วิธีเอาชีวิตรอดในฐานะลูกชายคนที่สองของตระกูลขุนนางเวทมนตร์ (28)
เมลวินที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสารอยู่ครู่ใหญ่เอ่ยถามเสียงเบา
“ปีศาจเหรอ?”
“ใช่ ปีนี้มีสัตว์ปนเปื้อนออกมาอาละวาดทั่วจักรวรรดิ เมื่อก่อน ท่าน… ไม่สิ เลโอเคยออกไปตรวจสอบด้วยตัวเองมาแล้ว เขาว่ายังไงนะ?”
“เห็นแต่หนูที่เน่าเฟะแล้วมากัดกินกันเอง”
“คงเป็นผลจากการทำพิธีคืนชีพโดยใช้ซากหนู แต่ไม่รู้ว่ามันหลุดออกมาข้างนอกได้ยังไง”
ในนิยาย เฟลโรมาไม่เคยสร้างคิเมร่า หรือปล่อยหมาป่าสายพันธุ์ต่างถิ่นเลย
แต่ถ้าพูดถึงแค่ปัญหามาสุที่ออกมาอาละวาดเป็นจำนวนมาก เรื่องนี้เฟลโรมาทำแน่ ๆ
ถึงตอนนี้จะยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ แต่ปลายปีก็คงจะกลายเป็นอาชญากรรมที่เฟลโรมายอมรับ
ตอนนั้นเอง นักเรียนคนหนึ่งก็ทวนคำพูดของผม
“พวกเขาทดลองคืนชีพในสัตว์ด้วยเหรอเนี่ย แต่ทำไมถึงไม่ทำตั้งนานแล้ว เพิ่งมาทำตอนนี้กับสัตว์?”
เลโอวางเอกสารลงบนโต๊ะแล้วพูดเสียงต่ำ
“คงใช้มนุษย์จนหมดแล้วมั้ง หรือไม่ก็คงเห็นแล้วว่าจะหมดในไม่ช้า”
“อ้อ”
“…อืม”
“ดูเหมือนว่าอัตราการเติบโตจะเริ่มชะลอตัวแล้วนะ พวกเขาคงกำลังเผชิญกับปัญหาในการหาคนศรัทธาและวัตถุดิบในการทดลอง”
คำพูดนั้นถูกต้อง
แต่ในเมื่อพูดเรื่องที่รู้จากนิยายไม่ได้ ก็คงต้องใช้วิธีอ้างอิงจากสถิติ
ผมหยิบแผนภูมิสรุปอาชญากรรมของเฟลโรมาออกมาติดบนกระดานดำ
“ปีที่แล้ว คดีอาชญากรรมของเฟลโรมาที่สรุปว่าเป็นการลักพาตัวมีถึง 22 คดี สองปีที่แล้ว 7 คดี ก่อนหน้านั้น 3 คดี”
“เยอะขึ้นมากจริง ๆ”
“ดูท่าว่าพวกเขาคงจะขาดแคลนคนจริง ๆ”
ผมพยักหน้าแล้วพูดต่อ
“ถ้าให้เลือกมนุษย์มาใช้ในการทดลองกับร่างกาย จะเลือกคนแบบไหน? เด็กกำพร้าที่ไม่มีญาติ หรือเด็กที่มีพ่อแม่หรืออยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์?”
นักเรียนต่างก็ขมวดคิ้วราวกับไม่เต็มใจตอบ
“เด็กกำพร้ารึเปล่า?”
