น่าเป็นห่วง

ฉันจดความคิดลงในสมุดโน้ต พลางฟังอาจารย์สอนวิชาปรุงยาไปแบบผ่าน ๆ อาจารย์ที่สวมเสื้อคลุมเดินมองนักเรียนไปรอบ ๆ แล้วก็เอ่ยถาม

“มีนักเรียนคนไหนรู้บ้างว่าก่อนที่เวทมนตร์จะถือกำเนิดขึ้น ตระกูลวิเทลส์บัคมีความเกี่ยวข้องกับวงการแพทย์อย่างไรบ้าง? ยกเว้นนักเรียนเลโอนาร์ดคนเดียว กรุณาตอบด้วย”

เสียงหัวเราะของนักเรียนและเลโอดังขึ้น อาจารย์ทิ้งช่วงไปสักพัก ก่อนจะหันมามองหน้าฉันแล้วพูด

“งั้นให้นักเรียนที่ได้คะแนนเต็มในการสอบข้อเขียนเพียงคนเดียวตอบคำถามนี้ดีไหมครับ? ลูคัส อัสคาเนียน”

ฉันวางปากกาลง ลุกขึ้นยืน แล้วตอบด้วยรอยยิ้ม

“ในยุคก่อนที่จะมีเวทมนตร์ แทบจะไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ เลยครับ”

“ถูกต้องครับ ที่ผมยกเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพราะว่า เนื้อหาที่เราจะเรียนกันในวันนี้คือ ยารักษาบาดแผลที่พัฒนาโดยตระกูลวิเทลส์บัคครับ มันเป็นยาเวทมนตร์ชนิดแรกที่ถูกพัฒนาขึ้นหลังจากที่เวทมนตร์ถือกำเนิดขึ้น และเป็นยาที่เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของเวทมนตร์ทางการแพทย์และเภสัชศาสตร์…”

สถานการณ์แบบเมื่อกี้ต่างหาก ที่เป็นปัญหา สถานการณ์ที่จำเป็นต้องพูด

มันเป็นช่วงเวลาที่จะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของฉันได้ชัดเจนที่สุด

‘ตั้งแต่สอบกลางภาคเสร็จ อาจารย์ก็เรียกชื่อฉันบ่อยขึ้นนะ’

ไม่ใช่แค่วิชาปรุงยาเท่านั้น

ปรากฏการณ์คล้าย ๆ กันนี้เกิดขึ้นในทั้งเจ็ดวิชาที่ฉันได้คะแนนเต็ม

แถมยังมีคำพูดของเลโอที่ว่า เริ่มมีนักเรียนที่อยากรู้อยากเห็น จนถึงขั้นเข้ามาทักทายฉันด้วยตัวเอง

นักเรียนจากห้องเรียนอันดับ 1 ที่เข้ามาทักทายฉันเมื่อวาน ก็คงจะเป็นคนพวกนั้น

ไม่รู้ว่าต่อจากนี้ไปจะมีนักเรียนพวกนี้โผล่มาอีกมากแค่ไหน แล้วคนสะกดรอยตามก็จะคอยจับตาดูฉันอยู่ตลอดเวลา

แต่การที่ต้องมาแสดงละครเป็นลูคัสในวัยปี 1 ทุกครั้ง เพียงเพราะกลัวว่าคนแค่คนเดียวจะเอาเรื่องของฉันไปบอกต่อนี่มันก็เกินไปหน่อย แถมมันยังเป็นการทำให้ภาพลักษณ์ของฉันดิ่งเหวลงไปอีกครั้งด้วย

ยังไงซะ พี่ชายก็คงจะรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของฉันผ่านทางสื่อสิ่งพิมพ์แนวข่าวซุบซิบ หรือไม่ก็หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นอยู่แล้ว

ไม่ว่าจะเรื่องที่ดูแลรูปลักษณ์ภายนอกให้ดูดีขึ้น หรือเรื่องที่พูดคุยกับคนอื่นได้เป็นปกติ

ดังนั้นก็ไม่จำเป็นต้องแสดงละครเป็นตัวเองในวัยปี 1 ขนาดนั้นก็ได้ แต่การที่เรื่องความเปลี่ยนแปลงของฉันยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของพี่ชายไม่หยุดหย่อน ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีอะไรนัก

‘วันนี้คงต้องเริ่มเช็คดูจริง ๆ แล้วสินะ’

ฉันปิดสมุดโน้ต แล้วตั้งใจเรียน

ฉันเดินออกจากห้องเรียนพลางรวบรวมสมุดโน้ตจากนักเรียน แม้ว่าสอบกลางภาคจะจบไปแล้ว แต่พวกมันก็ยังต้องจดเนื้อหาในสมุดโน้ตต่อไปอยู่ดี เพราะยังไงซะในการสอบปลายภาคก็ต้องรักษาระดับนี้เอาไว้ให้ได้นี่นะ

