ครอบครัวของใครไม่มีญาติที่น่ารำคาญบ้าง
บทที่ 14 ครอบครัวของใครไม่มีญาติที่น่ารำคาญบ้าง
นางชี้ไปที่ลูกสุนัขสองตัวบนท่าเรืออย่างรวดเร็ว และหยอกล้อหลานสาวของนางด้วยรอยยิ้ม "ฟู่หนิวเอ๋อ เมื่อเราไปถึงเมืองหลวงและหาที่ปักหลักได้แล้ว ย่าก็จะเลี้ยงสุนัขให้เจ้าด้วย ตกลงไหม ? "
หลี่เจียอินหยุดคิดและรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มเพื่อทำให้ย่าของนางมีความสุข และทำทีเป็นน้ำลายไหล จนเปรอะเปื้อนไปทั่วทั้งใบหน้าของแม่เฒ่าหลี่ด้วยการหอมไปบนใบหน้าของหญิงชรา
แม่เฒ่าหลี่รู้สึกขบขันกับท่าทางของหลานสาวมาก ในตอนที่สองย่าหลานกำลังเล่นกันอยู่นั้น อู๋ฉุยฮวาก็ดึงอู๋เอ้อเดินขึ้นไปบนเรือพร้อมกับร้องไห้
“ท่านแม่! ดูสิว่าข้าเจอใคร ? ” อู๋ฉุยฮวาผลักอู๋เอ้อไปตรงหน้าแม่เฒ่าหลี่ทันที
แม่เฒ่าหลี่มีสายตาที่ดีและจำอู๋เอ้อได้ในทันที เมื่อเห็นเช่นนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าของนางก็หายไป
“ท่านป้า ข้าเอง อู๋เอ้อกั๋ว ในที่สุด ข้าก็พบญาติของข้าแล้ว”
อู๋เอ้อแสร้งทำเป็นเช็ดน้ำตา แต่แอบมองไปที่แม่เฒ่าหลี่เมื่อเห็นว่านางแต่งตัวสะอาดละอ้านเรียบร้อยและอุ้มเด็กน้อยตัวอ้วนผิวขาวไว้ในอ้อมแขนของนาง เขาก็มั่นใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าตระกูลหลี่น่าจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี เขาจึงคิดจะพึ่งพาตระกูลหลี่ลี้ภัยออกไปในครั้งนี้ให้ได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม
“เป็นเรื่องบังเอิญที่ข้าได้พบเจ้าที่นี่” แม่เฒ่าหลี่พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา นางเป็นแม่สามีของสะใภ้อู๋มามากกว่าสิบปีแล้ว แต่นางไม่มีความประทับใจที่ดีต่อตระกูลอู๋เลย
อู๋ฉุยฮวาไม่ใช่คนโง่ เมื่อเห็นแม่สามีของนางทำท่าทางเช่นนี้ นางก็รู้ว่าแม่สามีไม่ต้อนรับน้องชายของนาง ดังนั้นนางจึงเสี่ยงชีวิตคุกเข่าลงและกอดขาของหญิงชราเอาไว้
“ท่านแม่ พ่อของข้าถูกโจรปล้นข้าวทุบตีจนตาย น้องชายของข้าจึงต้องกลายมาเป็นขอมทานอยู่ที่ท่าเรือและถูกเตะจนเกือบตายไปครึ่งหนึ่งแล้ว ได้โปรดท่านแม่ช่วยเมตตาที่ซุกหัวนอนและข้าวปลาอาหารให้น้องชายของข้าด้วย เขาเป็นญาติคนเดียวที่ข้าเหลืออยู่แล้ว ! ”
หลี่เจียอินซุกอยู่ในอ้อมแขนของแม่เฒ่าหลี่ เมื่อได้ยินเช่นนั้นนางก็หันไปมองอู๋เอ้อด้วยความรังเกียจ นางรู้โดยสัญชาตญาณว่าชายคนนี้ไม่ใช่ตะเกียงประหยัดน้ำมัน1 และมันจะเป็นหายนะแน่นอน หากว่ารับชายคนนี้ขึ้นมาบนเรือ
แต่นางยังเป็นทารกที่พูดไม่ได้ ดังนั้นนางจึงทำได้เพียงร้องไห้ออกมาเสียงดังเพื่อระบายความไม่พอใจของนาง
