วิธีเอาชีวิตรอดในฐานะลูกชายคนที่สองของตระกูลขุนนางเวทมนตร์ (30)
หน้าต่างข้อความที่ไม่ปรากฏขึ้นหลังจากข้อเสนอแนะในบทที่ 3 ประสบความสำเร็จ ตอนนี้กลับมาปรากฏขึ้นอีกครั้ง มีทั้งกรณีที่ข้อเสนอแนะบรรลุผลสำเร็จแล้วข้ามไปบทถัดไปได้เลย และกรณีที่มีช่วงเวลาเว้นวรรคบ้าง
การที่ตอนนี้หน้าต่างข้อความปรากฏขึ้นมา แสดงว่าตอนนี้กำลังเข้าสู่บทที่ 4 อย่างเป็นทางการแล้วสินะ จากกระแสแล้ว ดูเหมือนว่าตอนนี้เรามาถูกทางแล้ว
‘เอาล่ะ ไม่ว่ายังไงก็ตาม’
ถึงเวลาที่จะต้องคิดถึงเหตุผลที่เรื่องราวเปลี่ยนไปแล้วสินะ ในมุมมองของเฟลโรมา ถ้าจะให้พูดถึงเหตุการณ์สำคัญที่มากพอจะเปลี่ยนแปลงเรื่องราวได้ การปรากฏตัวของผมกับเลโอคงจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้มากที่สุด
และในช่วงเวลานี้เองก็อาจเกิดข้อสงสัยขึ้นมาได้ ในนิยาย ตัวเอกเองก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งวุ่นวายในเขตหวงห้ามเหมือนกันหรอกเหรอ? ตัวเอกปิดบังฐานะที่แท้จริงของการเป็นเชื้อพระวงศ์ และทำทีเป็นจอมเวทชนชั้นขุนนางระดับล่างที่เกลื่อนกลาดทั่วไป เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกสงสัยหรือได้รับความสนใจ แม้แต่จำนวนเงินชดเชยที่ได้รับก็ยังปรับลดลงมาแล้ว ถ้าดูแค่ผลลัพธ์ ในมุมมองของเฟลโรมาก็ถือว่าไม่ใช่ปัจจัยเสี่ยงอะไร
แต่การปรากฏตัวของเลโอนั้นแตกต่างออกไป เลโอและนักล่าปริศนาผู้ใช้พลังศักดิ์สิทธิ์นั้น ได้กุมความสนใจของผู้คนในสังคมเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ยิ่งไปกว่านั้น ต่างจากต้นฉบับ สิ่งมีชีวิตคิเมร่าก็ถูกราชสำนักจับได้อีกด้วย ถ้าสิ่งมีชีวิตไคเมร่าพวกนั้นถูกสร้างขึ้นโดยพวกมันจริง เรื่องนี้จะกลายเป็นเรื่องที่น่าลำบากใจสำหรับพวกมันอย่างมาก
ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม เมื่อมาถึงตอนนี้ ข้อสรุปก็มีเพียงหนึ่งเดียว มีโอกาสที่จะสถานการณ์จะเลวร้ายลงถึงขีดสุด ดังนั้นผลประโยชน์ที่จะได้รับเมื่อจัดการปัญหาได้จึงมีมูลค่ามหาศาล ถ้าทำได้ดี บางทีอาจจะสามารถพลิกสถานการณ์ได้อย่างสมบูรณ์แบบเลยก็เป็นได้
ในขณะที่กำลังเตรียมตัวจะออกไปข้างนอกหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ ประตูก็ถูกเปิดพรวดพราดเข้ามา เลโอละเลยแม้กระทั่งคำทักทายและถามขึ้นมาอย่างตรงไปตรงมาว่า
“เห็นรึยัง?”
“เห็นอะไร?”
