น้ำแข็งบนหิมะ



บทที่ 5 น้ำแข็งบนหิมะ



อู๋ฉุยฮวาก็กระโดดออกมาและแสร้งทำเป้นสาปแช่ง "พวกเนรคุณพวกนั้นกินปลาของข้าเมื่อคืนนี้ และตอนนี้พวกมันยังไม่คิดจะช่วยเหลือข้าอีก"



หลี่เหล่าซื่อจ้องมองนางอย่างเย็นชา และไม่คิดที่จะตอบอะไรออกมา



พี่สะใภ้สามยังคิดที่จะปกป้องสัมภาระและภรรยารวมถึงลูกน้อยของเขาได้ แต่พี่สะใภ้รองนอกจากจะไม่ช่วยปกป้องอะไรแล้ว ยังไปซ่อนตัวเมื่อเกิดปัญหาอีก



ถ้าไม่ใช่เพราะพี่รอง เขาคงจะตบนางจนฟันร่วงเต็มพื้นไปแล้ว



เมื่อแม่เฒ่าหลี่และคนอื่น ๆ กลับมาถึง นางรู้สึกแย่เมื่อได้ยินว่าเสบียงถูกปล้นไปจนหมด



อู๋ฉุยฮวาทำเป็นเดินไปเดินมาด้วยความร้อนรน ราวกับว่านางพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อปกป้องเสบียง



แม่เฒ่าหลี่เห็นเช่นนั้นก็เคาะกล้องยาสูบเสียงดัง



“หุบปากไปเสีย ใช่ว่าคนในครอบครัวจะไม่รู้นิสัยเห็นแก่ตัวของเจ้า ! ถ้ายังขืนพูดมากกว่านี้ คืนนี้ก็อย่าหวังว่าจะได้กินอะไร”



“อาหารก็ถูกแย่งไปหมดแล้ว เช่นนี้จะยังเหลืออะไรให้กินอีกเล่า”



อู๋ฉุยฮวาเดินออกห่างจากกล้องยาสูบ และพึมพำบางอย่างออกมา ซึ่งทำให้ทั้งครอบครัวเย็นชากับนางไปทันที



แม่เฒ่าหลี่ไปอุ้มเอาหลานสาว แล้วเห็นดวงตาของนางที่เป็นประกายสดใส ก็รู้สึกโล่งใจ



“ย่าอยู่นี่ ฟู่หนิวเอ๋อไม่กลัวอย่างนั้นหรือ ? ย่ากลับมาแล้ว ทุกคนปลอดภัยแล้ว ไม่ต้องกลัวอะไรอีก”



เจียอินตอบกลับด้วยการพ่นฟองน้ำลายออกมาเต็มปาก พยายามปลอบใจหญิงชรา แต่สิ่งที่นางทำก็แค่การพล่ามออกมาเท่านั้น



ทว่ามันกลับทำให้แม่เฒ่าหลี่มีความสุขมากขึ้นไปอีก “ถ้าเสบียงหมด ก็ปล่อยให้มันหมดไป ตราบใดที่ทุกคนในครอบครัวยังปลอดภัยก็ถือว่าดีแล้ว นอกจากนี้เรายังมีสาวน้อยนำโชคของเราอยู่ แค่มีนาง เดี๋ยวเราก็จะมีเสบียงเข้ามาไม่ขาด ไม่ต้องหิวอีกต่อไป”



อู๋ฉุยฮวาเม้มริมฝีปากแน่น และอยากจะกล่าวอะไรบางอย่างออกมาเตือนสติแม่เฒ่า แต่ก็ถูกหลี่เหล่าเอ้อดึงไว้ก่อน



“รีบไปเก็บข้าวของ เราจะได้ออกเดินทางเสียที”



อู๋ฉุยฮวากลอกตามองบน และไม่กล้ากล่าวอะไรออกมาอีก



หลี่เจียอินนอนอยู่ในอ้อมแขนของผู้เป็นแม่ สองแม่ลูกนั่งบนเกวียนที่พ่อของนางขับ และออกเดินทางกันต่ออีกครั้ง



คิ้วเล็ก ๆ ของนางขมวดเป็นปม พยายามคิดที่จะช่วยเหลือครอบครัวของนางอีกครั้ง แต่ไม่อยากจะทำให้มันดูเป็นปาฏิหาริย์มากจนเกินไป



แต่น่าเสียดายที่สมองเล็ก ๆ ของนางยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ นางจึงผล็อยหลับไปเสียก่อน โดยที่ยังคิดหาทางไม่ออกด้วยซ้ำ...



