ติดกอเอี๊ยะหนังสุนัข1
บทที่ 13 ติดกอเอี๊ยะหนังสุนัข1
ซุนฮูหยินกอดลูกสาวของนางที่ตอนนี้ใบหน้าได้เปลี่ยนสีกลับมาเป็นสีชมพูอีกครั้ง และกล่าวขอบคุณแม่เฒ่าหลี่และหลี่เจียอินอย่างจริงใจ และยังวางแผนให้พวกเขาอย่างรอบคอบ
ก่อนที่แม่เฒ่าหลี่จะทันได้ปฏิเสธ ซุนฮูหยินก็ยัดตั๋วแลกเงินไว้ในมือของนางแล้ว เหลือเงินที่วางไว้บนโต๊ะเพียงสิบตำลึงเท่านั้น
ในขณะนี้ สาวใช้ก็เข้ามาพร้อมกับกล่องเสื้อผ้าของคุณหนูซุน แม่เฒ่าหลี่ที่ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็ทำได้เพียงรับมันไว้ ก่อนจะอุ้มหลี่เจียอินไว้ในอ้อมแขน แล้วโค้งคำนับให้ซุนฮูหยิน
แม่นมและสาวใช้เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ไม่นานหลังจากที่แม่เฒ่าหลี่กลับมาที่ห้องพร้อมกับหลี่เจียอินในอ้อมแขน พวกเขาก็นำเสื้อผ้ามาให้สามตะกร้าใหญ่
ครึ่งหนึ่งเป็นเสื้อผ้าเก่าของคุณหนูซุน ว่ากันว่าเป็นเสื้อผ้าเก่า แต่จริง ๆ แล้วเด็กหญิงเคยใส่เพียงครั้งเดียวหรือสองครั้ง ซึ่งก็ไม่ต่างจากชุดใหม่ เป็นผ้าชั้นดี และการตัดเก็บก็สวยงาม พวกเขาพลิกไปมาครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยความดีใจ
ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งเป็นเสื้อผ้าสำหรับผู้หญิง ผู้ชาย และแม้แต่เด็กที่โตแล้ว ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเสื้อผ้าเก่าของสาวใช้และคนรับใช้ของตระกูลซุนที่แม่นมไปหามาให้
ทุกคนได้ยินว่าตระกูลหลี่เพิ่งช่วยชีวิตคุณหนูของพวกเขา เพื่อที่จะขอบคุณ พวกเขาก็ได้บริจาคเสื้อผ้ามาให้คนในตระกูลหลี่ได้สวมใส่ด้วยความกระตือรือร้น จนรวบรวมมาได้ถุงใหญ่
“โอ้ ท่านแม่ ! ข้าไม่คิดเลยว่าทานจะได้เสื้อผ้ามามากมายและยังได้เงินอีกสิบตำลึง ! ” อู๋ฉุยฮวายกเสื้อสีน้ำเงินที่มีดอกไม้สีขาวขึ้นมาเทียบกับร่างกายของนางอย่างมีความสุข ขณะที่นางกล่าว นางก็ชำเลืองมองดู เงินสิบตำลึงที่อยู่ในมือแม่เฒ่าหลี่ไปพลาง
เถาหงอิงและคนอื่น ๆ ไม่ได้เป็นคนไม่มีสัมมาคาราวะเหมือนอู๋ฉุยฮวา พวกเขามองดูเสื้อผ้าและเงินโดยไม่แตะต้องแม้แต่น้อย รอจนกว่าแม่เฒ่าหลี่จะพูดมันออกมาก่อน
แม่เฒ่าหลี่หยิบกล้องยาสูบของนางขึ้นมาสูบ แล้วเล่าเหตุการณ์ที่หลี่เจียอินได้ช่วยชีวิตคุณหนูซุนให้ทุกคนฟัง
“โอ้ ! ถ้าอย่างนั้นฟู่หนิวเอ๋อของเราก็กลายเป็นผู้ช่วยชีวิตคุณหนูซุนนะสิ ! ” อู๋ฉุยฮวามีความสุขมากเมื่อได้ยินข่าวและมองมาที่หลี่เจียอินราวกับว่านางเป็นสมบัติของนางอย่างไรอย่างนั้น
หลี่เจียอินไม่สามารถทนต่อสายตาเจ้าเล่ห์ของอู๋ฉุยฮวาได้ นางจึงกลอกตาและซุกศีรษะไว้ในอ้อมแขนของเถาหงอิง
“เอาล่ะ ถึงอย่างไรซุนฮูหยินก็เป็นผู้มีพระคุณให้ที่ซุกหัวนอนแก่เรา ! ลืมมันไปเถอะ เมื่อเจ้าได้ยินเรื่องนี้แล้ว ก็อย่าพูดถึงมันอีกเลย” แม่เฒ่าหลี่เห็นว่าอู๋ชุยฮวาตื่นเต้นเกินไป นางจึงเก็บเงินไป แล้วกล่าวเตือนออกมา พรางเคาะกล้องยาสูบในมือของนางนางสองสามครั้ง
อู๋ฉุยฮวารู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อย แต่นางก็ไม่ลังเลในการเลือกเสื้อผ้าเลย นางดึงเสื้อผ้าออกมาหลายผืนมาเก็บไว้ในอ้อมแขนของนางเอง...
