ฟางช่วยชีวิต



บทที่ 9 ฟางช่วยชีวิต



แม่เฒ่าหลี่มองหลานสาวของนางพลางชี้ไปที่เรือลำใหญ่ แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม



“เรือของท่านดูลำใหญ่มาก ข้างในมันคงจะกว้างขวางน่าดู ถ้าไม่รังเกียจ ให้เราติดเรือของท่านไปด้วยได้หรือไม่ ? ”



“แน่นอนว่าเด็กทารกสองคนก็จะได้ดื่มนมแพะด้วยกันได้ หากอยู่ในเรือลำเดียวกัน”



หลี่เหล่าเอ้อและคนอื่น ๆ ต่างเบิกตากว้างขึ้นมาเมื่อได้ยินเช่นนี้ พวกเขารีบก้าวไปข้างหน้าเพื่อแสดงให้เห็นว่าเห็นด้วยกับความคิดนี้ไปโดยปริยาย



“นายท่าน เราทุกคนต่างก็แข็งแกร่งและสามารถช่วยเหลืองานบนเรือของท่านได้ เรายังมีทักษะการต่อสู้และป้องกันตัวอีกด้วย หากมีเราไปด้วย ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องอันตรายที่จะเข้ามา”



เถาหงอิงเองก็ไม่คิดที่จะพ่ายแพ้ และปฏิบัติตาม



"ข้าเองก็พอจะช่วยซักผ้าและทำอาหารได้ บรรพบุรุษของข้าเป็นพ่อครัวระดับราชวงศ์ อาหารที่ข้าทำก็อร่อยและสะอาด"



แม้แต่เด็กผู้ชายอย่างหลี่เจียเหริน หลี่เจียอี้ และคนอื่น ๆ ก็ตะโกนออกมาว่า "เราสามารถถูดาดฟ้าและทำความสะอาดเรือให้ได้ทั้งคืน"



ผู้จัดการวัยกลางคนไม่ได้คาดหวังว่าตระกูลหลี่จะให้ข้อเสนอดังกล่าวออกมา แต่หลังจากคิดอย่างรอบคอบแล้ว มันก็พอจะเป็นไปได้



คราวนี้พวกเขาออกมาอย่างเร่งรีบ และนำคนมาด้วยเพียงน้อยนิด อีกทั้งก็ไม่มีคนคอยปรนนิบัตินายท่านของพวกเขา เพราะตอนนี้มีเพียงหมอยาอยู่ด้วยเพียงคนเดียวเท่านั้น



มันคงจะดี ถ้ามีครอบครัวนี้มาช่วยรับใช้บนเรือด้วย



แต่เขาเป็นเพียงผู้จัดการ ดังนั้นเขาจึงต้องกลับไปถามนายท่านของเขาเสียก่อน



“ท่านแม่เฒ่า ข้าต้องกลับไปรายงานฮูหยินของข้าก่อน ตอนนี้นางคงหลับไปแล้ว ข้าจะให้คนมาให้คำตอบกับเจ้าพรุ่งนี้เช้า”



แน่นอนว่าแม่เฒ่าหลี่เห็นด้วยอย่างสุดใจ จากนั้นชายวัยกลางคนก็พาเด็กชายทั้งสองกลับไปที่เรือ



สมาชิกในครอบครัวหลี่ทุกคนต่างก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก และมองหน้ากันด้วยความดีใจ



มีเพียงอู๋ฉุยฮวาเท่านั้นที่พึมพำบางอย่างออกมา แต่นางก็ไม่กล้าพูดเสียงดัง เนื่องจากอยู่ภายใต้สายตาที่เย็นชาของหลี่เหล่าเอ้อ



แม่เฒ่าหลี่บอกให้ลูกชายของนางดูแลแกะให้ดี ส่วนนางก็มัวแต่ดีใจและอุ้มหลี่เจียอินไว้ในอ้อมแขนของนาง



เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชะตากรรมในอนาคตของตระกูลหลี่ หากทำสำเร็จ ทั้งครอบครัวก็ไม่จำเป็นต้องเดินเท้าเป็นระยะทางไกลหลายพันลี้



ในช่วงเวลาที่ลำบากเหล่านี้ ยิ่งเดินทางได้เร็วขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุและอันตรายได้มากเท่านั้น



