บ้านนอกเข้ากรุง

บทที่ 15 บ้านนอกเข้ากรุง


“ฮูหยิน ข้ายินดีเป็นอย่างมากที่ท่านยกย่องตระกูลหลี่ของเรา เพียงแต่ว่าข้าอยากให้หลานชายคนโตของข้าได้เรียนสูง ๆ จะได้เป็นขุนนางกับเขาบ้าง อีกอย่างญาติของข้าก็อยู่ที่นี่ เราตั้งใจมาที่นี่เพื่อมาอยู่กับเขา ข้าคงจะไม่สามารถไปอยู่ที่จวนของตระกูลซุนได้หรอกเจ้าค่ะ”


หลังจากได้ยินเช่นนี้ ซุนฮูหยินก็รู้สึกนางเข้าใจผิดพวกเขามาโดยตลอด


หลานชายคนโตของตระกูลหลี่อยากเป็นขุนนาง เช่นนั้นจะให้ครอบครัวหลี่มาเป็นทาสรับใช้ที่จวนของนางได้อย่างไรเล่า

นางรีบขอให้สาวใช้นำเงินยี่สิบตำลึงมามอบให้แม่เฒ่าหลี่อีกครั้ง นอกจากนี้นางยังจดที่อยู่ของจวนตระกูลซุนไว้ให้ไปด้วย และบอกว่าหากตระกูลหลี่ประสบปัญหาอันใดสามารถไปหานางที่จวนได้ทุกเมื่อ

แม่เฒ่าหลี่ไม่อาจปฏิเสธได้ ดังนั้นนางจึงต้องยอมรับ นางรู้สึกขอบซุนฮูหยินเป็นอย่างมาก เมื่อนึกถึงว่าตระกูลซุนจะต้องล่องเรือต่อไปอีกเจ็ดหรือแปดวัน นางจึงเลือกที่จะทิ้งแพะนมไว้ให้พวกเขา

ซุนฮูหยินมีความสุขมาก เพราะถึงแม้แม่นมจะฟื้นตัวได้บ้างแล้ว แต่นมของนางก็ยังไม่เพียงพอให้คุณหนูซุนได้ดื่มกิน

แม่เฒ่าหลี่กอดหลานสาวแล้วเดินออกไป นางรู้สึกผิดที่ต้องแยกจากซุนฮูหยิน แต่เมื่อนางก้มมองดูหลานสาวที่เอามือเล็ก ๆ มาสะกิดมือนางไว้ ราวกับว่าเจ้าตัวน้อยกำลังบอกลาซุนฮูหยินอย่างไรอย่างนั้น

นางอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาอีกครั้ง แล้วก้มศีรษะลงมาจูบหลานสาวของนาง “ฟู่หนิวเอ๋อของข้าช่างเป็นเด็กดีจริง ๆ ย่าจะรักเจ้าไปตลอดชีวิต ! ไม่ ครอบครัวหลี่ทั้งหมดจะรักเจ้า หากไม่มีเจ้า ครอบครัวของเราก็คงจะไม่รอดมาถึงวันนี้ ! ”

หลี่เจียอินซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของผู้เป็นย่า พูดพล่ามสองครั้ง และกวาดสายตามองดูคนในตระกูลซุน ก่อนที่จะจากออกมา

ลาก่อนเด็กน้อย !


ครอบครัวหลี่ใช้ประโยชน์จากช่วงเวลานี้บอกลาผู้จัดการหวังและสาวใช้ แม่นมและคนรับใช้ทุกคนที่คุ้นเคย


ในไม่ช้า เรือลำใหญ่ก็เทียบที่ท่าเรือ จากนั้นครอบครัวหลี่ก็ได้ลงจากเรือไปทีละคน

หลังจากที่เดินออกไปไกล ตระกูลหลี่ที่นิ่งเงียบอยู่ก็รู้สึกตัวได้ในที่สุด


“เราอยู่ที่เมืองหลวงจริง ๆ หรือ ? ”


“ที่นี่คือเมืองหลวงอย่างนั้นหรือ ? โชคดีที่เรานั่งเรือมา ไม่อย่างนั้นเราก็คงจะยังมาไม่ถึงแม้จะเดินเท้าเป็นเดือนก็ตาม”


“เรากำลังเหยียบพื้นดินของเมืองหลวงจริง ๆ ใช่หรือไม่ เหตุใดข้ายังรู้สึกโคลงเคลงอยู่เลย”

ทันใดนั้นหลี่เหล่าเอ้อก็กลับมามีสติอีกครั้ง เขาจึงเดินเข้าไปใกล้แม่ของเขาแล้วถามว่า "ท่านแม่ขอรับ ที่นี่ยังอยู่ห่างจากบ้านลุงของข้าไปประมาณ 200-300 ลี้ เราควรหาเกวียนลาหรือคาราวานร่วมเดินทางไปกับเราหรือไม่ขอรับ "

หลี่เจียอินมองไปรอบ ๆ นางลืมตาแล้วในขณะนี้ นางไม่เคยเห็นถนนที่พลุกพล่านในสมัยโบราณมาก่อนนับตั้งแต่ที่นางข้ามชาติมาเกิดใหม่ มันทำให้นางอยากรู้อยากเห็นเป็นอย่างมาก


หลังจากที่สบตากับแม่เฒ่าหลี่ นางก็พูดอย่างรวดเร็วว่า "ก่อนที่เราจะจ้างคาราวานเพื่อเดินทางไปที่นั่น แต่เรายังไม่สามารถเดินทางได้ในตอนนี้ เราจะต้องหาที่พักก่อน ฟู่หนิวเอ๋อของเราก็จะได้มองดูความตื่นตาตื่นใจของที่นี่ไปด้วย”

