มีบางอย่างแปลก ๆ เกี่ยวกับโจ๊กหม้อนี้ !
บทที่ 7 มีบางอย่างแปลก ๆ เกี่ยวกับโจ๊กหม้อนี้ !
โชคดีที่ทั้งสองคนก็กลัวที่จะถูกทุบตีเช่นกัน ดังนั้นพวกเขาจึงเปลี่ยนเส้นทาง และริเริ่มที่จะออกห่างจากตระกูลหลี่ไปเรื่อย ๆ
การเดินทางของครอบครัวหลี่ในวันนี้ก็เจอกับเส้นทางที่ยากลำบากอีกครั้ง กว่าที่พวกเขาจะเดินมาถึงเชิงเขา ก็เป็นตอนที่พระอาทิตย์ตกดินแล้ว
แม่เฒ่าหลี่บอกให้หยุดเกวียนลาและขอให้ทุกคนพักผ่อน
หลังจากที่เดินกลางแดดมาเป็นเวลาหนึ่งวัน ทุกคนก็กระหายน้ำกันเป็นอย่างมาก
เด็กชายแต่ละคนล้วนแต่อ่อนล้าจากแสงแดด ท่าทางของแต่ละคนอิดโรยราวกับหัวหอมสีเขียวสองสามต้นที่ขาดน้ำ
ส่วนทารกน้อยหลี่เจียอินนั้น เถาหงอิงได้เอาผ้ามาบังแดดให้กับนาง ดังนั้นจึงไม่ถูกแสงแดด แต่นางก็ยังดูอ่อนเพลียเล็กน้อยเนื่องจากเจออากาศที่ร้อนอบอ้าวมาทั้งวัน
“ท่านแม่ เดี๋ยวข้าจะเป็นคนทำอาหารเอง”
จ้าวหยูหรูยกเสบียงลงมาจากเกวียนลา ยื่นกาต้มน้ำให้เถาหงอิง แล้วเอาข้าวฟ่างออกมาเพื่อจะเอาไปทำโจ๊ก
เถาหงอิงเห็นว่าปากเล็ก ๆ ของหลี่เจียอินแห้งผาก นางจึงให้ลูกน้อยดูดนมเพื่อดับความกระหาย
“ไอ้หยา ทำไมข้าถึงรู้สึกปวดหัวและอ่อนล้าขนาดนี้...”
เมื่อเห็นว่านางจะต้องได้ไปช่วยทำอาหารอีกครั้ง อู๋ฉุยฮวาที่นั่งอยู่ข้างเกวียนลา ก็กุมศีรษะและคร่ำครวญออกมา
แม่เฒ่าหลี่ใช้กล้องยาสูบเคาะขอบเกวียนลาแล้วถามนางอย่างไม่แสดงอารมณ์
“สะใภ้รอง เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า ? ”
“ท่านแม่ ข้าเหมือนจะเป็นลมแดด สงสัยต้องพักอีกสักหน่อย...”
เสียงของอู๋ฉุยฮวานั้นเบาบาง ขณะที่นางกล่าว นางก็นั่งลงใต้เงาของเกวียน และจงใจบีบเถาหงอิงให้จนมุม
แม่เฒ่าหลี่เหลือบมองอู๋ฉุยฮวา และนางก็รู้ได้ทันทีว่าลูกสะใภ้คนนี้ไม่สบายจริง ๆ หรือแสร้งทำกันแน่ ?
ดูก็รู้ว่านางกำลังขี้เกียจสันหลังยาว !