เรือใหญ่แล่นไปตามแม่น้ำไปทางทิศใต้ ไม่นานก็มาถึงท่าเรือหมิ่นหนานหลิง
ท่าเรือหมินหนานหลิงอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างเหนือและใต้ เมื่อพวกเขามาถึงที่นี่ ก็แสดงว่าเรือได้แล่นมาครึ่งทางแล้ว ผู้ลี้ภัยที่อยู่บนท่าเรือเห็นเช่นนั้นก็เดินเข้ามาอย่างช้า ๆ แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่ของท่าขวางไม่ให้ไป ก่อนที่พวกเขาจะหนีมาที่นี่ได้ ต้องใช้เวลาเดินทางแสนยาวนาน
เมื่อเห็นว่าเราเข้าใกล้เมืองหลวงมากขึ้น ผู้คนบนเรือก็ผ่อนคลายและมีความสุขมากขึ้น
“อวี้เฉิง เจ้าอยากตามข้าขึ้นไปที่ฝั่งไหม ? ข้าว่าจะไปซื้อผักสดและของแห้งมาเติมโกดังเสียหน่อย” ผู้จัดการหวังเรียหลี่เหลาเออร์มาวางแผนเรื่องการจับจ่ายใช้สอยเพื่อหาซื้อของขึ้นเรือ
หลี่เหล่าเอ้อตอบตกลงด้วยความตื่นเต้น แต่ก่อนลงจากเรือ เขาก็ถูกอู๋ฉุยฮวามาขวางไว้
“ข้าก็อยากไปเหมือนกัน ข้าจะตายเพราะหายใจไม่ออกหลังจากอยู่บนเรือลำนี้มานาน ! ” อู๋ฉุยฮวาบ่นครั้งแล้วครั้งเล่า จึงทำให้หลี่เหล่าเอ้อเบื่อหน่ายเป็นอย่างมาก แต่ผู้จัดการหวังก็รอเขาอยู่ ไม่ดีที่จะล่าช้าไปกว่านี้ เขาจึงไม่พูดอะไรมากและปล่อยให้อู๋ฉุยฮวาติดตามไปอย่างเงียบ ๆ
ผู้จัดการหวังก็พาชายหนุ่มสองคนไปด้วย แต่เขาไม่ได้กล่าวอะไรเลยเมื่อเห็นว่าอู๋ฉุยฮวาก็ตามมาเช่นกัน
เมื่อพวกเขาขึ้นมาบนฝั่ง ผู้จัดการหวังก็วิ่งตรงไปที่แผงขายผักริมถนนทันทีทันใด
ดวงตาของอู๋ฉุยฮวาอดไม่ได้ที่จะมองซ้ายทีขวาที เมื่อนางเห็นสิ่งที่นางชอบ นางก็ต้องหยุดและสัมผัสมัน จากนั้นนางก็วิ่งตามหลังของฝูงชนต่อไป
เมื่อเดินมาได้สักพักพวกเขาก็เดินมาเห็นขอทานสองสามคนอยู่ริมถนน ใบหน้าของพวกเขาดูเจ้าเล่ห์ แต่ก็มิวายที่จะร้องครวญครางออกมาขอเศษเงิน
ในตอนนั้นก็มีชายคนหนึ่งสวมผ้าเนื้อดีมีพุงใหญ่ท่าทางราวกับเศรษฐีเดินผ่านมาที่ถนน เมื่อขอทานทั้งสองเห็นเช่นนั้น พวกเขาก็รีบเดินเข้ามา พร้อมชามที่สกปรกในมือ และกล่าวว่า "นายท่าน นายท่านช่วยแบ่งเศษเงินของท่านมาให้ข้าเอาไปซื้อของกินมาประทังชีวิตจะได้หรือไม่ !