“ผมด้วย”
“ใช่ เพราะฝั่งนั้นคงไม่มีใครแจ้งความได้ง่าย ๆ การที่จำนวนคดีเพิ่มขึ้นขนาดนี้ แสดงว่าปริมาณคนที่มีอยู่เดิมไม่พอ จนพวกเขาต้องจับคนที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของรัฐบาลด้วย”
ถึงจะดูเหมือนทำตามใจตัวเองโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม แต่ภายในเฟลโอมาก็มีกฎที่เข้มงวดอยู่
ถ้าไม่สนอะไรเลยจริง ๆ ป่านนี้สุสานทุกแห่งในจักรวรรดิคงโดนขุดไปหมดแล้ว
การที่แต่ก่อนจับแต่เด็กที่อยู่นอกขอบข่ายการคุ้มครอง แต่ตอนนี้ถึงขั้นแตะต้องเด็กที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของรัฐ แสดงว่าพวกมันจนตรอกจริง ๆ
นักเรียนพยักหน้าหงอย ๆ
“ช่องข่าวผู้สูญหายในหนังสือพิมพ์ก็ยาวขึ้นมากเลยนะครับ นี่เป็นเพราะเฟลโรมาเหรอ? ปัญหาดูจะร้ายแรงกว่าที่คิดอีก…”
“ใช่ สรุปกันตรงนี้เลยดีกว่า”
ผมสรุปเนื้อหาแล้วเขียนลงบนกระดานดำ
“ประการแรก เฟลโรมาเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่ต่างกันตามฤดูกาล นี่เป็นพื้นฐาน ดังนั้นเวลาคาดการณ์ครั้งหน้าต้องคำนึงถึงข้อนี้ด้วย ประการที่สอง คณะนักบวชกำลังเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ 12 ปี และมีแนวโน้มสูงที่จะวางแผนระบบใหม่เพื่อหาทางรอด”
หรือไม่ก็อาจจะทำสำเร็จไปแล้วก็ได้
ถ้าดูจากจำนวนมาสุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปีนี้
นักเรียนหลายคนจดสรุปย่อลงในสมุด
“ไม่เคยวิเคราะห์แบบนี้มาก่อนเลย แปลกใหม่ดีนะ”
“นั่นสินะ เนื้อหาแบบนี้ปกติมีแต่ในราชสำนักเท่านั้นที่รู้”
นี่เป็นชมรมที่ตั้งขึ้นเพื่อรวบรวมพวกพ้อง เลยไม่ได้คาดหวังอะไรกับการวิเคราะห์ นึกว่าจะต้องทำคนเดียวซะอีก ขอบคุณที่คิดให้
ต้องเดินหน้าตามแผนต่อไป
“ที่พูดมาทั้งหมดคือสถานการณ์ปัจจุบัน”
“ยังมีอีกเหรอ?”
“ต้องวิเคราะห์รายอาชญากรรมด้วย”
ผมติดแผนที่แผ่นใหม่แล้วหยิบชอล์กขึ้นมา
ผมเสนอให้นักเรียนลองคิดสถานที่ที่น่าจะเกิดอาชญากรรมขุดสุสานในการประชุมครั้งต่อไป แล้วลุกขึ้นจากที่นั่ง
“ตอนนี้เหลือแค่พวกเราแล้วสินะ”
“จากนี้จะทำอะไรต่อ?”
นาร์คพลิกเอกสารไปมาพลางถาม
“ว่าจะลองคิดเรื่องมาสุหน่อย”
“โอ้ จะเริ่มจริงจังแล้วเหรอเนี่ย~?”
“ใช่”
การแก้ปัญหาเกี่ยวกับเฟลโรมาเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการได้รับคะแนนนิยมไปทั่วประเทศ
แน่นอนว่าผมคงไม่เปิดเผยตัวตนออกไป แต่เรื่องนั้นแค่ใส่หน้ากากอีกอันก็จบ