เลโอยื่นหนังสือพิมพ์ปึกหนึ่งมาให้ ไม่จำเป็นต้องพลิกหน้ากระดาษเลย เพราะตั้งแต่หน้าแรกก็เต็มไปด้วยเรื่องราวของผมกับเลโอ
[เลโอนาร์ด วิเทลส์บัค มาเยือนเขตหวงห้ามของเมเฟน]
[งานกุศลของท่านเคานต์นิโคลา ‘นักล่าตาสีฟ้า’]
[เพียงแค่สัมผัส โรคผิวหนังก็หายไป… ปาฏิหาริย์ที่ท่านเคานต์นิโคลาสร้างขึ้นในเมเฟน]
“ชื่อหัวข้อข่าวเรียบง่ายดีนะ”
“…ดูสิว่าเขาทำเป็นใจเย็นลงได้เพราะเคยเจอเรื่องแบบนี้มาแล้วรอบหนึ่ง…. ตอนนี้ข้างนอกสำนักข่าวท้องถิ่นมาปักหลักกันเต็มไปหมด พอใครออกมาก็เข้าไปสัมภาษณ์กันทันที”
“อืม น่าจะดีนะ”
“พรุ่งนี้คงจะกระจายไปทั่วประเทศ”
คงจะเป็นอย่างนั้น
ไม่มีทางที่จะพลาดเรื่องการมาเยือนของเลโอไปได้อยู่แล้ว แถมยังมีเรื่องราวดีๆ ที่เอาไปคุยต่อได้อีก
เลโอทรุดตัวลงนั่งตรงหน้าผมและจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทาง
“แล้ว ตกลงว่ารู้เรื่องอะไรรึยัง?”
“มีคนบอกว่าเรื่องเริ่มเป็นที่พูดถึงกันเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน มีคนบอกว่าได้ยินเรื่องยุงตั้งแต่ประมาณวันที่ 18 ตุลาคม”
“ก็เท่ากับว่าเริ่มตั้งแต่ตอนนั้นสินะ”
“ใช่ ผู้ป่วยก็เริ่มปรากฏตัวตั้งแต่ตอนนั้นด้วย ดังนั้นถึงจะบอกว่ามลพิษจากแมลงเริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนนั้นก็ไม่น่าจะผิดอะไร เพราะยังไงก็ตามก็มีพวกที่เล็ดลอดออกจากเขตแดนอยู่เสมออยู่แล้ว วันที่แสดงอาการกับวันที่เกิดมลพิษก็คงจะไม่ต่างกันมากเท่าไหร่หรอก”
“ก็คงจะจริง”
ผมยื่นหนังสือพิมพ์ให้เลโอที่พยักหน้าเห็นด้วย
“ฉันลองค้นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นย้อนหลังไป 2 สัปดาห์ก่อนดู ปรากฏว่าวันที่ 17 ตุลาคมก็มีฝนตกเหมือนกันนะ”
“บังเอิญจังแฮะ ที่นายพูดมาหมายความว่า พวกนั้นจงใจเลือกวันที่ฝนตกเพื่อทำการทดลองอย่างงั้นใช่ไหม?”
“ใช่ ตอนนี้ความเป็นไปได้มากที่สุดก็คืออย่างนั้น”
ถึงเวลาที่จะต้องหยิบยกสมมติฐานที่เคยคิดไว้แล้วพักเก็บไปก่อนหน้านี้กลับมาพิจารณาอีกครั้ง
ถ้าสมมติฐานที่ว่า พวกนั้นใช้เขตหวงห้ามเป็นสถานที่ทดลองเพื่อการฟื้นคืนชีพนั้นเป็นเรื่องจริง ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ทั้งเขตปนเปื้อน หรือทำให้กลุ่มแมลงปนเปื้อน พวกนั้นก็จะทำการทดลองในวันที่ฝนตกเพื่อไม่ให้เหลือร่องรอยหลักฐาน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตั้งแต่รู้ว่าเลโอกับคณะผู้ติดตามจะเดินทางเข้าไปในเขตหวงห้ามเมื่อเดือนที่แล้ว พวกนั้นก็คงจะพยายามปกปิดร่องรอยหลักฐานอย่างถี่ถ้วนมากขึ้นเป็นทวีคูณ
เพราะไม่จำเป็นต้องสร้างเรื่องน่าปวดหัวขึ้นมา
“นายคงจะเชื่อว่ามันเป็นฝีมือของมนุษย์สินะ ก็จริง ถ้าแมลงมันปนเปื้อนเองตามธรรมชาติ ป่านนี้คงปนเปื้อนไปนานแล้วล่ะมั้ง”
“ใช่”
ตอนนี้ถึงเวลาที่จะต้องหาแนวทางที่จะใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้อย่างจริงจังแล้วสินะ
ผมตอบรับไปพอเป็นพิธีแล้วลุกขึ้นจากที่นั่ง
“เที่ยงคืนแล้ว กลับกันเถอะ”
พวกเราแวะที่คฤหาสน์ของท่านบารอนเพื่อกล่าวคำอำลา และหลังจากวาร์ปจากที่นั่นไปยังเขตปกครองบาวาเรีย ก็เคลื่อนย้ายไปยังโรงเรียน
เป็นการตัดสินใจที่ทำลงไปเผื่อกรณีที่มีคนตามสะกดรอย
‘เมื่อคืนนอนไม่พอ สภาพร่างกายเลยแย่ขนาดนี้’
ผมซดยาแก้ปวดหัวพร้อมกับกาแฟลงไปรวดเดียว
ท่ามกลางสถานการณ์นั้น ห้องเรียนกลับส่งเสียงดังจอแจกว่าปกติ
“เลโอ เมื่อวานนี้มันเรื่องอะไรกันน่ะ?”
