กฎของคนรวย
บทที่ 10 กฎของคนรวย
นางยิ้มแล้วพูดว่า “อย่าสุภาพกับข้านักเลย โชคชะตาพาเราให้ต้องลงเรือลำเดียวกัน นี้ไม่ใช่ความมีน้ำใจ มันเป็นเพียงเพื่อผลประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น”
หลังจากพูดอย่างนั้น นางก็มองไปที่เถาหงอิงแล้วกล่าวว่า "เจ้าช่วยพาลูกของเจ้ามาให้ข้าดูหน่อยได้หรือไม่"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เถาหงอิงก็รีบปรับท่าทางของนางแล้วเดินไปที่ซุนฮูหยินพร้อมกับหลี่เจียอินในอ้อมแขน
หลี่เจียอินรู้โดยธรรมชาติว่าผู้หญิงคนนี้เป็นหญิงสูงศักดิ์ที่ให้ตระกูลหลี่ของนางอาศัยเรือเดินทางไปด้วย นางจึงคาดหวังให้นายหญิงผู้นี้ดูแลนางในอนาคต
นางจึงพยายามอย่างเต็มที่ ที่จะแสดงความน่ารักและไร้เดียงสาของนางออกมาให้นางเอ็นดู
ด้วยรอยยิ้มเช่นนี้ นางจึงไม่สามารถควบคุมน้ำลายของนางได้ และน้ำลายก็หยดลงคอ ทำให้นางจั๊กจี้และเริ่มส่ายศีรษะไปมาอีกครั้ง...
ซุนฮูหยินรู้สึกขบขันมากจนหยุดหัวเราะไม่ได้ และนางยังอุ้มลูกสาวตัวน้อยของตนเองไปใกล้หลี่เจียอินอีกด้วย
“หนานหนาน ดูสิว่าน้องสาวคนนี้น่ารักขนาดไหน ! ”
เด็กน้อยนั้นชอบที่จะเลียนแบบผู้อื่นเสมอ หนานหนานหัวเราะอย่างมีความสุขเมื่อเห็นหลี่เจียอิน และนางก็ส่ายหัวเลียนแบบทารกน้อยด้วย
และในที่สุด นางก็ยื่นมือเล็ก ๆ สองมือออกไปเพื่อสัมผัสแก้มน้อย ๆ ของหลี่เจียอิน
“โอ้ ลูกสาวของข้ายิ้มแล้ว” ซุนฮูหยินยิ่งมีความสุขมากขึ้นไปอีกที่ได้เห็นลูกสาวของนางกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง”
“ช่วงนี้ลูกสาวของข้ากินข้าวน้อยลง และนางไม่ได้พักผ่อนเพียงพอบนเรือ นางเอาแต่ร้องไห้มาหลายวันแล้ว”
“ทารกน้อยจากตระกูลหลี่คนนี้น่ารักน่าเอ็นดูมาก”
“หลังจากนี้ เมื่อมีนางอยู่บนเรือด้วย ลูกสาวของข้าก็จะมีเพื่อนเล่น”
ยิ่งซุนฮูหยินเห็นหลี่เจียอิน นางก็ยิ่งรักและเอ็นดู นางจึงขอให้สาวใช้ที่อยู่ข้าง ๆ หยิบกล่องไม้จากโต๊ะเครื่องแป้งมาให้
เมื่อเปิดกล่องไม้ ซุนฮูหยินก็หยิบสร้อยคอพร้อมกับจี้สีทองออกมา ซึ่งจี้นั้นเป็นจี้กุญแจอายุยืน
"ข้าสั่งให้ทำจี้กุญแจอายุยืนยาวนี้ขึ้นมาเป็นพิเศษก่อนที่ลูกสาวของข้าจะเกิดข้า และได้ทำไว้สองอัน ข้าจึงอยากเอาอีกอันที่เหลือนี้ให้กับลูกของเจ้า"
“ฮูหยิน นี่มันเป็นไปไม่ได้ มันแพงเกินไปเจ้าค่ะ”
แม่เฒ่าหลี่รีบปฏิเสธ แต่ซุนฮูหยินก็เอาสร้อยกุญแจอายุยืนมาใส่ไว้ที่คอของหลี่เจียอินแล้ว