ช่วงเวลาที่ทุกคนยังไม่ปักใจเชื่อว่าเป็นอาชญากรรมของเฟลโรมานี้แหละ ที่ต้องเจาะลึกเรื่องปีศาจ
ผมติดแผนที่ขนาดใหญ่ไว้บนผนังแล้วหยิบปากกาขึ้นมา
“เริ่มจากภูมิภาคก่อนเลย ปีที่แล้ว จำนวนสัตว์ปนเปื้อนที่ปรากฏตัวในจักรวรรดิ… 25 ครั้ง”
“ก็ถือว่าน้อยนะ”
เลโอพึมพำขณะมองแผนที่
ก็สมเหตุสมผล 25 ครั้งในตอนนี้เป็นตัวเลขที่ฟังดูเหมือนเรื่องในโลกอื่นไปแล้ว
เพราะปีนี้ใกล้จะ 1,000 ครั้งเข้าไปทุกที
“ถ้ารวมจำนวนที่ปรากฏตัวในปีนี้ ก็หลักพันแล้ว ทั้ง ๆ ที่ราชสำนักตั้งเขตหวงห้ามเพื่อป้องกันไม่ให้ออกมาแล้วแท้ ๆ”
ผมวาดวงกลมรอบพื้นที่ที่มาสุปรากฏตัว
นาร์คที่ตั้งใจดูอยู่ชี้ไปที่ป่าทึบที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล
“ถ้าทดลองกับปีศาจเหรอ ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีสถานที่ทดลองอยู่แถว ๆ นั้นตั้งแต่แรก”
“ก็อาจจะเป็นไปได้… แต่เรื่องนั้นต้องคิดดูอีกที”
ถ้าเป็นผมคงไม่ใช้วิธีที่โจ่งแจ้งขนาดนั้น
การทดลองก็ส่วนทดลอง ส่วนซากก็คงเอาไปทิ้งในที่ห่างไกล หรือไม่ก็วาร์ปทิ้งไปเลย
‘หรือว่าอาจจะคิดไปถึงขั้นนั้นแล้ว จงใจปล่อยให้ไปปรากฏตัวรอบ ๆ ฐานที่มั่นของตัวเองอย่างหน้าไม่อาย?’
ตอนนั้นเอง นาร์คก็ดีดนิ้วเรียกความสนใจจากผม
“ถ้าไปสำรวจโดยตรง ก็น่าจะได้อะไรติดมือมาบ้างแหละ~”
“อืม นั่นสินะ”
มีคนนิสัยต่างกันอยู่ด้วยกันแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะเวลาแบบนี้
ผมเลิกคิดแล้วอ่านตัวอักษรที่ปรากฏในสายตา
“ราชสำนักตั้งเขตหวงห้ามเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ปีนี้… ราชสำนักตอบสนองได้เร็วนี่นา”
เลโอถามอย่างระมัดระวังกับคำพูดเสียดสีของผม
“…รู้นะว่าห้ามพูดเรื่องแบบนี้ข้างนอก?”
“รู้”
นี่ผมกำลังได้ยินเรื่องพวกนี้จากคนที่เคยมีอิทธิพลต่อการโค่นล้มจักรพรรดิมากที่สุดอยู่งั้นเหรอ?
ช่างเถอะ จำนวนมาสุที่ปรากฏตัวในเดือนมกราคมคือ 271 ครั้ง
แล้วเดือนกุมภาพันธ์ที่เป็นเดือนที่ตั้งเขตหวงห้ามล่ะ?
‘37 ครั้ง’
ลดลงอย่างมาก แต่หลังจากนั้นก็กลับมาอยู่ที่ 80-90 ครั้งอีกครั้ง
‘ดูสภาพที่เป็นแบบนี้ทั้ง ๆ ที่มีเขตอาคมกั้นไว้สิ’
นี่แปลว่าเขตอาคมห่วยแตกจนเกินจะบรรยาย หรือไม่ก็เป็นการดูเชิงแค่ในเดือนกุมภาพันธ์ หรืออาจจะตรงกันข้าม เชื่อมั่นในเขตอาคมมากเกินไปจนกล้าทำอะไรแผลง ๆ
“……”
เชื่อมั่นในเขตอาคม?
ผมละมือที่ลูบคางออก
“…มีความเป็นไปได้ไหมว่าเฟลโรมากับใครบางคนในราชสำนักจะสมรู้ร่วมคิดกัน?”
“หา?”