หลี่เจียอินรู้สึกถึงความสั่นไหวบนฝ่ามือของผู้เป็นย่า นางถอนหายใจ และหันศีรษะเล็ก ๆ ของนางออกไปมองด้านข้าง



ในตอนกลางคืน ทุกคนในตระกูลหลี่ต่างก็ลืมตากันหมด เพราะไม่มีใครนอนหลับเลยแม้แต่คนเดียว



กองไฟที่อยู่ถัดจากเกวียนลากำลังไหวไปตามลมในแม่น้ำ เช่นเดียวกับอารมณ์ในตอนนี้ของคนตระกูลหลี่



แม้ว่าจะมีความหวังเพียงริบหรี่ แต่พวกเขาก็ยังกระตือรือร้นที่จะคว้ามันไว้



หลี่เจียอินยื่นมือเล็ก ๆ ของนางออกไปจับมือใหญ่ของแม่เฒ่าหลี่ แล้วทำปากขมุบขมิบพึมพำออกมาไม่เป็นภาษา



“ฟู่หนิวเอ๋อ เจ้าหิวหรือไม่ ? หลี่เจียเหรินบีบนมแพะมาต้มให้น้องสาวของเจ้าสิ ! ”



แม่เฒ่าหลี่ตบหลานสาวเบา ๆ และเรียกหลานชายให้ช่วย



ดูเหมือนว่าสมาชิกในครอบครัวหลี่จะตื่นขึ้นเพราะเสียงนี้ ทุกคนต่างก็ลุกขึ้นด้วยความวุ่นวาย ซึ่งทำให้ความวิตกกังวลของพวกเขาลดลง



ร่างกายของทารกน้อยทนได้ไม่นาน หลังจากที่หลี่เจียอินดื่มนมแพะอิ่มแล้ว นางก็หลับไปอีกครั้ง



เมื่อนางตื่นขึ้นมา ท้องฟ้าก็สดใสแล้ว



ทุกคนในครอบครัวหลี่นอนไม่หลับกันทั้งคืนจริง ๆ ดวงตาของพวกเขาแดงก่ำ เนื่องจากรอให้คนบนเรือมาให้คำตอบอย่างใจจดใจจ่อ



เมื่อดวงอาทิตย์อยู่เหนือเส้นขอบฟ้า ในที่สุดชายหนุ่มคนหนึ่งก็กระโดดลงมาจากเรือใหญ่ และวิ่งตรงมาที่ตระกูลหลี่



“ฮูหยินของข้าตกลงแล้ว โปรดเก็บข้าวของของพวกเจ้าแล้วขึ้นเรือไปกับข้า ! ”



ก่อนที่ชายหนุ่มจะพูดจบ คนในตระกูลหลี่ก็ไม่สามารถปกปิดความสุขบนใบหน้าของพวกเขาได้อีกต่อไป



ชายหนุ่มไม่เพียงแต่นำข่าวดีมาเท่านั้น แต่ยังนำความหวังและการอยู่รอดของตระกูลหลี่มาด้วย



ไม่จำเป็นต้องอยู่แบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ และอยู่ในความหวาดกลัวอีกต่อไป



แม้แต่แม่เฒ่าหลี่ผู้ที่เข้มแข็งมาโดยตลอด ก็ยังหันหน้ากลับมาเช็ดน้ำตา



เถาหงอิงกอดลูกสาวของนางและจูบลูกสาวครั้งแล้วครั้งเล่า หลี่เหล่าซานและจ้าวหยูหรูถึงกับกอดกันและร้องไห้ออกมา



หลี่เจียซีและหลี่เจียอันก็กระโดดโลดเต้นไปมารอบ ๆ เพื่อระบายความปีติยินดีของพวกเขาออกมา



หัวใจของทุกที่สั่นไหวมาตลอดทั้งคืน ในที่สุดก็ได้สงบลงอีกครั้ง



แม่เฒ่าหลี่ดึงหลานสาวของนางออกจากอ้อมแขนของเถาหงอิงเข้ามากอด แล้วกระซิบว่า



“หลานสาวของข้าช่างเป็นเด็กนำโชคจริง ๆ เพะนมที่เป็นอาหารของนาง ได้กลายเป็นหนทางให้ครอบครัวมีชีวิตรอด ! ”