“ข้าชอบเด็กคนนี้มาก การจะให้ของขวัญอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ กับนาง ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ? ”
หลังจากที่นางพูดจบ นางก็บีบใบหน้าเล็ก ๆ ที่อวบอ้วนของหลี่เจียอินเบา ๆ
เจียอินไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับความโปรดปรานถึงเพียงนี้ นางชอบจี้อันนี้เป็นอย่างมาก จึงยิ้มเห็นเหงือกแดง ๆ ให้กับซุนฮูหยินเป็นการตอบแทน
แม่เฒ่าหลี่ยังคงต้องการปฏิเสธ ท้ายที่สุดนางก็รู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมากที่ได้อาศัยเรือไปทางใต้ได้
แต่ในเวลานี้ จ้าวหยูหรูเข้ามาพร้อมกับสาวใช้คนหนึ่ง ทั้งสองถือนมแพะมาสองชาม
“ฮูหยิน นี่คือนมแพะที่ต้มแล้วเจ้าค่ะ ” สาวใช้กระซิบ “ข้าเป็นคนจับตาดูพวกเขาทำ ตั้งแต่การรีดนมแพะไปจนถึงการตุ๋นเพื่อดับกลิ่นคาว”
ซุนฮูหยินพยักหน้า ทันใดนั้นแม่เฒ่าหลี่ก็นึกถึงเรื่องที่นางเคยได้ยินมาตั้งแต่เด็ก
ขุนนางจากตระกูลที่สูงศักดิ์นั้น ต้องทดสอบพิษก่อนทุกครั้งที่รับประทานอาหาร ซึ่งนมแพะนี้ก็มาจากตระกูลหลี่ แน่นอนว่าต้องมีการจับตาดูอย่างถี่ถ้วน
ดังนั้นนางจึงรีบเรียกเถาหงอิงเข้ามาใกล้ ๆ “ฟู่หนิวเอ๋อคงหิว เอานมให้นางดื่มก่อนเถิด”
ขณะที่นางพูด นางก็หยิบช้อนตักนมแพะขึ้นมา แล้วเอาใส่ในปากของหลี่เจียอิน
หลี่เจียอินยกนิ้วโป้งให้กับผู้เป็นย่า แล้วดื่มนมอย่างมีความสุข
กลิ่นนมค่อย ๆ หอมฟุ้งไปทั่วห้อง ทำให้เด็กหญิงในอ้อมแขนของซุนฮูหยินเริ่มแสดงความกังวลเล็กน้อย นางยื่นมือเล็ก ๆ ออกไปคว้าชามนมแพะอีกครั้ง "มำ...มำ..."
“รีบป้อนนมแพะให้ลูกสาวของข้าเร็ว ๆ เข้า” ซุนฮูหยินรีบอุ้มลูกสาวไปไว้ที่ตักของแม่นมทันที
แม่นมก็ตักนมแพะขึ้นมาป้อนให้เด็กหญิงอย่างระมัดระวัง
บางทีอาจเป็นเพราะนางหิวหรือเพราะว่ามีหลี่เจียอินอยู่ตรงหน้า จึงทำให้เด็กหญิงทำตามทารกน้อยและดื่มนมเข้าไปเป็นจำนวนมาก ทำให้ซุนฮูหยินมีความสุขมากยิ่งขึ้น
“เราจะเดินทางกันต่ออีกสักพัก หากเจ้ามีอะไรให้บอกผู้จัดการหวัง อย่าสุภาพ ต่อไปนี้เราจะพาเด็ก ๆ มาเล่นด้วยกัน คงได้คุยกันบ่อย ๆ ”
ซุนฮูหยินใช้ประโยชน์จากช่วงพัก ตอนที่เด็กทั้งสองกำลังดื่มนม ให้คำแนะนำแก่แม่เฒ่าหลี่และเถาหงอิงอย่างอ่อนโยน
แม่เฒ่าหลี่ตอบกลับอย่างรวดเร็ว ทำให้นางรู้สึกสบายใจมากขึ้น