“ออกไป ๆ ! ” ใบหน้าของชายคนนั้นดูไม่สบอารมณ์สักเท่าไหร่ และดูเหมือนว่าเขาจะอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก นอกจากนี้กลิ่นเหม็นของขอทานก็ยังทำให้หายใจไม่ออก เขาจึงยกขาขึ้นและเตะขอทานทั้งสองออกไป
ขอทานที่อิดโรยและหิวโหยนั้นไม่มีแรงแม้แต่จะต่อต้าน เมื่อถูกเตะอย่างแรงจากชายร่างใหญ่ ร่างของพวกเขาก็กระเด็นลงกับพื้นและกลิ้งออกไปหลายตลบ
ขอทานคนนั้นมีสีหน้ารังเกียจมาก จนเกือบจะพูดสาปแช่งออกมา แต่ขอทานอีกคนก็เข้ามาขวางทางไว้
“พี่ ? พี่ใหญ่อย่างนั้นหรือ ? โอ้ พี่ใหญ่ นี่ข้าเอง เอ้อกั๋วจื่อ ! ”
ขอทานกอดขาของอู๋ฉุยฮวาทันทีที่เห็นนางเดินผ่านมา และร้องไห้หนักยิ่งขึ้น
อู๋ฉุยฮวาก้มศีรษะลงโดยไม่รู้ตัวเพื่อมองดูขอทานคนนี้ และก็ต้องอ้าปากค้างด้วยความตกใจ "เอ้อกั๋วจื่อ ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้ เจ้าและพ่อของเจ้าเดินทางออกมาตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือ ? "
นางไม่สนใจกลิ่นเหม็นบนตัวขอทานอีกต่อไป นางรีบนั่งยอง ๆ และพยุงขอทานขึ้นมา หลี่เหล่าเอ้อได้ยินเสียงจากทางด้านหลังจึงรีบเดินกลับมา แต่เมื่อเขาเห็นว่าใครคือขอทาน เขาก็ต้องขมวดคิ้วเช่นกัน
อู๋ฉุยฮวาเป็นพี่คนโตในครอบครัว และมีน้องชายชื่ออู๋เอ้อกั๋ว เมื่อเขาโตขึ้น เขาก็ไม่ต้องการให้คนอื่นเรียกเขาด้วยชื่อที่ตลกนี้ ดังนั้นเขาจึงเรียกตัวเองว่าอู๋เอ้อเสมอเมื่อพบปะทุกคน
เนื่องจากเขาเป็นลูกชายคนเดียวของตระกูลอู๋ ทำให้ทั้งครอบครัวเอาอกเอาใจเขามาตลอด จนทำให้เขากลายเป็นเด็กขี้เกียจและเห็นแก่ตัว แม้ว่าแม่ของพวกเขาจะเสียชีวิตไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน แต่อู๋เอ้อกั๋วคนนี้ก็ไม่เคยเปลี่ยนนิสัยขีเกียจของเขาได้เลย
เมื่อประสบปัญหากับความแห้งแล้งและผู้คนเริ่มอพยพลี้ภัยออกไปทางใต้ พ่ออู๋ก็แอบขโมยเงินและอาหารของคนในตระกูลแล้วหนีไปพร้อมกับลูกชาย ทว่าเขาก็ไม่คาดคิดว่าจะได้มาเจอลูกสาวคนโตอย่างอู๋ฉุยฮวาที่นี่ในสภาพเช่นนี้
แต่อู๋ฉุยฮวาคิดเรื่องนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว ตอนที่พวกเขาเริ่มลี้ภัยออกมา นางก็ได้กระซิบบอกหลี่เหล่าเอ้อว่านางต้องการตามหาพ่อและน้องชายของนาง
หลี่เหล่าเอ้อรู้ว่าอู๋เอ้อและพ่ออู๋นั้นมีนิสัยเป็นอย่างไร ดังนั้นเขาจึงไม่คิดที่จะสนใจอู๋เอ้อคนนี้และไม่ต้องการช่วยเหลือเขาให้ออกไปจากที่นี่
ในขณะนี้อู๋ฉุยฮวาก็ได้กอดน้องชายของนางและร้องไห้ออกมา โดยจับมือของเขาไว้แน่น แล้วถามซ้ำ ๆ ว่า "พ่ออยู่ไหน พ่อไม่อยู่กับเจ้าแล้วอย่างนั้นหรือ ? "