“ท่านแม่เฒ่า รีบออกไปเถอะ มีคนมองมาเยอะมาก ถ้าเราล่าช้ากว่านี้ เราคงเดือดร้อนเป็นแน่”



ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะกระตุ้น ทำให้ครอบครัวหลี่ได้สติกลับมา และรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว



หลี่เหล่าเอ้อมีหน้าที่นำของที่ไม่สามารถเอาขึ้นเรือได้ไปขาย เนื่องจากมีลาเพียงตัวเดียว เขาจึงได้นำไปขายในราคาถูก ๆ



แม้ว่าจะได้รับเงินมาเพียงครึ่งเดียว แต่มันก็เป็นไปอย่างราบรื่น



สักพักทุกคนก็เก็บสัมภาระและเสบียงของตัวเองเสร็จ



แม้ว่าผู้ลี้ภัยรายอื่นจะมองมาด้วยสายตาอิจฉา แต่คนในตระกูลหลี่ก็รีบเดินตามชายหนุ่มขึ้นไปบนเรืออย่างรวดเร็ว



ชายวัยกลางคนเมื่อคืนกำลังยืนรออยู่ที่ด้านข้างของเรือ เมื่อเขาเห็นแพะนมถูกอุ้มขึ้นเรือมา เขาก็ยิ้มและชี้ไปที่เด็กชาย



“ที่พักของพวกเจ้าข้าได้เตรียมให้เรียบร้อยแล้ว เดินตามหวังฟู่ไป เอาสัมภาระของพวกเจ้าไปเก็บก่อนเถิด”



ครอบครัวหลี่ทุกคนโค้งคำนับและขอบคุณพวกเขา



“ข้าชื่อหวังเจี้ยน นับจากนี้ไปเรียกข้าว่าผู้จัดการหวังก็ได้”



ชายวัยกลางคนหันไปหาแม่เฒ่าหลี่แล้วกล่าวออกมา



“ท่านแม่เฒ่า ฮูหยินของข้าได้ยินมาว่าลูกหลานของท่านอายุยังไม่ถึงหนึ่งเดือน นางจึงขอให้ข้าพาเด็กไปให้นางดู”



“หากเก็บสัมภาระของท่านแล้ว รีบมากับข้า คุณหนูของข้าอยู่แต่บนเรือทั้งวัน นางรู้สึกหดหู่ใจมาก จึงอยากให้ท่านพาทารกไปให้นางดู จะได้คลายความกังวล”



แม่เฒ่าหลี่จะกล้าปฏิเสธได้อย่างไร นางพาเถาหงอิงไปที่ห้องโดยสารอย่างรวดเร็วเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าที่สะอาด จากนั้นนางก็อุ้มหลี่เจียอินและเดินตามผู้จัดการหวังไปที่ห้องด้านหน้าเรือ



“ฮูหยิน แม่สามีและลูกสะใภ้ของตระกูลหลี่อยู่ที่นี่แล้วขอรับ”



ผู้จัดการหวังเคาะประตูเบา ๆ เมื่อเขาได้ยินคำตอบจากข้างใน เขาก็เปิดประตูอย่างระมัดระวังและพาแม่เฒ่าหลี่พร้อมทั้งสองคนแม่ลูกเข้าไป



เรือลำใหญ่ลำนี้ดูกว้างขวางและยิ่งใหญ่มาก แต่ไม่คิดว่าห้องพักบนเรือจะได้รับการตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงขนาดนี้



โต๊ะและเก้าอี้ทำจากไม้แพร์สีเหลืองเนื้อดี ตะแกรงหน้าต่างทำจากเหล็กดัดเป็นลวดลายสวยงามหุ้มด้วยกระดาษสาสีขาวนวลที่ยืดหยุ่นได้



นอกจากนี้ยังมีกระถางธูปทองแดงเหลืองอยู่บนโต๊ะ ควันจาง ๆ ลอยออกมาจากรูด้านบน ทำให้ทั้งห้องเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของควันธูป



แม่เฒ่าหลี่ไม่เคยเห็นสถานที่เช่นนี้มาก่อน และนางก็ตกตะลึงกับความมั่งคั่งที่ปรากฏตรงหน้านาง