เมื่อหลี่เจียอินตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็เป็นเวลาเที่ยงวันแล้ว



ดวงอาทิตย์ส่องแสงอยู่กลางศีรษะ เถาหงอิงจึงกลัวว่าลูกสาวของนางจะถูกแสงแดดแผดเผา ดังนั้นนางจึงขอให้เจียซีและเจียอันไปหาไม้มาสองสามอันเพื่อเอามาขึงผ้าทำเป็นที่กำบังแดด



ผ้าผืนใหญ่ของหลี่เหล่าซื่อถูกขึงไว้ด้วยไม้ เพื่อทำที่กำบังแดดขึ้นมาอย่างลวก ๆ



อู๋ฉุยฮวาเหลือบมองกลับไปที่หลี่เจียอินเป็นครั้งคราว พึมพำบางอย่างในปากของนาง ไม่มีใครรู้ว่านางกำลังคิดสิ่งใด และอาจไม่ใช่เรื่องดีอะไร



เนื่องจากเสบียงถูกปล้นไปแทบจะหมด ตอนนี้จึงเหลือข้าวฟ่างเพียงครึ่งกระสอบบนเกวียน และยังมีมันเทศที่ขุดขึ้นมาก่อนหน้านี้



แต่เมื่อเทียบกับสมาชิกในครอบครัวใหญ่ และเด็กเล็กอีกสี่ห้าคน เสบียงเพียงเท่านี้ ไม่สามารถอยู่ได้ข้ามวัน



แม่เฒ่าหลี่หยิบกล้องยาสูบขึ้นมาสูบสองครั้ง ดวงตาที่ขุ่นมัวของนางเต็มไปด้วยความโศกเศร้า



“พี่สี่ ตอนนี้เรายังเหลือข้าวฟ่างและมันเทศอยู่บ้าง ข้าว่าจะเก็บไว้ก่อน เจ้าลองขึ้นไปบนภูเขา แล้วดูว่าพอจะหาอะไรกินได้อีกหรือไม่”



แม่เฒ่าหลี่มองย้อนกลับไปและเห็นว่าดวงตาของหลานสาวของนางยังคงปิดสนิทอยู่ แลดูเหมือนว่าเจ้าตัวน้อยคงกำลังหลับฝันดี นางจึงลดเสียงลงเล็กน้อย



หลี่เหล่าซื่อทำตามที่ผู้เป็นแม่บอก เขาแบกคันธนูไว้บนหลัง แล้วมุ่งหน้าขึ้นไปบนภูเขา



เด็กชายหลายคนต้องการจะติดตามไป แต่หลี่เหล่าซื่อก็ไล่พวกเขากลับลงมา



เป็นการยากที่จะหาของป่าได้ หากมีคนติดตามไปจำนวนมาก เมื่อมีเสียงดังเอะอะโวยวาย แม้ว่าจะเจอไก่ฟ้า กระต่ายป่า หรืออะไรก็ตาม พวกมันคงจะวิ่งหนีหายเข้าป่าไปหมด



เมื่อเจียอินได้ยินสิ่งที่แม่เฒ่าหลี่กล่าว นางก็ลืมตาขึ้นและมองดู นางเห็นเพียงแผ่นหลังที่แข็งแกร่งของผู้เป็นพ่อ ก็รู้สึกกังวลเล็กน้อย



ในสภาพแวดล้อมที่แร้นแค้นเช่นนี้ แม้แต่ผู้คนก็ยังไม่มีอะไรจะกิน สัตว์นักล่าเหล่านั้นจะอยู่รอดได้อย่างไร ?



หากไม่มีนางคอยช่วยเหลือเขา มันคงจะแปลกมาก ที่พ่อของนางจะสามารถล่าสัตว์ป่ากลับมาได้ !