“อ่านข่าวรึยัง! รอบนี้ก็ไปจับสัตว์อสูรที่นั่นมาอีกแล้วเหรอ?”
“อืม จับเสร็จแล้วก็แวะเข้าไปในหมู่บ้านแป๊บนึง”
“มีข่าวออกมาว่าท่านบารอนเมเฟนจะมอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้พวกนายกับท่านเคานต์นิโคลานะ ได้ยินรึยัง?”
“เรื่องนั้นยังไม่รู้เลย เพิ่งจะมาประกาศหลังจากที่พวกเรากลับมาถึงโรงเรียนรึเปล่าก็ไม่รู้”
เรื่องราวที่ลงในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเมื่อคืนนี้ ปรากฏอยู่ในหนังสือพิมพ์ของจักรวรรดิในวันนี้ด้วย
[ปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นกับผู้คน 150 ชีวิต… เวทมนตร์แห่งการกุศลของท่านเคานต์นิโคลา]
[งานเวทมนตร์แห่งการกุศลขนาดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ได้รับการแสดงเจตจำนงสนับสนุนจาก 9 ตระกูลในจักรวรรดิ]
[‘นักล่าตาสีฟ้า’ นิโคลาคือใครกัน?]
[ท่านบารอนเมเฟน ‘จะมอบโล่ประกาศเกียรติคุณและประกาศนียบัตรพลเมืองกิตติมศักดิ์ภายในสัปดาห์นี้’]
ทั้งหมดนี้คือพาดหัวข่าวที่บังเอิญเห็นระหว่างทางที่ผ่านมา
ผมตั้งใจจะจดจ่ออยู่กับหนังสือระหว่างรอเวลาเข้าเรียน
แต่ถึงจะพยายามไม่สนใจมากแค่ไหนก็ตาม ก็ยากที่จะเพิกเฉยต่อเสียงเอะอะโวยวายที่ดังมาจากในห้องเรียนเดียวกันได้อย่างสมบูรณ์
“เขาเป็นคนแบบไหนกันนะ? ถึงจะใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ได้นานขนาดนั้น คงจะเป็นคนจากตระกูลที่ดีมากๆ แน่เลย อายุคงจะเยอะแล้วด้วยมั้ง”
“ไปรู้จักเขาได้ยังไงเนี่ย?”
“นาร์ค นายรู้จักคนชื่อนิโคลาอุสไหม? เขาดังในเขตปกครองของพระสันตะปาปารึเปล่า?”
“เอ่อ ชื่อนั้นมันก็มีเยอะแยะไปหมดจนไม่รู้เหมือนกันแฮะ”
นาร์คหัวเราะและตอบรับไปแบบนั้น
ก็ดีหมดทุกอย่างหรอก… แต่พอในห้องเรียนเอาแต่พูดเรื่องของผมแบบนี้ ก็เลยไม่มีสมาธิเลยแฮะ
ต้องดื่มกาแฟเรียกสติหน่อยแล้วค่อยกลับไปตั้งใจเรียนอีกที
“แต่ว่า ในฐานะนักเดินทางจะใช้เวทมนตร์ไปทั่วประเทศแบบนั้นก็ได้เหรอ? อ๊ะ! ถึงจะบอกว่าทำความดีก็เถอะ….”
เมื่อได้ยินคำถามนั้น เลโอก็ส่ายหน้า
“เขาเป็นพลเมืองของบาวาเรีย เป็นคนที่กองทัพราชอาณาจักรจ้างมาเป็นจอมเวทแล้ว หมดห่วงเรื่องจะมีปัญหาอะไรได้เลย”
“อย่างนี้นี่เอง!”