หลังจากกินอาหารเย็นที่หอพักเสร็จ ฉันก็เดินไปยังห้องสมุดอย่างหมดเรี่ยวแรง

ระหว่างทางก็หยุดเดินเป็นพัก ๆ แล้วหันไปมองรอบ ๆ ตัวเพื่อตรวจสอบสถานการณ์รอบข้าง อาจจะเป็นเพราะเพิ่งจะหนึ่งทุ่ม คนบนถนนเลยยังเยอะอยู่

นักเรียนที่เดินผ่านไปมา มองฉันที่หยุดเดินแล้วหันไปมองรอบ ๆ ตัวด้วยสายตาประหลาดใจ ก่อนจะเดินจากไป

ฉันอ่านหนังสือในห้องสมุดไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งก่อนเที่ยงคืนหนึ่งชั่วโมง จึงรีบออกจากห้องสมุด

พอเป็นเวลาแบบนี้ คนก็เริ่มซาลงไปเยอะจริง ๆ ฉันตรวจสอบรอบด้าน พลางเดินวนจากประตูหน้าห้องสมุดไปยังประตูหลังอย่างรวดเร็ว แล้วก็ออกวิ่งไปตามทางที่มุ่งหน้าไปยังอาคารเรียน 3 อย่างไม่คิดชีวิต

ตอนที่วิ่งจนแทบจะหมดลมหายใจ ก็ทรุดตัวลงนั่งยอง ๆ พักหายใจครู่หนึ่ง ก่อนที่จะออกแรงวิ่งอีกครั้ง

ฉันหยุดวิ่งชั่วคราว แล้วหันหลังกลับไปมอง

บนถนนไม่มีใครเลย

ฉันตรวจสอบรอบข้างอีกครั้ง แล้วก็สังเกตเห็นว่าเชือกรองเท้าข้างหนึ่งที่ถูกเหยียบจนหลุดลุ่ย จึงนั่งลงผูกเชือกรองเท้าหลังตรอกเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง แถมยังแกล้งแก้เชือกรองเท้าอีกข้างที่ยังดี ๆ อยู่ แล้วผูกใหม่ทั้งสองข้าง ตั้งใจสร้างเวลาว่างขึ้นมา

จากนั้นก็ลุกขึ้นยืน แล้วก้าวเดินทีละก้าว พลางเหยียบเศษหินเล็ก ๆ ที่กลิ้งอยู่บนพื้น

อาจจะเป็นเพราะเป็นเวลากลางคืน หรืออาจจะเป็นเพราะไม่มีคน เสียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เลยดังขึ้นมาเป็นพิเศษ มันเหมาะเจาะที่จะใช้บอกตำแหน่งของฉันจริง ๆ

ถ้าเลี้ยวโค้งตรงนี้ไปอีกที สวนสาธารณะที่อยู่สุดเขตโรงเรียนก็จะปรากฏขึ้นในสายตา ฉันเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น แล้วเลี้ยวไปอีกทางอย่างรวดเร็ว และทันทีที่สวนสาธารณะปรากฏขึ้นในสายตา ฉันก็รีบหันหลังกลับไปยังทิศทางที่ตัวเองจากมาทันที

โครม―!

“โอ๊ย!”

“โธ่เอ๊ย… โดนจับได้ง่าย ๆ แบบนี้เลยนี่มันน่าตกใจจริง ๆ แฮะ น่าเสียดายจนน้ำตาจะไหล ขอพูดตามตรงว่าไม่เคยคิดเลยว่าจะถูกจับได้ตั้งแต่ขั้นตอนนี้”

ฉันผลักคนที่ตามมาให้ติดกำแพง แล้วออกแรงบีบคอ

คนที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนทำหน้าตื่นตระหนก พลางส่ายหน้าไปมา

“อะ อะไร…!”

“อุตส่าห์ใช้เวทมนตร์กลบเสียงอย่างดีแท้ ๆ”

“ปล่อยนะ!”

มันพยายามบิดแขน ฉันผลักมันให้กระแทกกำแพงอีกครั้ง แล้วถามเสียงเรียบ

“ใคร?”

“อะไร อะไรคือใคร…?!”

“ถามว่าใคร ใครสั่งให้พวกแกทำอะไรโง่ ๆ แบบนี้กันแน่?”

ไม่ใช่คน ๆ นี้แน่ ๆ ที่เป็นคนรับจดหมายจากพี่ชาย

คนที่รับจดหมายจากพี่ชาย เป็นคนสั่งงานนักเรียนคนนี้อีกที

พี่ชายไม่ใช่คนทำงานลวก ๆ แบบนี้

ถึงฉันจะใช้คำว่า ‘คนสะกดรอยตาม’ ไปเอง แต่มันก็คงไม่มีข้อความแม้แต่ประโยคเดียวในจดหมายที่พี่ชายส่งมา ที่สั่งให้สะกดรอยตามฉัน ถ้าคนรับจดหมายเกิดทรยศขึ้นมา พี่ชายจะทำยังไงถึงได้กล้าทำเรื่องอุกอาจแบบนั้นกัน?