หลี่เจียอินยื่นมือเล็ก ๆ ของนางออกมาอย่างรวดเร็ว แล้วชี้ไปในทิศทางที่หลี่เหล่าซื่อเดินออกไป พึมพำอย่างออกมา พยายามเรียกพ่อของนางกลับมา



เถาหงอิงเห็นเช่นนั้นก็คิดว่าหลี่เจียอินหิว นางจึงรีบอุมนางขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน และให้นมกับลูกสาว



จู่ ๆ เมื่อจุกนมถูกยัดเข้าปากของหลี่เจียอิน ด้วยธรรมชาติของทารก ก็ทำให้นางเริ่มกลืนเข้าไปโดยไม่รู้ตัว



เนื่องจากถูกขัดจังหวะกะทันหัน จึงทำให้หลี่เหล่าซื่อจากไป ไม่เห็นแม้แต่เงา



หลี่เจียอินถอนหายใจอย่างเงียบ ๆ อนิจจา ไว้คราวหน้านางค่อยหาโอกาสช่วยเขาอีกที



ครึ่งชั่วยามต่อมา เนื่องจากว่านางไม่สามารถแอบเอาของออกมาจากดินแดนต่างมิติได้ อย่างที่ทุกคนได้จินตนาการไว้ หลี่เหล่าซื่อจึงกลับมามือเปล่า



ผู้คนมากมายจำต้องลี้ภัยออกจากดินแดนนี้ ไม่ต้องพูดถึงสัตว์ป่าบนภูเขา แม้แต่เปลือกไม้ก็แห้งจนเกือบจะหลุดออกมาแล้ว ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของผักและผลไม้ป่าเลยด้วยซ้ำ



ทุกคนท่เห็นหลี่เหล่าซื่อกลับมามือเปล่า แม้ว่าพวกเขาจะเตรียมใจไว้แล้ว แต่พวกเขาก็ยังรู้สึกเศร้าเล็กน้อยเมื่อคิดถึงเสบียงที่เหลืออยู่น้อยนิด



หลี่เหล่าเอ้อมองไปที่ใบหน้าสีเข้มของน้องชายของเขา ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย เขาก็ยกมือขึ้นและตบไหล่เบา ๆ เป็นการปลอบใจ



“ดูสิ เห็นหรือไม่ ว่าถ้าไม่มีฟู่หนิวเอ๋ออยู่ข้าง ๆ เราก็จะไม่ได้อะไรติดไม่ติดมือกลับมา ? ”



“ข้าบอกเจ้าแล้วว่าควรพาฟู่หนิวเอ๋อออกไปด้วย เช่นนั้นเจ้าอาจจะจับไก่ฟ้า กระต่ายป่า หรืออะไรสักอย่างติดไม้ติดมือกลับมาได้ ! ”



เรื่องตลกขบขันเช่นนี้ช่วยคลายความโศกเศร้าที่เพิ่งเกิดขึ้นให้กับตระกูลหลี่ลงอย่างมาก และทุกคนก็หัวเราะไปด้วยกัน



หลี่เจียอินค่อนข้างเห็นด้วยกับคำพูดของหลี่เหล่าเอ้อ ปากเล็ก ๆ ของนางถูไปมากับเหงือกที่ไร้ฟันขึ้นลง ทำปากขมุบขมิบเป็นการตอบกลับอีกด้วย



เมื่อเห็นนางทำเช่นนี้ แม่เฒ่าหลี่ก็ยิ้มอย่างมีความสุข นางยื่นมือออกไปแกล้งหลานสาว โดยที่เหน็บกล้องยาสูบไว้ตรงเอวของนาง



ใบหน้าของหลี่เจียอินเต็มไปด้วยเส้นสีดำ ทำไมการกระทำของท่านย่าถึงราวกับว่ากำลังหยอกล้ออยู่กับลูกสุนัขอยู่อย่างไรอย่างนั้น



แม้ว่านางจะคิดอย่างนั้นในใจ แต่นางก็ยังคงเอื้อมมือเล็ก ๆ ออกไปคว้านิ้วของผู้เป็นย่า เมื่อเห็นเช่นนั้นก็ทำให้แม่เฒ่าหลี่และคนอื่น ๆ หัวเราะออกมาอีกครั้ง



"น้องสาวของข้าไม่ใช่แค่เป็นเด็กนำโชคเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวตลกอีกด้วยนะขอรับ ! "



เจียอันปรบมือแล้วกล่าว เขายิ้มจนเผยให้เห็นไรฟันออกมา



แม้ว่าพวกเขาจะไม่เจออะไรดี ๆ บนภูเขา แต่ตระกูลหลี่ก็ไม่ได้รู้สึกหดหู่แม้แต่น้อย



แม่เฒ่าหลี่หยิบข้าวฟ่างออกมาหนึ่งกำมือ แล้วหยิบมันเทศหัวเล็กออกมาสองหัว นางมอบให้ลูกสะใภ้สามและขอให้นางเอาไปต้มโจ๊กมาให้