‘…….’
กองทัพ?
ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
ผมลุกพรวดพราดขึ้นจากที่นั่ง เสียงเก้าอี้ลากไปกับพื้นทำให้เลโอหันหน้ามาทางผม
พายที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อสูทโผล่หน้าออกมา
“เป็นอะไรไปเหรอ ลูคัส?”
ตั้งใจว่าจะต้องออกจากห้องเรียนก่อนที่จะพ่นกาแฟออกมาซะก่อน
ในจังหวะที่กำลังก้าวพ้นประตูออกมา นักเรียนคนหนึ่งก็รีบวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาคว้าขอบประตูเอาไว้แล้วตะโกนบอกเข้าไปในห้องเรียนว่า
“เฮ้ย! ลงมาดูหน่อย เร็วๆ เข้ามาดูเร็ว! ต้องรีบไปดูเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงสามารถโน้มน้าวตระกูลวิเทลส์บัคให้ยอมรับบุคคลที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้คนนี้ได้
คำพูดที่ว่าไม่ต้องกังวลว่าจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น หมายความว่าถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นก็จะถูกลงโทษตามกฎหมายทหาร ไม่ต้องกังวล
‘จู่ๆ บรรยากาศก็ดูตึงเครียดขึ้นมาเลยนะ’
ถึงยังไงก็ตาม ผมก็ไม่ได้ตั้งใจจะก่อเรื่องวุ่นวายอยู่แล้ว เลยไม่เป็นไรหรอกมั้ง
การที่ได้รับสัญชาติพลเมืองของราชอาณาจักรมาโดยไม่ต้องออกแรงอะไรเลย ถือว่าเป็นผลดีมากกว่า เพราะจำเป็นจะต้องมีหลักฐานยืนยันตัวตนที่ได้รับการรับรองเพื่อที่จะใช้ชีวิตในฐานะนิโคลาได้
ขอแค่ผมไม่ก่อเรื่องอะไรก็พอ
พายที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อสูทยังคงพูดคุยไม่หยุดหย่อน
“ลูคัส รู้ไหมว่าวันหยุดสุดสัปดาห์ฉันทำอะไร? ฉันลองสร้างบ้านเกิดดูด้วยนะ”
“สร้างได้ยังไงกัน…”
“ก็เอาหินมากองๆ กันเยอะแยะเลยไง! แล้วก็เอาดอกไม้ใส่เข้าไปด้วย”
“อย่างนี้นี่เอง”
“เดี๋ยวตอนเย็นมาเล่นที่บ้านฉันนะ!”
“อืม ขอบคุณที่ชวนนะ”
ผมตอบปายไปตามกระแสความนึกคิดแทบทั้งหมดและตรวจสอบนาฬิกา
ใกล้จะถึงเวลาเข้าแถวเคารพธงชาติแล้วสินะ
ผมเดินออกมาจากสวนสาธารณะข้างอาคารเรียนและมุ่งหน้าไปยังประตูใหญ่
“กรี๊ดดดดดดด!”
ในตอนนั้นเอง เสียงกรีดร้องก็ดังมาจากลานกว้างที่ว่างเปล่าที่อยู่ไกลออกไป
เมื่อเข้าไปใกล้ๆ ก็เห็นนักเรียนคนหนึ่งที่ใช้ไม้ค้ำยันล้มอยู่กับพื้น นักเรียนคนนั้นพึมพำคำหยาบคายต่างๆ นานา
“เวรเอ๊ย ฝนบ้าอะไรนี่… แบบนี้คงต้องได้พักรักษาตัวเพิ่มอีก 2 อาทิตย์ได้เลยมั้ง”
ดูเหมือนจะพูดเกินจริงไปหน่อยแฮะ
อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีตกใจหรือหลบเลี่ยงเมื่อเห็นผมเลยแม้แต่น้อย ผมนั่งลงข้างๆ เขาแล้วช่วยพยุงให้ลุกขึ้น
นักเรียนคนนั้นหัวเราะอย่างเปิดเผยและทักทาย
“โอ้ ขอบใจมากนะเนี่ย เกือบตายแล้ว”
“ไม่เป็นไร”
“แต่ว่า เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อนเลยนะ ชื่ออะไรเหรอ?”