“พี่อู๋ตายแล้วอย่างนั้นหรือ ? ” แม่เฒ่าหลี่ขมวดคิ้ว เพราะนางกับพ่ออู๋เป็นคนรุ่นเดียวกัน เมื่อได้ยินข่าวการตายของเขา นางก็รู้สึกสลดใจเล็กน้อย
อู๋ฉุยฮวาพยักหน้า ร้องไห้จนน้ำมูกน้ำตาไหลออกมาเป็นทาง "ท่านแม่ ช่วยเมตตาพาน้องชายของข้าอยู่บนเรือได้ด้วยหรือไม่ เรือของตระกูลซุนนั้นใหญ่มาก คงจะมีที่ให้เขาซุกหัวนอนอยู่"
“เจ้ากำลังพูดถึงเรื่องไร้สาระอะไร เรือใหญ่ก็จริง แต่ใช่ว่ามันจะมีคนอยู่บนเรือน้อยเสียที่ไหน”
“มีเรือจำนวนมากที่เข้ามาเทียบท่าเรือ เจ้าคิดว่าผู้ลี้ภัยคนใดก็สามารถขึ้นมาบนเรือลำนี้ได้หากว่าเจ้าเห็นใจอย่างนั้นเหรอ ? “แม่เฒ่าหลี่ต่างก็รู้นิสัยของอู๋ฉุยฮวา ดังนั้นนางจึงกล่าวเตือนออกมา
“ท่านแม่ ครอบครัวอู๋ของข้ามีลูกชายเพียงคนเดียว และเขาก็เป็นญาติคนเดียวที่ข้าเหลืออยู่ ท่านไม่สามารถเพิกเฉยได้ ! โปรดช่วยไปขอความเมตตาจากซุนฮูหยินให้ข้าได้หรือไม่ ฟู่หนิวเอ๋อของเราก็เพิ่งช่วยชีวิตคุณหนูซุนมาไม่ใช่หรือ …”
“หุบปาก ! ” แม่เฒ่าหลี่ยิ่งโกรธมากขึ้นเมื่อเห็นว่าอู๋ฉุยฮวาเอาแม้กระทั่งเด็กทารกมาอ้าง เพื่อข่มขู่ให้ซุนฮูหยินตอบแทนความกรุณานาง
อู๋ฉุยฮวาไม่สนใจและตะโกนเสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ จนดึงดูดลูกเรือหลายคนให้หันมาดู จึงทำให้แม่เฒ่าหลี่รู้สึกโกรธมากยิ่งขึ้น
โชคดีที่หลี่เหล่าเอ้อเดินตามนางมาและรีบเข้ามาปิดปากของอู๋ฉุยฮวาเอาไว้ "ท่านแม่ เพื่อหลีกเลี่ยงเรื่องยุ่งยากพวกนี้ ท่านช่วยไปขอให้ซุนฮูหยินเมตตาให้ที่ซุกหัวนอนแก่เขา แต่พอไปถึงเมืองหลวง ข้าจะเตะเขาออกไปให้เร็วที่สุด”
เมื่อลูกชายของนางกล่าวเช่นนี้ แม่เฒ่าหลี่ก็ไม่สามารถเพิกเฉยได้ นอกจากนี้หากว่านางไม่ยอมให้อู๋เอ้อขึ้นมา อู๋ฉุยฮวาคงจะแหกปากเรียกทุกคนในท่าเรือให้มาดูเรื่องตลกที่เกิดขึ้นแน่นอน
“ให้ลงไปรอที่ฝั่งก่อน แล้วข้าจะไปถามให้”
แม่เฒ่าหลี่มีสีหน้ามืดมน จากนั้นนางก็อุ้มหลี่เจียอินไปขอพบซุนฮูหยิน ประจวบเหมาะกับตอนที่ซุนฮูหยินไม่มีอะไรทำพอดี นางจึงไม่ได้ปฏิเสธเมื่อได้ยินแม่เฒ่าหลี่อธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้น
“ทุกคนย่อมมีปัญหาครอบครัวกันทั้งนั้น ข้าก็ไม่ว่าอะไรหากเจ้าจะพาคนขึ้นมาอีกหนึ่งคน เพียงแต่อย่าก่อปัญหาบนเรือของข้าก็พอแล้ว”
“ไม่ต้องห่วงหรอกเจ้าค่ะฮูหยิน ข้าจะขอให้คนในครอบครัวคอยจับตาดูเขาตลอดเวลา และจะไม่ให้สร้างปัญหาเป็นอันขาด ถ้าเขาประพฤติตัวไม่ดีแม้แต่น้อย ข้าก็จะโยนเขาลงแม่น้ำไปโดยที่ไม่ต้องรอให้ท่านเอ่ยออกมา” แม่เฒ่าหลี่กล่าวออกมาอย่างหนักแน่น
ซึ่งทำให้ซุนฮูหยินหัวเราะออกมา “ไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้ นี้ไม่ต่างอะไรกับไล่คนให้ไปตายเลย”