เมื่อนมแพะสองชามหมดลง หลี่เจียอินและหนานหนานก็อิ่มท้องกันทั้งคู่
หนานหนานตัวน้อยยังเรอออกมาเบา ๆ และซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของซุนฮูหยิน
ดวงตาสีดำเหมือนองุ่นของนางจ้องมองไปที่หลี่เจียอิน ซึ่งอายุน้อยกว่านางด้วยซ้ำโดยไม่กะพริบตา ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกใหม่มาก
แม่เฒ่าหลี่และเถาหงหยิงคุยกับซุนฮูหยินอยู่พักหนึ่ง จนกระทั่งเด็กทั้งสองคนง่วง จึงได้กลับลงไปข้างล่าง
ห้องที่พวกเขาพักอยู่นี้เป็นห้องของคนรับใช้ จึงดูเรียบง่าย และอยู่ข้างในสุดและชั้นล่างสุด จึงไม่มีหน้าต่าง และพื้นก็ยังชื้นอยู่
ตระกูลหลี่ได้อาศัยอยู่สองห้อง แบ่งออกเป็นชายและหญิงด้วยความที่มีพื้นที่เล็ก ทำให้พวกเขารู้สึกแออัดเล็กน้อย แม้ว่าพวกเขาจะไม่มีข้าวของเยอะก็ตาม
ถึงกระนั้น คนในตระกูลหลี่ทุกคนก็รู้สึกขอบคุณซุนฮูหยินเช่นกัน
ตราบใดที่พวกเขาสามารถไปถึงเมืองหลวงได้อย่างปลอดภัย พวกเขาก็สามารถทนต่อสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายกว่านี้ได้
“ท่านแม่ ข้าจะเอาเสื่อฟางปูให้ท่านนอน ขาและเท่าของท่านเป็นแผล สัมผัสพื้นที่เปียกเช่นนี้เป็นเวลานานไม่ได้”
จ้าวหยูหรูช่วยเอาเสื่อฟางมาปูให้แม่เฒ่าหลี่ และให้คำแนะนำอย่างระมัดระวัง
แม่เฒ่าหลี่พยักหน้า รู้สึกพอใจกับความคิดของลูกสะใภ้คนที่สามของนางเป็นอย่างมาก
“พี่สะใภ้รองและพี่รองออกไปช่วยงานพวกเขาแล้ว อีกเดี๋ยวข้าก็ต้องตามไปที่นั่น”
“พี่หวังฟู่บอกว่าท่านแม่แก่แล้ว ไม่ต้องทำอะไร หงอิงเองก็ต้องให้นมลูกน้อยอยู่ตลอด ไว้ค่อยไปทำงานหากนางมีเวลาว่าง”
จ้าวหยูหรูมีความรอบคอบในการทำงาน และมีนิสัยที่อ่อนโยน ไม่นานหลังจากที่นางลงเรือมา นางก็คุ้นเคยกับผู้ชายหลายคนบนเรือ
“เอาล่ะ เจ้าไปทำงานของเจ้าเถิด อย่าลืมจับตาดูภรรยาของเจ้ารองด้วย อย่าปล่อยให้นางไปพูดเรื่องไร้สาระให้ใครฟังอีก”
แม่เฒ่าหลี่บอกจ้าวหยูหรู ซึ่งจ้าวหยูหรูก็ตอบตกลง นางยึดเส้นยึดสายอีกครั้ง แล้วเดินออกไปทำงานบางอย่างรวดเร็ว
แม่เฒ่าหลี่นั่งลงบนเตียง อุ้มหลานสาวไว้ในอ้อมแขน ตบนางเบา ๆ และถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
เมื่อมาถึงจุดนี้ ครอบครัวของพวกเขาก็ลงหลักปักฐานบนเรือของตระกูลซุนในที่สุด
หลี่เจียอินรู้สึกไม่อยากให้ย่าของนางรู้สึกหดหู่ และอยากจะทำให้นางยิ้ม แต่นางก็อิ่มเกินไปและผล็อยหลับไปในไม่ช้า