ผมเดินฉับ ๆ ไปที่กระดานดำแล้วเขียนตัวอักษรลงไปอย่างลวก ๆ ด้วยชอล์ก
“เดือนที่แล้วคือเดือนกันยายน มีรายงาน 87 ครั้ง”
271 ครั้งในเดือนมกราคมไม่ใช่จำนวนที่เยอะ สิ่งที่ต้องระวังคือ 87 ครั้งในเดือนกันยายนมากกว่า
โดยเฉลี่ยแล้ว 1 ใน 100 ตัวจะหลุดออกจากเขตอาคมระดับต่ำได้สำเร็จ
‘ถ้าเทียบกับเดือนมกราคมที่ ‘ไม่มีเขตอาคม’ ตอนนี้ก็หมายความว่ามีอยู่ 8,700 ตัว’
‘…เรื่องนี้ท่าจะบานปลายใหญ่โต’
แต่ตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องพูดเรื่องนี้ออกไป
ต้องหาเบาะแสที่จะยืนยันสมมติฐานก่อน ประเด็นที่ว่าไม่เคยพบร่องรอยการสมรู้ร่วมคิดกันระหว่างเฟลโรมากับราชสำนักในนิยายก็ติดอยู่ในใจ ความเป็นไปได้ที่เรื่องนี้จะเกิดขึ้นจากแค่การตัดสินใจแบบตื้น ๆ ของราชสำนักก็ยังตัดทิ้งไม่ได้ด้วย
แน่นอนว่าผมอ่านมาถึงแค่บทของลูคัส แต่หลังจากนั้นก็เหลืออีกไม่กี่บทก็จะจบเล่มแล้ว
ผมละสายตาจากกระดานดำแล้วส่ายหน้า
“ตอนนี้ช่างมันก่อน ไปสำรวจแล้วค่อยคิดกัน”
“หืม? อะไรเนี่ย ทำให้อยากรู้ซะแล้ว”
“หารือเรื่องพื้นที่ที่จะไปสำรวจก่อน อย่างที่นาร์คว่า ต้องไปตรวจสอบด้วยตัวเอง วันนี้วันเสาร์ เราน่าจะทำกิจกรรมได้ถึงเช้ามืดวันจันทร์”
“อดหลับอดนอนแล้วไปโรงเรียนเนี่ยนะ? สุดยอดเลย เดี๋ยวฉันแอบปลอมตัวไปด้วยดีไหม?”
นาร์คเอนหลังพิงเก้าอี้แล้วหัวเราะอย่างทะเล้น
นาร์คต้องขออนุญาตจากโรงเรียนเดิมก่อน เลยยังเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผยไม่ได้ในตอนนี้
เลโอหัวเราะเยาะคำพูดของเขา
“…ให้ฉันพาตัวคนท่าทางเหมือนโจรสองคนไปด้วยเนี่ยนะ? แค่พวกนายสองคนไปกันก็ไม่เลวนะ”
“ฮ่า ๆ เลโอต้องไปด้วยสิ~ เดินทางปลอดภัยนะ”
นาร์คหัวเราะแล้วโบกมือ
เสียดายความสามารถของเขาเหมือนกันถ้าจะทิ้งไว้
ถ้าได้รับอนุญาตเมื่อไหร่ ต้องพาไปด้วยทันที
ระหว่างนั้นเลโอก็เคาะกระดานดำ
“ถ้าจะออกเดินทางวันนี้ รีบเลือกพื้นที่กันเถอะ นอกจากเขตที่เคยมีคิเมร่าปรากฏตัว ก็ไม่มีเขตไหนที่ได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจังเลย หลังจากเกิดเรื่อง ก็แค่ส่งคนมาตรวจตราวันละชั่วโมงตอนกลางวันเท่านั้นแหละ”
“สมเป็นราชสำนักจริง ๆ”
“…แฮ่ม… จะว่าไปก็คือสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่างหาก ช่างเถอะ ในแง่ความปลอดภัย ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ไปสำรวจเขตระดับล่างก่อนดีกว่า”
เลโอชี้ไปที่เขตหวงห้ามที่ใกล้เมืองหลวงที่สุด
“ไปที่นี่ไหม?”
สามชั่วโมงต่อมา ผมวาร์ปมายังสถานที่สำรวจ
หลังจากปรับสายตาให้เข้ากับความมืด ก็เห็นป่าทึบที่ทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตาตรงสุดปลายทุ่งราบ
เลโอที่วาร์ปตามมาขยี้ตาแล้วจับไหล่ผม
“นี่นายมัน…”
“อะไร”
“…เปล่า แค่รู้สึกว่าการที่นายเลือกไปที่แบบนี้มันเหมือนกับคนที่ฉันรู้จัก”
“แค่เลือกสถานที่แห่งหนึ่งถึงกับรู้สึกแบบนั้นเลย?”