“ลูคัส”
ผมหยิบไม้ค้ำยันส่งคืนให้เขา
เมื่อได้ยินคำตอบของผม อีกฝ่ายก็ขมวดคิ้วและพินิจพิจารณาผม
“อืม อัสคาเนียน? เปลี่ยนไปจนจำไม่ได้จริงๆ ด้วย ดูดีกว่าที่คิดไว้อีกนะเนี่ย”
“เราเคยเจอกันมาก่อนรึเปล่า?”
“ถึงนายจะไม่รู้ แต่คนอื่นรู้จักนายกันหมดแล้ว เอาเป็นว่าตอนนี้พวกเราอยู่ห้องเดียวกันแล้วกันนะ เจอกันอีกทีตอนเย็น”
เขาเงยหน้าขึ้นและยิ้ม พยักหน้าให้แล้วโบกมือ ก่อนจะขยับไม้ค้ำยันเดินจากไปอย่างขยันขันแข็ง
ห้องเดียวกัน?
ตอนนี้เนี่ยนะ?
‘ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลย’
ในความทรงจำของลูคัสก็ไม่มี
หรือว่า…
ในจังหวะที่ผมหันหลังกลับไปเพื่อจะตรวจสอบเขาอีกครั้ง พายก็โผล่หัวออกมา
“ลูคัส ไม่สายแล้วเหรอ?”
“อ๊ะ”
พอดูนาฬิกาอีกทีก็พบว่ายังไม่สาย
ผมก้าวขึ้นบันไดเพื่อเข้าไปในอาคาร เมื่อเข้ามาในล็อบบี้ก็พบว่าข้างในเต็มไปด้วยผู้คนจนแทบไม่มีที่ให้เหยียบ
‘เกิดอะไรขึ้น ทำไมคนเยอะขนาดนี้?’
ทั้งๆ ที่ใกล้จะถึงเวลาเข้าแถวเคารพธงชาติกันอยู่แล้ว แต่ทุกคนก็ไม่มีทีท่าว่าจะกลับกันเลย
เมื่อเข้าไปใกล้ๆ ดู
นักเรียนคนหนึ่งยืนอยู่ตรงกลางด้วยใบหน้าแดงก่ำและแนบชิดอยู่ข้างบันได ในขณะที่กำลังกัดฟันกรอดๆ
พอดูว่ากำลังทำอะไร ก็พบว่ามือถูกมัดติดอยู่กับราวบันได
‘…นั่นมันเนคไทของโรงเรียนนี่?’
ผ้าสีม่วงคุ้นตาผูกข้อมือของเขาเอาไว้กับราวบันได
‘ทำไมถึงแกะไม่ออกล่ะนั่น’
ทุกคนคงคิดเหมือนกัน นักเรียนที่เพิ่งมาถึงเหมือนผมเอ่ยปากถามด้วยความสงสัย
“นั่นโดนเวทมนตร์ใส่เข้าไปรึเปล่า? ทำไมถึงเอาออกไม่ได้ล่ะนั่น?”
“อืม เขาว่ากันว่าเป็นเวทมนตร์ที่ไม่ธรรมดาน่ะ ขนาดพวกอาจารย์ก็ยังแก้ไม่ได้เลย”
ใบหน้าของนักเรียนที่ถูกเนคไทมัดไว้เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำสลับกับสีเขียวคล้ำ เขาก็ตะโกนใส่ฝูงชนจำนวนมากที่ล้อมวงยืนดูอยู่ด้วยความกราดเกรี้ยวว่า
“เฮ้ย จะไม่ไปกันรึไง?! ไสหัวไปให้พ้น! ไอ้พวกXX มีอะไรดีนักหนาถึงมายืนดูกันอยู่ได้?!”
“นักเรียน กรุณาอยู่นิ่งๆ ในระหว่างที่กำลังท่องสูตรเวทมนตร์ด้วยครับ!”
“ใครเป็นคนทำกัน?”
“ผมจะไปรู้ได้ยังไงกันเล่า? อ๊าก หงุดหงิดชะมัดเลยXX….”
“นักเรียน ถ้าแกะไอ้นี่ออกได้แล้วให้ตามไปที่ห้องผู้อำนวยการด้วย!”
“โว้ย ให้ตายสิ….”