“ ความกรุณาของฮูหยินถือเป็นพรสำหรับครอบครัวของเราเจ้าค่ะ”
หลังจากพูดคุยกันสักพัก แม่เฒ่าหลี่ก็วางหลี่เจียอินลงตรงหน้าซุนฮูหยิน จากนั้นนางจึงรีบจัดการกับอู๋เอ้อ
หลี่เหล่าซื่อถือถังน้ำสองสามถังมาให้อู๋ฉุยฮวาซักผ้าให้อู๋เอ้อ จากนั้นก็พาอู๋เอ้อไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่สะอาด และให้เถาหงอิงช่วยทำโจ๊กชามใหญ่ให้เขากิน
หลังจากที่อู๋เอ้อกินและดื่มจนอิ่มท้องแล้ว เขาก็กำลังจะเดินเล่นไปรอบ ๆ เรือ แต่ก็ถูกขังอยู่ในห้องใต้ท้องเรือทันที ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปไหน
แม่เฒ่าหลี่ดึงอู๋ชุ่ยฮวาเข้ามาใกล้ ๆ เพื่อให้สองพี่น้องได้ยินคำพูดของนางได้ชัดเจน
“อีกสองสามวันเราก็จะไปถึงเมืองหลวง ถ้าอู๋เอ้อก่อปัญหาและทำให้ครอบครัวของเราอับอาย ข้าจะให้เจ้าสี่โยนพี่น้องของเจ้าลงแม่น้ำไปในทันที ! ”
“แต่ถ้ากล้าขัดขืน ก็ลองดู ! ”
“แทนที่จะทำให้เราอับอายและประสบปัญหา ทำให้ทุกคนในตระกูลหลี่ของเราถูกขับไล่ออกจากเรือ มันจะดีกว่าถ้าปล่อยให้ผู้ที่ทำผิดสองคนจมน้ำตายตกไปเสีย ! "
อู๋ฉุยฮวาหดคอของนางลงด้วยความกลัว และในที่สุดอู๋เอ้อกั๋วก็สงบลงและไม่โวยวายอีกต่อไป
ภายในหนึ่งชั่วยาม เรือของตระกูลซุนก็ออกเดินทางอีกครั้ง สองหรือสามวันผ่านไปในพริบตา และอู๋เอ้อก็ได้รับอนุญาตให้เดินบนดาดฟ้าเป็นครั้งคราวตามความสะดวกของเขา
เขาอิจฉาเป็นอย่างมากเมื่อเห็นความมั่งคั่งของตระกูลซุน จนเกิดเจตนาร้ายบางอย่างขึ้นมาในใจ แต่แม่เฒ่าหลี่ก็ให้คนจับตาดูเขาตลอดเวลา แม้ว่าเขาจะมีเจตนาไม่ดีแต่ก็ไม่มีโอกาสที่จะได้ลงมือก่อความวุ่นวายอะไร
ด้วยวิธีนี้ การเดินทางจึงราบรื่น ในขณะที่ทุกคนรอคอยที่จะไปถึงจุดหมายมาตลอดทั้งเดือน ในที่สุดเรือลำใหญ่ก็มาถึงเมืองหลวงในที่สุด
ท่าเรือเมืองหลวงมีขนาดใหญ่กว่าท่าเรืออื่นๆ ที่เคยเทียบท่ามาก่อน ที่นี่ไม่มีผู้ลี้ภัยจากสงครามแม้แต่น้อย แม้ว่าผู้คนที่เดินไปมาในท่าเรือจะไม่ได้แต่งกายด้วยเสื้อผ้าเนื้อดี แต่มาตรฐานการครองชีพของพวกเขาก็ดีกว่าคนที่ท่าเรือหมินหนานหลิงอย่างเห็นได้ชัด
หลี่เจียอินถูกแม่เฒ่าหลี่อุ้มออกมาจากห้อง เมื่อนางเงยหน้าขึ้นมอง นางก็เห็นฉากที่เจริญรุ่งเรืองตรงหน้านี้
ทว่านางกลับไม่ตื่นเต้นเท่าคนอื่น ๆ ในตระกูลหลี่ และแอบถอนหายใจอย่างลับ ๆ
ความเจริญรุ่งเรืองแบบนี้น่าจะมีอยู่เฉพาะในเมืองหลวงเท่านั้น ในดินแดนแห่งความอดอยากและสงคราม มีผู้คนอดอยากและโศกเศร้าอยู่ทุกหนทุกแห่ง แต่ภายใต้เท้าของราชวงศ์ผู้ปกครองดินแดน กลับมีความผาสุขและความเจริญรุ่งเรือง
กลิ่นตรงนี้ไม่ใช่กลิ่นเหม็นสาบของคนจน แต่เป็นกลิ่นเหม็นเหล้าและเนื้อของคนรวย ถนนที่นี่ก็มีหิมะปกคลุมเต็มไปหมดจนกลายเป็นสีขาว ?