แต่ในขณะนี้ พวกเขากำลังอยู่กลางทะเลทราย จึงไม่มีพลังงานมากพอที่จะมาต่อล้อต่อเถียงและลงโทษลูกสะใภ้
นางเพียงแต่สูดจมูกและกล่าวออกมา “ถ้ารู้สึกไม่สบายก็นั่งพักที่นี่แหละ แล้วกินข้าวไปครึ่งชามก็พอ จะได้ล้างลำไส้ให้สะอาด แล้วเจ้าจะได้สบายตัวขึ้น ! ”
อู๋ฉุยฮวาตัวแข็งทื่อไปทันที แต่ก็ยังคงคร่ำครวญและไม่ยอมลุกขึ้นมาช่วยงานอยู่ดี
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้นางหมดแรงแล้ว ดังนั้นหากจ้าวหยูหรูอยากทำ ก็ปล่อยให้นางทำไป
“ท่านแม่ ข้าจะไปช่วยพี่สะใภ้สามทำอาหารเอง”
เถาหงอิงที่เพิ่งให้นมหลี่เจียอินเสร็จ เมื่อเห็นว่าอู๋ฉุยฮวาไม่สบาย นางจึงลุกขึ้นยืนโดยใช้ผ้าห่อหลี่เจียอินที่กินและดื่มเพียงพอมัดแบกไว้ด้านหลัง
หลังจากพูดอย่างนั้น โดยไม่รอให้แม่เฒ่าหลี่ได้ทันได้ตอบกลับ นางก็เข้าไปช่วยจ้าวหยูหรูทันที
หลี่เจียอินเพิ่งอายุเพียงไม่กี่วัน และเถาหงอิงที่เพิ่งคลอดบุตรออกมา ดังนั้นสุขภาพของนางจึงยังไม่ค่อยแข็งแรงดีนัก
แต่ครอบครอบหลี่มีลูกสะใภ้เพียงสามคน เมื่ออู๋ฉุยฮวาขี้เกียจและปล่อยให้จ้าวหยูหรูทำอาหารเพียงลำพัง มันก็ทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจ
ในยุคนี้ แค่การมีชีวิตอยู่รอดไปแต่ละวันก็ถือเป็นเรื่องที่ดีแล้ว อย่าพูดถึงเรื่องการอยู่ไฟเลย
เถาหงอิงรู้สึกเจ็บปวดเล็กน้อยที่ช่องท้องส่วนล่าง แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ยังพอทนได้
นางจับบั้นท้ายเล็ก ๆ ของหลี่เจียอิน และนั่งยอง ๆ ข้างกองไฟเพื่อเพิ่มฟืน
จ้าวหยูหรูคุ้นเคยกับพฤติกรรมขี้เกียจของอู๋ฉุยฮวามานานแล้ว เมื่อนางเห็นเถาหงอิงมาช่วย นางก็อยากจะบอกให้เถาหงอิงกลับไปพัก แต่นางก็ต้องกลืนคำพูดของนางลงไป
เนื่องจากว่ามันคงไร้ประโยชน์ เถาหงอิงคงจะไม่ยอมกลับไปพักเป็นแน่ หากว่านางได้ตัดสินใจเช่นนี้แล้ว
ถึงอย่างนั้นนางก็ยังพยายามทำทุกอย่างด้วยตนเอง เพื่อที่น้องสะใภ้จะได้ไม่เหนื่อย
“หงอิง นั่งลงตรงนี้ก่อน เดี๋ยวข้าจะไปดูที่นั่นเพื่อดูว่าพอจะหาผักป่ามาได้หรือไม่”
จ้าวหยูหรูยกหินมาให้เถาหงอิงนั่ง จากนั้นนางจึงไปหยิบจอบเล็ก ๆ เพื่อไปหาขุดผักป่าในบริเวณป่าหญ้าข้างเนินเขา
หลี่เจียอินนอนอยู่บนหลังแม่ของนาง ดวงตากลมโตยังคงมองสอดส่องไปรอบ ๆ
ในเวลานี้ คนในตระกูลหลี่ทุกคนกำลังยุ่งอยู่กับหน้าที่ตัวเอง จึงไม่มีใครสนใจพวกเขาสองแม่ลูก
นางจึงเริ่มเคลื่อนไหวเล็ก ๆ น้อย ๆ อีกครั้ง
ครั้งแรก นางก็ได้ส่งเสียงงอแงออกมาสองครั้ง จนเถาหงอิงต้องรีบเอาลูกสาวหันมาตรงหน้าของนาง และคลายปมผ้าที่ผูกออก
“มีอะไรหรือเปล่าฟู่หนิวเอ๋อ ? เจ้าฉี่หรือเปล่า ? ”