แต่เพียงครู่หนึ่ง นางก็ระงับความคิดของนางอย่างรวดเร็ว และไม่หันไปมองรอบ ๆ อีก นางยืนอยู่ข้างหลังผู้จัดการหวังด้วยสีหน้าสงบ



ส่วนเถาหงอิงที่ยืนอยู่ด้านหลังพร้อมกับหลี่เจียอินในอ้อมแขน ก็ได้ก้มหน้าลงมองที่เท้าของตัวเองด้วยท่าทางเงียบสงบ



ผู้หญิงที่นั่งบนเก้าอี้ริมหน้าต่างดูเหมือนจะอายุประมาณสามสิบ สวมชุดเดรสสีม่วงอ่อน



ผมสีดำของนางถูกมัดเป็นมวยเรียบ ๆ โดยมีปิ่นสีแดงอันละเอียดอ่อนประดับด้วยเพชรพลอยเหน็บอยู่บนศีรษะของนาง ซึ่งช่วยเสริมให้ผิวขาวราวกับหิมะและริมฝีปากสีแดงของนางดูโดดเด่นขึ้น สมกับเป็นหญิงที่ได้รับการปรนนิบัติมาอย่างดี



เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่นางอุ้มอยู่ในอ้อมมีอายุประมาณครึ่งปี แก้มของทารกมีสีชมพูราวกับหยกแกะสลัก ดวงตามีสีเข้มและดูมีมีชีวิตชีวา นางสวมชุดสีแดงเข้มดูหรูหรา



หญิงผู้สูงศักดิ์พอใจกับท่าทางของแม่เฒ่าหลี่และลูกสะใภ้มาก เมื่อนางมองดูเด็กทารกในอ้อมแขนของพวกเขา ดวงตาของนางก็อ่อนโยนลงมากยิ่งขึ้น



ทั้งที่อายุยังน้อย แต่นางก็ไม่สามารถมีบุตรได้เสียที ดังนั้นเพื่อที่จะมีลูก นางจึงไปจุดธูปขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทำบุญ และสะสมบุญ



เวลาผ่านมา นางก็ได้มีลูกสาวคนหนึ่งเมื่ออายุใกล้จะสามสิบแล้ว นางจึงรักลูกสาวอย่างล้นหลาม



ดังนั้นทันทีที่ผู้จัดการหวังพูดให้นางฟังเมื่อเช้านี้ นางก็ตกลงและอนุญาตให้ตระกูลหลี่ขึ้นมาบนเรือทันที



ทั้งที่คนจนนั้นให้ความสำคัญกับเงินเป็นอย่างมาก



เป็นเรื่องยากมากที่จะเห็นคนจนจะสละเงินทองเพื่อให้ลูกหลานของพวกเขาได้อิ่มท้อง



“พวกเจ้านั่งลง ไม่ต้องกลัวข้าหรอก” ซุนฮูหยินยกมือขึ้นแล้วโบกมือให้แม่เฒ่าหลี่และลูกสะใภ้นั่งลง



แม่เฒ่าหลี่และเถาหงอิงขอบคุณนาง และนั่งลงบนเก้าอี้เพียงครึ่งตัวเท่านั้น



แม่เฒ่าหลี่คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวออกมาเบา ๆ แต่คำพูดของนางนั้นจริงใจมาก



“ขอบคุณฮูหยินที่ให้ครอบครัวของข้าอาศัยเรือของท่านเดินทางไปด้วย แต่ข้าอยากให้ฮูหยินมั่นใจว่าครอบครัวของเราจะปรนนิบัติภักดี และจะไม่สร้างปัญหาบนเรือ เราจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อตอบแทนน้ำใจของฮูหยินเจ้าค่ะ”



ความจริงใจในคำพูดเหล่านี้ทำให้ซุนฮูหยินรู้สึกสบายใจและอยากจะกล่าวอะไรบางอย่าง แต่นางก็หันไปเห็นหลี่เจียอินพยายามยืดคอออกมาราวกับว่าทารกน้อยต้องการอยากรู้อยากเห็นด้วย



ใบหน้าของเด็กน้อยดูไร้เดียงสาและอวบอิ่ม ซึ่งทำให้ผู้คนที่ได้เห็นต่างก็รักและเอ็นดูนาง



ตอนก่อน

จบบทที่ ฟางช่วยชีวิต

ตอนถัดไป