“ฟู่หนิวเอ๋อ เรามาถึงเมืองหลวงแล้ว ! ” แม่เฒ่าหลี่ตื่นเต้นมากโดยอุ้มหลานสาวตัวน้อยไว้ในอ้อมแขน “เราไม่ต้องกลัวคนป่าเถื่อนอีกต่อไปแล้ว ! ”
จ้าวหยูหรูและเถาหงอิงใบหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น พวกนางเอามือขึ้นมาจับที่แก้มเล็ก ๆ ของหลี่เจียอิน "การมีฟู่หนิวเอ๋ออยู่ทำให้เราโชคดีไปด้วย เราไม่ต้องกลัวสิ่งใดแล้วเมื่อเราอาศัยอยู่ในเมืองหลวงนับจากนี้เป็นต้นไป"
หลี่เจียอินพ่นฟองน้ำลายออกมาเป็นการตอบกลับ ซึ่งทำให้แม่สามีและลูกสะใภ้หัวเราะอีกครั้ง
“ท่านแม่ ทุกอย่างเตรียมพร้อมหมดแล้ว ไปบอกซุนฮูหยินเถิดขอรับว่าเราจะลงจากเรือเร็ว ๆ นี้ ? ” หลี่เหลาเอ้อและพี่น้องคนอื่น ๆ เดินมาหาแม่เฒ่าหลี่โดยถือข้าวของพะรุงพะรังอยู่ในมือ
แม่เฒ่าหลี่ตอบ พลางอุ้มหลี่เจียอินแล้วเดินไปที่ห้องของซุนฮูหยิน
ซุนฮูหยินกำลังป้อนนมให้ลูกสาว เมื่อนางเห็นแม่เฒ่าหลี่เข้ามา จึงบอกให้หญิงชรานั่งลง
“ฮูหยิน ข้าซาบซึ้งใจที่ท่านเมตตาและเอาใจใส่พวกเราตลอดมา ตอนนี้เรามาถึงเมืองหลวงแล้ว ครอบครัวของเราจึงไม่สามารถรบกวนท่านได้อีกต่อไป เราจะออกเดินทางทันทีหลังจากเรือเทียบท่า ข้า แม่เฒ่าหลี่รู้สึกขอบท่านจากใจจริงและจะไม่ลืมพระคุณของท่านตลอดไป”
ซุนฮูหยินลังเลเล็กน้อย และถามออกมาโดยไม่รู้ตัว "พวกเจ้าจะไปแล้วหรือ ? "
จากนั้นนางก็จับมือแม่เฒ่าหลี่ พยายามโน้มน้าวให้นางอยู่ต่อ “ป้าหลี่ ครอบครัวของเจ้ารอดพ้นจากความอดอยากแล้ว และเจ้าคงไม่มีอะไรให้ต้องพึ่งพาข้าอีกเมื่อมาถึงเมืองหลวง แต่สุดท้ายเจ้าก็ต้องพาครอบครัวไปหาที่อยู่อาศัยอยู่ดี เหตุใดเจ้าไม่พักที่จวนของเรากันเล่า เพราะถึงอย่างไร เจ้าก็ไม่สามารถพูดได้ว่าเจ้าจะปกป้องพวกเขาไปได้ตลอดชีวิต แม้เจ้าจะมีความเกรงใจ แต่อย่างน้อยเจ้าก็ต้องมั่นใจด้วยว่าเจ้าจะมีอาหารและเสื้อผ้าให้พวกเขาได้เพียงพอ”
ซุนฮูหยินพูดอย่างตรงไปตรงมาและมีเจตนาดี แต่แม่เฒ่าหลี่ก็ส่ายหัวทันที เพราะหากพวกเขาอยู่ที่บ้านของตระกูลซุน พวกเขาจะเป็นเพียงทาสและอยู่ต่ำกว่าผู้อื่นไปตลอดชีวิต ในอนาคตลูก ๆ หลาน ๆ จะได้รับผลกระทบทั้งการเรียนและชีวิตความเป็นอยู่
1不是省油的灯 สำนวนนี้แปลได้ว่าไม่ใช่ตะเกียงประหยัดน้ำมัน ใช้ในการเปรียบเทียบกับคนที่เรื่องมาก มักจะสร้างความยุ่งอยากให้ผู้อื่นเสมอ หรือพวกที่เรามักจะเรียกว่าเยอะนั่นเอง