จ้าวหยูหรูรับมันเทศและข้าวฟ่างมาอย่างระมัดระวัง ใส่ลงไปในหม้อแล้วนำไปล้างที่แม่น้ำ



อู๋ฉุยฮวายืดคอของนางขึ้นเพื่อมองดูมันเทศครึ่งถุง จากนั้นก็มองไปที่สองคนพี่น้องหลี่เจียซีและหลี่เจียอัน ที่กำลังรีดนมแพะมาให้หลี่เจียอินอยู่ นางกลอกตาไปมา ไม่มีใครรู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่



เมื่อจ้าวหยูหรูกลับมาพร้อมหม้อ อู๋ฉุยฮวาก็เข้ามาช่วยงานอย่างเกียจคร้าน



“นี่ สะใภ้สี่มีนมให้ลูกของนางดื่มแล้วใช่หรือไม่ ? ” เมื่ออู๋ฉุยฮวาอยู่กับจ้าวหยูหรูเพียงลำพัง นางก็ได้กระซิบถามออกมาเสียงเบา



จ้าวหยูหรูกำลังหั่นมันเทศเป็นชิ้นเล็ก ๆ เมื่อนางได้ยินอู๋ฉุยฮวาถามเช่นนี้ นางก็หยุดมือและมองไปที่พี่สะใภ้รองด้วยความสงสัย



“ท่านพี่คิดจะทำอะไรอย่างนั้นหรือ ? ”



เดิมทีอู๋ฉุยฮวาไม่เคยสนใจเถาหงอิงอยู่แล้ว แต่จู่ ๆ การที่นางมาถามว่าเถาหงอิงมีนมเพียงพอหรือไม่ ก็ทำให้จ้าวหยูหรูรู้สึกว่านางมีเจตนาที่ไม่ดี



"ข้าแค่จะถามดู"



อู๋ฉุยฮวารู้สึกว่าเริ่มถูกจับผิด ก็ยกมือขึ้นบีบจมูก และช่วยจ้าวหยูหรูต่อไป



ข้าวฟ่างหนึ่งกำมือ มันเทศสองลูก และน้ำครึ่งหม้อ ในที่สุดทุกคนก็ได้ทานโจ๊กข้าวฟ่างพร้อมทั้งมันบดเป็นอาหารมื้อกลางวัน



ตอนที่ไปล้างข้าวฟ่าง ดวงตาที่เฉียบคมของจ้าวหยูหรูก็เหลือไปเห็นผักป่าสีเขียวพุ่มเล็ก ๆ ริมแม่น้ำ นางจึงเด็ดมาและเติมลงไปในโจ๊กเพื่อเพิ่มรสชาติอีกเล็กน้อย



แต่เนื่องจากเสบียงมีน้อย อาหารที่ทำในมื้อนี้จึงน้อยลงตาม ส่งผลให้ผู้ชายที่กินโจ๊กไปคนละหนึ่งชาม รู้สึกว่ายังอิ่มไม่ถึงครึ่งท้องเลยด้วยซ้ำ



จ้าวหยูหรูกินไปครึ่งหนึ่งของชามแล้วเทที่เหลือของนางลงในชามของหลี่เหล่าซานด้วยสีหน้าสงบ



ในช่วงเวลาแห่งความอดอยากและยากลำบากนี้ หากอยากให้ครอบครัวมีชีวิตรอด พวกเขายังคงต้องพึ่งพาสุภาพบุรุษเหล่านี้



แม้ว่านางจะได้กินน้อยลงก็ไม่เป็นไร แต่นางจะปล่อยให้สามีของนางต้องทนหิวไม่ได้



หลี่เหล่าซานมองภรรยาของเขาด้วยความรู้สึกผิดและเป็นทุกข์ จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นและดื่มโจ๊กจนหมดในคราเดียว



ดูเหมือนอู๋ฉุยฮวาจะไม่สังเกตเห็นการกระทำของจ้าวหยูหรู นางยังคงก้มหน้ากินโจ๊กในชามของนางต่อไป



พลางแอบจ้องมองแม่เฒ่าหลี่ด้วยสายตาแอบแฝง และเห็นว่าใบหน้าของหญิงชราค่อนข้างคลายกังวล นางจึงรวบรวมความกล้าที่จะกล่าวมันออกมา



ตอนก่อน

จบบทที่ น้ำแข็งบนหิมะ

ตอนถัดไป