อู๋เอ้อปัดผมที่กระเซอะกระเซิงของเขาที่บดบังดวงตาออก และมองไปที่อู๋ฉุยฮวาอย่างรวดเร็ว เขาเห็นว่าตอนนี้นางสวมเสื้อผ้าที่เรียบร้อย ไม่มีแม้แต่รอยเปื้อนบนร่างกาย และใบหน้าของนางก็ขาวกระจ่างใส เหมือนกับว่านางมีชีวิตที่ดี
เขาจึงกุมท้องด้วยสีหน้าเศร้าโศก “อ๊ากกก ฮื่อ ๆ ๆ ๆ พี่ใหญ่ พ่อถูกโจรปล้นข้าวระหว่างทาง เขาถูกทุบตีจนตาย โชคดีทีข้ารอดมาได้ แต่ก็ต้องอยู่อย่างอด ๆ อยาก ๆ แทบไม่มีอะไรตกถึงท้องของข้าเลย ท่านช่วยไปหาข้าวมาให้ข้ากินหน่อยจะได้หรือไม่ ข้าหิวมาสามวันแล้ว ! ”
พ่อผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูเขามาถูกทุบตีจนตาย แต่เขาพูดราวกับว่ากำลังพูดถึงบุคคลที่ไม่มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือด เห็นได้ชัดว่าชายคนนี้มีจิตใจที่เลือดเย็นมาก
เมื่ออู๋ฉุยฮวาได้ยินว่าพ่อของนางเสียชีวิตแล้ว นางก็ร้องไห้อย่างหนัก "เจ้าฝังท่านพ่อของข้าหรือเปล่า ? เจ้าได้สร้างสุสานไว้ให้ท่านพ่อแล้วหรือยัง ? ในอนาคตข้าจะได้ตามหาหลุมศพของเขา และพาเขาไปอยู่ข้างหลุมศพของบรรพบุรุษเรา ! "
อู๋เอ้อใจร้อนเล็กน้อย “ในเมื่อคน ๆ หนึ่งตายไปแล้ว เหตุใดจะต้องฝังเขาด้วย ข้านี่สิที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่แทบไม่มีอะไรตกถึงท้องด้วยซ้ำ เช่นนั้นข้าจะหากำลังจากไหนมาขุดหลุมฝังศพให้ท่านพ่อได้เล่า ”
“เช่นนั้นก็ตามข้ามา... ไปกันเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปที่เรือ” อู๋ฉุยฮวาได้ยินน้องชายของนางพูดแบบนี้ แม้ว่านางจะเสียใจ แต่นางก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องดึงเขาแล้วเดินกลับไปที่เรือ
หลี่เหล่าเอ้อต้องการหยุดนาง แต่เขาก็ไม่สามารถหยุดนางไว้ได้ ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงคุยกับผู้จัดการหวังและตามนางกลับไปเท่านั้น
บนดาดฟ้าเรือ แม่เฒ่าหลี่อุ้มหลี่เจียอินยืนอยู่ข้างราวกั้น มองดูผู้คนที่เดินไปมาในท่าเรือ
ปากเล็ก ๆ ของเจียอินเปิดออกเล็กน้อย และดวงตากลมโตของนางก็จ้องมองโดยไม่กะพริบตา
นางไม่ค่อยคุ้นเคยกับโลกนี้สักเท่าไหร่ เนื่องจากในประวัติศาสตร์ของชาติของนาง ไม่มีราชวงศ์เทียนอู๋ที่ตกต่ำ และผู้คนก็ยากจนแร้นแค้นเช่นนี้อยู่เลย
ผู้คนส่วนใหญ่ที่เดินไปมาบนท่าเรือต่างก็สวมเสื้อผ้าซอมซ่อ มีผิวซีดเซียว บ้างก็มีผิวสีเหลือง เห็นได้ชัดว่าพวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ไม่ดีเอาเสียเลย
แม่เฒ่าหลี่มองดูใบหน้าของหลานสาวที่ตอนนี้ดูจะจริงจังและเห็นอกเห็นใจผู้คนหล่านั้น นางก็คิดว่านางตาฝาดไป ท้ายที่สุดแล้วทารกที่อายุไม่ถึงหนึ่งเดือนจะมีความเห็นอกเห็นใจเช่นนี้ได้อย่างไร
1狗皮膏药 กอเอี๊ยะหนังสุนัข เป็นสุภาษาจีนที่แปลว่า สิ่งหลอกลวงคน