เลโอไหล่
“ไม่คิดว่าจะมีคนถึงสองคนเลือกที่จะไปเขตหวงห้ามที่เป็นหนองน้ำ ทั้ง ๆ ที่มีทุ่งหญ้าให้เลือกตั้งเยอะแยะ”
“ดีออก ดูเหมือนคนที่นายน่าจะรู้จักก็เคยมาที่นี่เหมือนกันสินะ?”
ผมแสร้งถาม
รู้ว่ากำลังพูดถึงใคร แต่ก็ช่วยไม่ได้
การไปที่ที่ไม่เคยได้ยินได้เห็นมาก่อนไม่ใช่ทางเลือกที่ดีในการค้นหาความเปลี่ยนแปลง
การไปไล่ตามรอยคนที่เคยเป็นตัวเอกไปแล้วน่าจะเป็นวิธีที่ดีกว่า
“เมื่อไม่นานมานี้ แต่เมื่อวันก่อนก็ได้รับจดหมายคะยั้นคะยอให้ไปที่นี่ด้วยกันอีก ฉันปฏิเสธไป ไม่คิดว่าจะได้มากับนายแทน… ไม่น่าเลย”
“งั้นเหรอ? เสียดายจัง ถ้ารู้ว่าเลโอเคยไปมาก่อน น่าจะลองถามความคิดเห็นดู”
“ยิ่งดูยิ่งเหมือนกันเข้าไปทุกทีนะ….”
พวกเราเดินข้ามทุ่งราบ ไปหยุดตรงจุดเริ่มต้นของป่าสน
ในเมื่อเคยเจอมาแล้วครั้งหนึ่ง ก็เลยไม่ลังเล ผมเดินไปที่อาคารไม้กระดานที่ดูอ้างว้างแล้วเคาะประตู
“ขออนุ…”
โครม—!
เหมือนมีใครสักคนเตะประตู ประตูกระแทกผนังอย่างแรง แรงกระแทกทำให้ผมถอยหลังโดยอัตโนมัติ เลโอเองก็ตกใจจนเผลอเอามือไปจับไม้เท้าเวทมนตร์
เด็กที่น่าจะอายุแค่ 10 ขวบต้น ๆ อ้าปากค้างแล้วมองพวกเราสลับไปมา
“นี่มันเรื่องจริง…!”
“สวัสดีครับ”
เลโอเอียงศีรษะเล็กน้อยกับท่าทีแปลก ๆ ของเด็กแล้วทักทาย
“พวกเรามาจัดการปีศาจครับ ตอนนี้อยากจะเข้าไปในเขตอาคม ไม่ทราบว่าผู้ดูแลอยู่ที่ไหนครับ….”
“ผมเองครับ! นี่ผมไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหมเนี่ย?! ไม่คิดเลยว่าท่านชายรัชทายาทจะเสด็จมาถึงที่เปลี่ยว ๆ แบบนี้…!”
เลโอหันมามองหน้าผมด้วยสีหน้างงงวย แล้วถามอย่างคนหมดอาลัยตายอยาก
“ครับ?”
“อ๊ะ ขอโทษครับ ผมชื่อ ฮิวเบิร์ต คุนส์ท ครับ”
“ไม่ใช่เรื่องชื่อครับ”
“ครับ? แล้วเรื่องอะไร….”
ความเงียบที่น่าอึดอัดปกคลุมไปทั่ว
เลโอที่จ้องตากับเด็กโดยไม่ได้ตั้งใจถามอย่างใจเย็น
“ทำไมถึงเรียกผมแบบนั้นครับ?”
“…ทำไมเหรอครับ? พวกผู้ใหญ่บอกว่าถ้าเจอขุนนางให้เรียกด้วยคำยกย่องสูงสุดนี่ครับ….”