เมื่อเวลาบ่ายสามโมง เรือใหญ่ก็ได้แล่นลงแม่น้ำอีกครั้งและออกเดินทางไป
เมื่อเรือใหญ่เล่นออกจากท่าเรือแล้ว ก็ได้ทิ้งผู้ลี้ภัยไว้เบื้องหลังด้วยสายตาเศร้าหมอง
หลังจากปรับตัวเข้ากับสถานการณ์มาทั้งวัน พี่น้องตระกูลหลี่ต่างก็พบงานที่เหมาะสมกับตัวเอง และช่วยงานอย่างเต็มที่
หลี่เหล่าเอ้อเก่งในการเขียนและการคำนวณ จึงช่วยผู้จัดการหวังซื้อของและทำบัญชี และในไม่ช้าก็กลายเป็นผู้ช่วยที่ดีของผู้จัดกาหวัง
หลี่เหล่าซานเป็นคนพูดน้อย แต่เดิมเขาเป็นช่างก่อสร้างที่มีฝีมือและเชี่ยวชาญ
แต่เมื่อเครื่องยนต์บนเรือเสียหาย เขาก็สามารถซ่อมแซมมันได้ เขาเพียงต้องใช้เวลาศึกษามันไปสักพักก่อน จึงจะสามารถซ่อมแซมมันให้กลับมาใช้ได้ดังเดิม
หลี่เหล่าซื่อมีร่างกายที่แข็งแกร่งมาก และเป็นเรื่องง่ายสำหรับเขาที่จะยกของหนัก
ส่วนเด็กผู้ชายหลายคน ก็มักจะร่วมมือกันยกของหนัก เมื่อพวกเขาร่วมมือกันแล้ว ก็สามารถยกมันได้อย่างง่ายดายเพียงลำพัง
หลี่เจียเหรินและน้องชายของเขาก็ไม่ได้อยู่เฉย พวกเขาจะคอยช่วยเหลือคนรับใช้ เนื่องจากมีสายตาที่ดีและทำงานเรียบร้อย
สิ่งสำคัญคือครอบครัวของพวกเขาไม่ใช่ทาสของตระกูลซุน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่รับเงิน ไม่ว่าพวกเขาจะทำงานดีแค่ไหนก็ตาม
คนในเรือจึงชื่นชอบพวกเขามาก จึงปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างดี และบางครั้งก็แอบเอาลูกกวาดมาให้พวกเขาด้วย
หลี่เจียหวนไม่ได้ติดตามพี่น้องไปช่วยงาน แต่เขาอยู่ช่วยเถาหงอิงและจ้าวหยูหรูทำอาหารในครัว
เขาเป็นลูกมือที่ดี และช่วยงานทุกอย่าง ซึ่งทำให้เถาหงอิงและจ้าวหยูหรูรู้สึกผ่อนคลายมาก
ตระกูลหลี่ขยันมาก ทำให้บรรยากาศในเรือมีชีวิตชีวามากขึ้นกว่าเดิม
เสียงผู้ชายทำงานและเสียงเด็ก ๆ วิ่งไล่กันหัวเราะคิกคัก ทำให้เรือซึ่งแต่เดิมมุ่งหน้าไปทางใต้เพื่อหนีสงคราม กลับให้ความรู้สึกเหมือนกับเรือที่เดินทางไปเที่ยวมากกว่า
ซุนฮูหยินฟังเสียงหัวเราะของทุกคนอยู่บนดาดฟ้าเรือ และตบลูกสาวที่กำลังหลับอยู่เบา ๆ พร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า
นอกหน้าต่าง หลี่เจียอินนอนอยู่บนหลังย่าของนาง และมองไปที่วิวแม่น้ำ
แม่เฒ่าหลี่กลัวว่าหลานสาวของนางจะไม่สบายเพราะลมที่พัดมาจากแม่น้ำ นางจึงอยู่ตรงนั้นเพียงครู่เดียว แต่ก็เป็นที่สนใจของคนบนเรือ ไม่ว่าใครที่ผ่านไปมา ก็มาจะมาหยอกล้อหลี่เจียอินทุกครั้ง