หลี่เจียอินใช้ประโยชน์จากช่วงเวลานี้เคลื่อนไหวเป็นครั้งที่สอง นางโบกมือไปมาราวกับว่ากำลังเล่นตามประสาของเด็กทารก แต่จริง ๆ แล้ว นางกำลังแอบโรยข่าวฟ่างจากดินแดนต่างมิติลงในหม้อ
ทันทีที่นางทำเสร็จ เถาหงอิงที่แกะผ้าอ้อมของนางออก ก็เห็นว่านางไม่ได้ฉี่ จึงเอาผ้าพันตัวนางอีกครั้ง
เช่นเดียวกับโจรตัวน้อยที่เพิ่งทำสิ่งเลวร้ายมา หลี่เจียอินอ้าแขนไปออกไปหาเถาหงอิงอย่างรวดเร็ว และพ่นฟองน้ำลายออกมา
“เพิ่งดูดนมไปเอง เจ้าหิวอีกแล้วหรือ ทำไมทำหน้าเหมือนหมูน้อยเช่นนี้ล่ะ”
เถาหงอิงรู้สึกขบขันกับลูกสาวของนาง ดังนั้นนางจึงปรับท่าทางและยกเสื้อขึ้น เพื่อให้หลี่เจียอินดูดนมอีกครั้ง
มาจนถึงวันนี้ หลี่เจียอินก็เริ่มคุ้นเคยกับรสชาติและกลิ่นของนมแม่แล้ว
ในขณะนี้นางไม่มีความลังเลใด ๆ อีก นางป้าปากและดูดกลืนน้ำนมอย่างแรง
จ้าวหยูหรูไม่ได้ผักป่ามาเลย เมื่อนางกลับมา นางก็เห็นเถาหงอิงให้นมลูก จึงช่วยพาเถาหงอิงมานั่งใต้ร่มเงาต้นไม้ใกล้ ๆ
จากนั้นนางก็ไปเอาช้อนไม้ด้ามยาวมากวนข้าวที่ติดก้นหม้อ เพื่อไม่ให้มันไหม้ติดจนเกินไป
เป็นผลให้เมื่อจุ่มช้อนไม้ด้ามยาวลงไปและเริ่มคน นางก็ต้องตะลึง
ทำไมโจ๊กถึงฟูขึ้นมามากเช่นนี้ทั้งที่ใส่ข้าวฟ่างลงไปแค่ครึ่งถ้วยเท่านั้น ?
ทั้งที่น้ำในหม้อแห้งขนาดนี้ แต่ก็มีเนื้อโจ๊กเกินครึ่งหม้อด้วยซ้ำ ?
จ้าวหยูหรูเงยหน้าขึ้นและมองไปที่เถาหงอิง ซึ่งยังคงหยอกล้ออยู่กับฟู่หนิวเอ๋อ และหัวเราะคิกคักอยู่ตรงนั้น
จ้าวหยูหรูปรุงโจ๊กด้วยความประหลาดใจ และหลังจากที่โจ๊กสุกแล้ว นางก็เรียกทุกคนมากินข้าวด้วยสีหน้าแปลก ๆ
“ท่านแม่ขอรับ ท่านให้ข้าวฟ่างหยูหรูไปต้มโจ๊กขนาดไหนกันเชียว ? ”
“เหตุใดวันนี้โจ๊กถึงข้นเป็นพิเศษ และยังต้มเต็มหม้อแบบนี้ ? ”
หลี่เหล่าซานหยิบชามโจ๊กขึ้นมาด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็กังวลมากเช่นกัน
ตอนนี้เสบียงของพวกเขาเหลือไม่มากแล้ว ถ้ากินมื้อเดียวเยอะขนาดนี้ แล้วอนาคตจะทำอย่างไร ?
แม่เฒ่าหลี่เป็นคนแรกที่เข้ามาตักโจ๊กไป แน่นอนว่านางย่อมพบความผิดปกติของโจ๊กในหม้อเช่นกัน
ท้ายที่สุดแล้ว นางตักข้าวฟ่างให้จ้าวหยูหรูไปแค่ครึ่งถ้วยด้วยมือของนางเอง ซึ่งไม่มีทางที่จะได้โจ๊กข้น ๆ เต็มหม้อแบบนี้มาให้คนตระกูลหลี่ได้กินชามใหญ่แน่นอน
“หุบปากแล้วกินไปซะ”
แม่เฒ่าหลี่ระงับความตื่นเต้นไว้ในใจ ก้มหน้าลงทานโจ๊กพลางดุลูกชายของนางไปด้วย
หลี่เหล่าซานตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง แต่เขาก็ยังคงไม่ละความสงสัยนี้ลงไป
เขามองไปที่หลี่เจียอิน ซึ่งกำลังนอนตะแคงอมนิ้วของตัวเองโดยไม่รู้ตัว และรีบก้มหน้าลงเพื่อกินโจ๊กชามใหญ่นี้
แน่นอนว่าคนอื่น ๆ ก็ไม่กล้าถามอะไรออกมา...