ผมสัมผัสได้ว่าสีหน้าของเลโอเปลี่ยนเป็นดำมืดในความมืด
‘หมอนี่สังเกตได้แฮะ’
จักรวรรดิประกอบด้วยรัฐในอารักขาหลายรัฐ และตระกูลของเลโอเป็นผู้ปกครองรัฐที่ใหญ่เป็นอันดับสองในจักรวรรดิ
ในนิยายเลโอไม่เคยมีความคิดที่ดีกับระบบชนชั้น เลยมักจะแสดงความอึดอัดออกมาทุกครั้งที่ได้ยินคำเรียกขานแบบนี้
โชคดีที่เลโอตั้งสติได้ในเร็ววัน เลยตอบกลับไปด้วยสีหน้าปกติ
“เรียกชื่อเฉย ๆ ก็พอ”
“เป็นไปไม่ได้หรอกครับ?”
ผมจับไหล่เลโอแล้วกระซิบอย่างจริงจัง
ในที่ที่ระบบชนชั้นยังมีอยู่ จะให้ไปเรียกชื่อเชื้อพระวงศ์ที่เพิ่งเคยเจอกันครั้งแรกได้ยังไง
ผู้ดูแลกระพริบตาปริบ ๆ แล้วพูดตะกุกตะกัก
“คื, คือว่า… แล้วท่านที่อยู่ข้าง ๆ ท่าน ผมได้ยินมาว่าเป็นผู้ติดตาม…”
ถึงจะพูดให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่รอบข้างก็เงียบสนิท เลยไม่มีเสียงตอบรับ
“ผมเป็นผู้ติดตามครับ มีอะไรหรือเปล่าครับ?”
“อ๋อ ป, เปล่าครับ ผมคงหูฝาดไปเอง จริง ๆ แล้วผมนอนไม่พอมาหลายคืน ตอนนี้เลยเบลอ ๆ เหมือนฝันไปเลยครับ”
“อย่างนั้นเองเหรอครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอตอบแทนนะครับ การใช้คำเรียกขานโดยไม่ระบุชื่อรัฐในพื้นที่ที่ไม่ได้อยู่ในเขตปกครองของวิทเทลส์บัคอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ครับ เรียกขานในฐานะดยุกแห่งบาวาเรียก็จะเหมาะสมกว่าครับ”
ผมส่งสัญญาณให้เลโอด้วยสายตาว่าให้พอใจแค่นี้ก่อน เลโอในนิยายก็ไม่ค่อยพอใจเรื่องนี้เท่าไหร่ และก็เป็นอย่างที่คิด ตอนนี้เขาก็แค่ยิ้มเจื่อน ๆ
โชคดีที่ดูเหมือนผู้ดูแลจะไม่ได้ยินอะไรที่เราพูดเลย
“ผมดีใจมากเลยครับ! คนแถวเขตหวงห้ามต่างก็รอคอยให้พวกท่านเสด็จมากันทั้งนั้นแหละครับ? ได้ยินว่าทางเมืองหลวงยิ่งกว่านี้อีกนะครับ”
“อย่างนั้นเองเหรอครับ”
“เพราะมาสุเยอะขึ้นเรื่อย ๆ น่ะครับ เมื่อวานหนูที่ปนเปื้อนกัดขาสามีของน้าสาวผมที่อยู่ข้างล่างนี่ครับ”
เลโอที่เงียบฟังอยู่เอ่ยปาก
“ยังไม่มีใครมาจัดการเลยเหรอครับ?”
“นอกจากนักเวทที่มาเมื่อเดือนที่แล้ว ก็ไม่มีใครมาอีกเลยครับ”
เลโอกัดริมฝีปากแน่นแล้วพยักหน้า
หลังจากนั้นพวกเราก็รับผลึกควอตซ์ที่มีพลังเวทจากผู้ดูแล แล้วเดินเข้าไปใกล้เขตอาคมตรงทางเข้าป่า
ผมถามเลโอที่เดินตามหลังมาด้วยสีหน้าหม่นหมอง
“คิดอะไรอยู่เหรอ?”