ในจดหมายที่ส่งไปถึงคนรับจดหมายคนอื่น ก็คงจะมีแต่ข้อความที่แสดงความเป็นห่วงน้องชาย เหมือนกับที่อยู่ในจดหมายของฉัน ไม่มีอะไรอื่น นอกจากข้อความที่บอกว่า เป็นห่วงน้องชายที่เอาแต่เรียนจนลืมดูแลสุขภาพ เลยอยากจะฝากให้ช่วยส่งข่าวคราวของน้องชายมาให้ฟังบ้าง

ด้วยเหตุผลที่ว่าน้องชายเกรงใจพี่ชาย การที่จะฝากให้อีกฝ่ายช่วยส่งข่าวคราวของน้องชายให้ฟังก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร พี่ชายก็คงจะพูดแบบนั้นกับอีกฝ่าย ทุกตรรกะมันดูสมเหตุสมผลไปหมด

เรื่องที่ผิดพลาดก็คือ คนรับจดหมายตีความเจตนาของพี่ชายไปเอง

ทั้ง ๆ ที่เป็นแค่ประโยคธรรมดา ๆ ที่ฝากให้ช่วยส่งข่าวคราวกันบ้าง เพราะความเป็นห่วง กลับตีความไปว่าเป็นการสั่งให้สะกดรอยตามเฟลโลมาอย่างฉัน

แน่นอนว่าส่วนหนึ่งมันก็เป็นเรื่องจริง

แต่การที่พี่ชายไม่ได้พูดเรื่องการสะกดรอยตามออกมาโต้ง ๆ ก็ต้องมีเหตุผลสิ ถ้าคิดจะตีความเจตนาของคนอื่นตามอำเภอใจขนาดนั้น อย่างน้อยก็น่าจะคิดถึงเรื่องนั้นด้วย

‘รอบนี้พี่ชายพลาดท่าจริง ๆ ด้วยสิ’

พลาดเลือกคนผิดคนเดียว ถึงกับทำให้ฉันรู้เรื่องทั้งหมดได้ขนาดนี้

‘ชักอยากจะลองคิดดูแล้วสิ ว่าพี่ชายต้องการอะไรกันแน่’

สิ่งที่พี่ชายอยากจะรู้ในสถานการณ์แบบนี้ก็คือเรื่องนี้

เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงของฉัน ไม่ใช่แค่เรื่องผลการเรียน แต่รวมไปถึงเรื่องทัศนคติด้วย มันคืออะไรกันแน่?

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะฉันอยากจะใช้ชีวิตแบบพึ่งพาตัวเอง หรือว่ามีเหตุผลอื่น ๆ แอบแฝงกันแน่?

พี่ชายต้องการจะรู้เหตุผลที่แท้จริงให้ได้

เพราะถ้าเป็นเหตุผลแรกจริง ระบบ 20 ปีที่พี่ชายสร้างขึ้นมาก็จะกลายเป็นโมฆะไปในสักวัน พี่ชายก็คงจะต้องเตรียมรับมือกับเรื่องนั้นตั้งแต่ตอนนี้เลย

ดังนั้น พี่ชายก็เลยเผื่อใจถึงความเป็นไปได้ในกรณีแรกเอาไว้ด้วย

แต่ถ้าถึงขั้นลงมือส่งคนสะกดรอยตามมาจริง ๆ ในกรณีแรก มันก็จะกลายเป็นเหมือนกับการตอกย้ำให้ฉันมั่นใจในเจตนาร้ายของพี่ชายมากขึ้นไปอีก

สุดท้ายแล้ว คนรับจดหมายคนนั้นก็เลยเลือกทางเดินที่จะทำให้ตัวเองดูฉลาดแต่กลับกลายเป็นโง่เขลาไป

นักเรียนคนนั้นส่ายหน้าอย่างรุนแรง พร้อมกับตะโกนเสียงดัง

“สั่งอะไร? เปล่านะ! ไม่มีใครสั่งให้ฉันทำสักหน่อย…!”

“จะไม่มีได้ยังไง”

คนที่พี่ชายไว้ใจ คนที่รู้จักพี่ชายกับฉันดีพอที่จะฝากให้ช่วยส่งข่าวคราว หรือคนที่สามารถรู้จักพวกเราได้

นักเรียนไม่ค่อยจะเหมาะสมกับเงื่อนไขที่เป็นทั้งสองอย่าง ถ้าเงื่อนไขแรกผ่าน เงื่อนไขที่สองก็มักจะไม่ผ่านทีละเล็กทีละน้อย

ฉันจ้องเข้าไปในดวงตาของมันเขม็ง แล้วพูด

“ก็ศาสตราจารย์ไงล่ะ หนึ่งในศาสตราจารย์จากสถาบันการศึกษาอันดับ 2 ของจักรวรรดิ สั่งให้นายจับตาดูฉันอยู่ใช่ไหม? ผิดหรือไง?”

ฉันยิ้ม พลางออกแรงบีบมือที่จับไหล่ของมันเอาไว้ ใบหน้าของมันซีดเผือด

ตอนก่อน

จบบทที่ วิธีเอาชีวิตรอดในฐานะลูกชายคนที่สองของตระกูลขุนนางเวทมนตร์ (26)

ตอนถัดไป