ไม่เคยเจอคนประหลาดเท่านี้มาก่อนเลยแฮะ
ดูจากการที่ประพฤติตัวไร้สติแบบนั้นแล้วยังอยู่ในโรงเรียนได้ คงจะเป็นนักเรียนปี 1 ล่ะมั้ง
ทางที่ดีที่สุดคือไม่สนใจไอ้พวกที่กำลังจะถูกไล่ออกในอีกไม่ช้านี้
ผมเมินเจ้าบ้านั่นและแทรกตัวผ่านฝูงชนขึ้นบันไดไป
หลังจากที่ผมนั่งประจำที่ได้ไม่นาน อาจารย์ก็เปิดประตูเข้ามา
“ครับ… วันนี้เมื่อเช้ามีเรื่องวุ่นวายนิดหน่อยนะครับ ขอความกรุณาอย่าไปสนใจเรื่องไม่เป็นเรื่อง และขอให้นักเรียนห้อง 2/2 ภาควิชาเวทมนตร์ทุกคนตั้งใจเรียนนะครับ”
อาจารย์กระแอมไอและเปิดสมุดรายชื่อนักเรียน
“แอกเนส มิทเชลเลน”
“มาค่ะ”
“เกิร์ท ไซเลอร์”
“ครับ”
ในขณะที่การเรียกชื่อใกล้จะจบลง เมื่อถึงลำดับของผม ผมก็ละสายตาจากหนังสือและปรับท่านั่งให้ตรง
“ลูคัส….”
ปัง―!
ในสถานการณ์ที่ทุกคนนั่งประจำที่กันอยู่แล้ว ใครบางคนก็เปิดประตูเข้ามาอย่างสบายๆ
“อ๊ะ ผมมาสายไปหน่อยใช่ไหมครับ ขอโทษด้วยนะครับ”
ราวกับตอนที่ผมเดินเข้ามาในห้องเรียนเมื่อต้นภาคเรียน บรรยากาศตึงเครียดอย่างประหลาดก็ปกคลุมไปทั่วห้องเรียน
นักเรียนที่ใช้ไม้ค้ำยันยิ้มและเดินเข้ามา กวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องเรียน ก่อนจะเดินไปนั่งที่นั่งว่าง
ตั้งแต่เสื้อเชิ้ตเครื่องแบบที่ยับยู่ยี่ไปจนถึงเสื้อแจ็กเก็ตที่เปียกฝน ไม่มีส่วนไหนที่ดูเรียบร้อยเลยสักนิด
เป็นนักเรียนคนนั้นที่เจอเมื่อกี้นี้
ทำไมถึงรู้สึกเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อนนะ
‘ไม่ใช่แค่เพราะเพิ่งเจอกันเมื่อกี้นี้ แต่เป็นเหตุผลที่สำคัญกว่านั้น….’
ไม่ใช่แค่เมื่อกี้ แต่ก่อนหน้านี้ก็ต้องเคยเจอกันที่ไหนสักที่มาก่อนแน่ๆ
ในตอนนั้นเอง อาจารย์ที่ขมวดคิ้วก็กวาดสายตามองสำรวจรูปลักษณ์ภายนอกของนักเรียนคนนั้น
“นักเรียน เอาเนคไทไปไว้ที่ไหนมาครับ?”
“ให้คนอื่นยืมไปครับ อาจารย์ ผมมาสายรึเปล่าครับ?”
“ยังไม่เรียกชื่อก็ถือว่ายังไม่สายครับ แต่ที่บอกว่าให้คนอื่นยืมไปนี่หมายความว่ายังไงกันครับ?”
“ก็พอดีว่ามีคนที่ดูเหมือนว่าจะต้องการใช้ครับ เขาโวยวายเสียงดังน่าขำดีเหมือนกันนะครับ ว่าไหม?”
“…….”
ใบหน้าของเลโอที่ขมวดคิ้วแสดงความไม่พอใจตั้งแต่ตอนที่นักเรียนคนนั้นเดินเข้ามา บิดเบี้ยวมากยิ่งขึ้นไปอีก
อาจารย์เองก็มองนักเรียนคนนั้นอย่างเหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้า
“…หรือว่านักเรียนจะเป็นคนมัดนักเรียนปี 1 คนนั้นไว้ที่ล็อบบี้?”