มื้อนี้เป็นมื้อที่หายากมากสำหรับตระกูลหลี่ แต่ก็เป็นมื้อที่เงียบที่สุดเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ไม่สามารถควบคุมสายตาได้ และยังคงเหลือบมองไปที่ใบหน้าอ้วน ๆ และไร้เดียงสาของหลี่เจียอินเป็นครั้งคราว
แน่นอนว่าทุกคนต่างสงสัยฟู่หนิวเอ๋อสำหรับเหตุการณ์ที่แปลกประหลาดเช่นนี้
มันคงเป็นความโชคดีของเด็กคนนี้จริง ๆ ที่ทำให้ทั้งครอบครัวหลี่ต่างก็ได้รับพรไปกับนางด้วย
หลังอาหารเย็น แม่เฒ่าหลี่อุ้มหลี่เจียอินไว้ในอ้อมแขนของนาง นางรักหลานสาวเป็นอย่างมาก และหยอกล้ออยู่กับหลานสาวเสียงดัง
“โอ้ ฟู่หนิวเอ๋อ ฟู่หนิวเอ๋อตัวน้อยของย่า”
“ย่าของเจ้าอายุมากแล้ว แต่เพิ่งมาเพลิดเพลินกับพรที่เจ้าให้มา ! ”
“มันทำให้ย่าของเจ้ามีความสุขมาก ! ”
หลี่เจียอินก็เล่นกับผู้เป็นย่าอย่างสนุกสนาน ทำให้หญิงชราหัวเราะออกมามากยิ่งขึ้น
หลี่เจียซีและหลี่เจียอันก็เข้ามาเล่นด้วย ทั้งสองพยายามกอดและหอมน้องสาวของตัวเอง และถึงขั้นอยากจะหยิกนางด้วยซ้ำ...
ด้วยการที่หลี่เจียอินแอบใส่ข้าวฟ่างที่เก็บไว้ในดินแดนมิติของนางลงไปในหม้อ ในขณะที่เถาหงอิงกำลังช่วยทำอาหาร
ทำให้คนในครอบครัวหลี่กินกันอย่างอิ่มหนำสำราญ แม้จะต้องเดินทางทุกวัน ไม่เพียงแต่พวกเขาจะน้ำหนักไม่ลดลงแล้ว แต่ชายหนุ่มบางคนยังน้ำหนักเพิ่มขึ้นอีกด้วย
“ท่านแม่ ! เร็วเข้า ! ”
“มีท่าเรืออยู่ข้างหน้านี้เอง ! ”
ครึ่งเดือนต่อมา ในที่สุดตระกูลหลี่ก็มาถึงท่าเรือ
หลี่เหลาเอ้อเป็นคนออกไปสอบถามข่าว และในไม่ช้าเขาก็วิ่งหน้าตั้งกลับมา พร้อมมีข่าวดีมาแจ้งให้ครอบครัวของเขาทราบ
สมาชิกในครอบครัวหลี่ต่างก็โล่งใจ ดวงตาของพวกเขาแดงก่ำหลังจากที่ต้องลี้ภัยมาแรมเดือน ในที่สุดพวกเขาก็เห็นแสงสว่าง
ตราบใดที่ขึ้นเรือมุ่งหน้าลงใต้ได้ ก็จะไปถึงเมืองหลวงภายในเวลาไม่ถึงครึ่งเดือน
ทุกคนรีบเร่งฝีเท้ากันใหญ่
แต่เมื่อพวกเขามาถึงท่าเรือจริง ๆ ภาพที่พวกเขาเห็นด้วยตาตัวเอง ก็เหมือนกับถังน้ำเย็นที่เทราดลงมาที่หัวของพวกเขา จนทำให้หน้าชาไปอีกครั้ง
มีเรืออยู่ที่ท่าเรือจริง ๆ แต่ก็มีผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนที่ลี้ภัยมา และกำลังรอขึ้นเรืออยู่ไม่ต่างจากพวกเขา
เรือเหล่านี้ต่างก็เป็นเรือของตระกูลร่ำรวย ที่กำลังจะแล่นลงใต้ไปตามน้ำ เพื่อหนีจากสงคราม
เมื่อพวกเขาเห็นผู้ลี้ภัยเดินมาที่ท่าเรือ พวกเขาก็อยากจะอยู่ให้ห่าง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงให้อาศัยเรือไปด้วยเลย
“นายท่านขอรับ โปรดเมตตาให้พวกข้าติดเรือไปด้วยเถิด”
“เรายอมรับใช้ราวกับวัวกับม้า เพื่อความอยู่รอด...”
ผู้ลี้ภัยบางรายคุกเข่าบนท่าเรือขอร้องคนรวยที่อยู่บนเรือ แต่คนรวยพวกนั้นกลับตระหนี่ แม้แต่หน้าก็ไม่อยากมองด้วยซ้ำ