“…คิดว่าจะต้องเดินทางไปทั่วประเทศซะแล้ว”
“อืม”
คิดไว้แล้วเชียว
ไหน ๆ ก็ไหน ๆ ถือโอกาสสำรวจไปด้วยก็ไม่เลว ผมไม่มีเหตุผลที่จะห้าม
เลโอถอนหายใจแล้วพึมพำ
“ปัญหามันเยอะจริง ๆ ไม่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนเลย ผมเช็คข่าวในหนังสือพิมพ์ทุกวัน แต่ไม่เคยอ่านเรื่องแบบนี้เลย”
สื่อมวลชนไม่เคยลงข่าวเกี่ยวกับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในที่แบบนี้ ก็เลยไม่รู้
ผมกำก้อนหินไว้ในมือแล้วยื่นมือออกไปในอากาศ
แสงสว่างวาบขึ้นจากอากาศที่ดูเหมือนจะว่างเปล่า อากาศสั่นไหวไปตามมือที่สัมผัส
พวกเราเข้ามาในเขตอาคมแล้ว แต่ข้างในก็ไม่ได้ต่างจากข้างนอกเท่าไหร่
เลโอส่องไฟฉายจากไม้เท้าเวทมนตร์สำรวจรอบ ๆ
“แถวนี้ไม่ค่อยมีร่องรอยของมาสุเท่าไหร่แฮะ”
“นั่นสินะ ไปที่หนองน้ำกันเลยดีกว่า”
“อุ๊บ!”
ตอนนั้นเองเลโอก็เอามือป้องหน้า
ผีเสื้อกลางคืนตัวใหญ่บินวนเวียนอยู่รอบตัวแล้วร่วงลงไปตามแรงปัดของเลโอ แล้วก็บินพุ่งเข้ามาอีกหลายครั้ง
การเคลื่อนไหวของผีเสื้อกลางคืนดูราวกับว่ากำลังทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชีวิตรอด
“ดับไฟ ลูคัส”
เลโอพูดด้วยสีหน้าหม่นหมองราวกับสัมผัสได้ถึงลางร้าย
เลโอดับแสงไฟจากไม้เท้าเวทมนตร์ไปแล้ว แล้วเอามือกุมลำคอไว้
“……”
ผมพอจะเดาออกว่าทำไมมันถึงมีปฏิกิริยาแบบนั้น
ถ้าดับไฟนี้ ที่นี่ก็จะกลายเป็นความมืดมิดที่แยกอะไรไม่ออก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงเก็บไม้เท้าเวทมนตร์ลง
โชคดีหรือร้ายก็แล้วแต่ ใช้เวลาไม่นานในการยืนยันสมมติฐาน
หวือออ— ฟั่บ ๆ ๆ ๆ—!
เสียงกระพือปีกของผีเสื้อกลางคืนจำนวนมหาศาลดังซ้อนทับกัน ดังสลับเบา
ผมอดทนต่อแรงกระตุ้นที่อยากจะหนีจากตรงนี้ไปให้พ้น แล้วเอ่ยปากเสียงเบา
“ปนเปื้อนแล้ว”
ทั้ง ๆ ที่ไม่มีแสงสว่าง แต่พวกมันก็ยังพุ่งเข้ามา
เหมือนไม่อยากจะอ้าปากพูดในสภาพที่โดนผีเสื้อกลางคืนล้อมรอบ เลโอเงียบแล้วใช้ไม้เท้าเวทมนตร์กรีดอากาศ
เสียงกระพือปีกที่เหมือนเสียงกรีดร้องก่อนตายดังกระชั้นชิดขึ้น หลังจากตรวจสอบว่าผีเสื้อกลางคืนร่วงลงไปกับพื้นแล้ว เลโอรีบออกจากตรงนั้น
“ทดลองกับผีเสื้อกลางคืนเหรอ? โหดร้ายจริง สัตว์ยังไม่พอ ตอนนี้ถึงขั้นแมลงแล้วเหรอเนี่ย”
“……”
ผมไม่ได้ตอบอะไร แต่หยุดยืนแล้วกวาดสายตาสำรวจป่า
‘…นี่มันผิดคาดแฮะ’
ในนิยายไม่เคยมีเรื่องราวที่เฟลโรมาทดลองโดยใช้แมลงเลยสักครั้งเดียว
ไม่คิดเลยว่าจะได้ผลลัพธ์ตั้งแต่เพิ่งเข้ามา
ต้องลองตรวจสอบดูหน่อยแล้ว
ผมมองหาใต้ต้นไม้แล้วทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าลงบนพื้น