“ปี 1 ใช่มั้ยครับ? ดูท่าทางคงยังไม่โดนไล่ออก ผมก็ว่าแล้ว”
“ตอบคำถามด้วยครับ”
เมื่อได้ยินคำถามที่หนักแน่นของอาจารย์ นักเรียนคนนั้นก็ปรับสีหน้าให้จริงจังขึ้น
“ครับ ผมเองครับ”
“เพิ่งจะรอดจากการถูกปรับตกซ้ำชั้นมาแท้ๆ กลับอยากจะถูกไล่ออกเพราะใช้ความรุนแรงในโรงเรียนอย่างงั้นเหรอครับ?”
นักเรียนคนนั้นเงียบไปครู่หนึ่ง จ้องหน้าอาจารย์เขม็ง ก่อนจะยักไหล่
“เมื่อกี้เขาด่าผมว่าเป็นไอ้คนพิการขาเป๋ด้วยนะครับ”
“…….”
“ผมก็เลยแค่จะทำให้ขาหักเหมือนกันบ้าง แต่ก็ยั้งมือเอาไว้ก่อนครับ กะว่าจะมัดขาทิ้งไว้ซะหน่อย แต่พอดีว่านั่งไม่ได้เพราะมีไม้ค้ำยันติดตัวนี่สิครับ อาจารย์รู้ไหมครับว่าผมรู้สึกเจ็บปวดกับคำพูดแย่ๆ พวกนั้นมากแค่ไหน?”
ถึงจะพูดแบบนั้น แต่สีหน้ากลับไม่ได้ดูเป็นแบบนั้นเลยสักนิด
ผมสลับสายตามองรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของเขาและใบหน้าของอาจารย์ที่ดูเหมือนจะได้รับความตกใจอย่างมาก
“…ขาของนักเรียนไปโดนอะไรมาถึงได้เป็นแบบนั้นครับ?”
“ตกหน้าผามาครับ ใบรับรองแพทย์ผมยื่นไว้ที่ห้องทำงานอาจารย์เรียบร้อยแล้วครับ โชคดีที่ความสูงไม่มากนัก ไม่ต้องห่วงนะครับ”
“เฮ้อ….”
คำพูดที่ทำให้รู้สึกสับสนงุนงงดังออกมาอย่างไม่หยุดหย่อน
เท่าที่ผมรู้ หรือก็คือ เท่าที่ทุกคนที่นี่รู้ คนที่จะพลัดตกจากหน้าผาจนขาเจ็บ แล้วพอโดนดูถูกก็ไม่ลังเลที่จะจับมือของนักเรียนคนอื่นมัดทิ้งเอาไว้ได้ จะมีอยู่แค่คนเดียวเท่านั้น
และเป็นคนที่ไม่มีอยู่ในความทรงจำของลูคัสด้วย
ในห้อง 2/2 ของพวกเรา มีนักเรียนที่ย้ายมาจากห้อง 1/2 ซึ่งเป็นนักเรียนที่ขาดเรียนเป็นประจำอยู่คนหนึ่ง
ในนิยายก็มีนักเรียนที่ย้ายห้องและขาดเรียนเป็นประจำอยู่คนหนึ่งเหมือนกัน
ถึงเรื่องราวทั้งหมดจะถูกเขียนขึ้นในมุมมองของเขา ทำให้ไม่รู้สึกถึงการขาดเรียนเป็นประจำเท่าไหร่ก็ตามที
‘หรือว่า….’
อาจารย์ที่ขมวดคิ้วด้วยสีหน้าอมทุกข์ จ้องมองเขาที่กำลังยิ้มอย่างร่าเริง ก่อนจะเอ่ยปากพูดออกมาอย่างเงียบๆ ว่า
“หมดเวลาเข้าแถวแล้ว เชิญตามผมมาด้วยครับ นักเรียนเอลียาส”
“…!”
ผมถึงกับกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
เมื่อได้ยินชื่อของเขา ก็สามารถยืนยันได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้วว่า
คนคนนั้นคือตัวเอกของนิยาย
ติ๊ง—!
<บทที่ 4 หยดน้ำที่ไม่หยุดหย่อน ย่อมกัดกร่อนหินผา (2)>
ข้อเสนอแนะ 1: ทำให้ ‘เอลียาส โฮเฮนโซลเลิร์น’ กลายเป็นเพื่อนร่วมทีมของคุณให้ได้ (0/1) (23 ชั่วโมง 59 นาที 58 วินาที)
- เส้นทางที่ 1 — <ข้อเสนอแนะ 2>
- เส้นทางที่ 2 — <บทที่ 5 อย่ายกย่องวันก่อนจะถึงเวลาเย็น>