หลี่เหล่าเอ้อเองก็รู้สึกขบขันกับหน้าตาที่อยากรู้อยากเห็นของหลานสาวตัวน้อยของเขา ซึ่งมีอายุเพียง 1 เดือนเท่านั้น ทว่ากลับมีรูปร่างที่อ้วนท้วม ผิวขาว สะอาดสะอ้าน และมีสีหน้าที่หลากหลายอารมณ์ ไม่ว่าเขาจะมองอย่างไรก็ตาม

เขายกมือขึ้นและสัมผัสใบหน้าของหลานสาวตัวน้อยของเขา เลียนแบบพฤติกรรมของหลานสาว "ก็ดีเหมือนกัน หาที่พักดี ๆ เล่นกับฟู่หนิวเอ๋อของเราดีกว่า"

ครอบครัวหลี่เดินไปตลอดทางและไม่นานก็ออกจากท่าเรือและมาถึงตลาดข้างทางในบริเวณใกล้เคียง สถานที่แห่งนี้คนพลุกพล่านน้อยกว่า แต่กลับมีความเจริญรุ่งเรืองมากกว่าท่าเรือ

ผู้คนกำลังเดินอยู่บนถนนสายยาวที่ปูด้วยแผ่นหินบลูสโตน มีร้านค้าเรียงรายอยู่ทั้งสองข้างทาง ทำจากอิฐและมีบานประตูทำจากไม้แกะสลัก ผนังทาสีขาว มุงกระเบื้องหลังคาสีดำ โครงตาข่ายหน้าต่างและทับหลังประตูแกะสลักด้วยลวดลายประณีต

บริเวณทางเข้าร้านมีแผงขายของมากมายนับไม่ถ้วน โดยมีการจัดของเรียงรายเต็มไปหมด รวมถึงอุปกรณ์ทานอาหารด้วย

ใบหน้าของคนตระกูลหลี่เต็มไปด้วยอัศจรรย์ใจ เหล่าเด็กชายสองสามคนก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้น พวกเขามองไปรอบ ๆ ถ้าพ่อแม่ของพวกเขาไม่มาลากออกไป พวกเขาก็คงจะเดินเข้าไปดูข้างในแล้ว

หลี่เจียอินยังพยายามประคองศีรษะของนางยกขึ้นมา เพื่อมองไปรอบ ๆ ดวงตาของนางมองไปยังสิ่งประดิษฐ์เก่าแก่พวกนั้นและชื่นชมภูมิปัญญาของช่างที่ทำอยู่ตลอดเวลา

"ไอ้หยา..." เจียอินมีความสุขมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อมองไปรอบ ๆ นางถึงกับดึงผมของผู้เป็นย่าโดยไม่ได้ตั้งใจอีกด้วย


ในที่สุด หลี่เจียอินก็สามารถมองเห็นโลกจากมุมมองปกติ ซึ่งมันก็ทำให้นางอารมณ์ดีขึ้น และยังหัวเราะออกมาเสียงดังอีกด้วย

“ดูสิว่าฟู่หนิวเอ๋อของเรามีความสุขแค่ไหน ! ” แม่เฒ่าหลี่ไม่รู้สึกเหนื่อยแม้แต่น้อย และอุ้มหลานสาวของนางไว้บนไหล่


เถาหงอิงเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะออกมาเช่นกัน ขณะที่นางกำลังจะพูด อู๋ฉุยฮวาก็ได้ตะโกนออกมา


“พี่รอง พี่รอง ! เจ้าเห็นเอ้อกั๋วจื่อหรือไม่ ? เมื่อกี้เขายังอยู่ข้างข้าอยู่เลน แต่พอข้าเผลอ เขาก็หายไปในพริบตา ช่วยข้าตามหาเขาหน่อย ! ”

หลี่เหล่าเอ้อไม่ชอบอู๋เอ้อกั๋วอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่กังวลเมื่อได้ยินว่าชายผู้นั้นหายไป "เขาก็โตแล้ว คงไม่หลงทางหรอก ข้าว่าเขาคงเดินไปมาอยู่ใกล้ ๆ แถวนี้ เพียงแต่เจ้าหาเขาไม่เจอ"


อู๋ฉุยฮวาเป็นกังวลขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าหลี่เหล่าเอ้อไม่คิดจะช่วยนางตามหาน้องชาย นางจึงนั่งลงบนพื้นแล้วร้องไห้งอแงออกมาราวกับเด็กเอาแต่ใจ

“ข้าไม่อยากอยู่อีกต่อไปแล้ว น้องชายคนเดียวของข้าพลัดหลงออกไป ส่วนเจ้าก็ไม่คิดจะช่วยข้าตามหาด้วยซ้ำ เจ้ามันคนใจร้าย ! ”

ทันทีที่นางทำตัวแบบนี้ สายตาของคนที่เดินผ่านไปมาก็จับจ้องไปที่นาง ทำให้ตระกูลหลี่รู้สึกอับอายเป็นอย่างมาก

หลี่เหล่าเอ้อจึงรีบดึงอู๋ฉุยฮวาขึ้นมาจากพื้น อู๋ฉุยฮวาไม่กล้าก่อปัญหามากเกินไป นางมองไปที่แม่เฒ่าหลี่ด้วยสายตาหวาดกลัวเล็กน้อย

สีหน้าของแม่เฒ่าหลี่ดูเย็นชาจนน่าตกใจ นางเสียใจมากที่ได้คนตระกูลอู๋มาเป็นลูกสะใภ้รอง แต่นางไม่สามารถทำอะไรได้ในขณะนี้ และทำได้เพียงออกคำสั่งให้ลูกชายของนางเท่านั้น

“เจ้ารอง แกก็ไปเดินดูรอบ ๆ แถวนี้ ระวังอย่าให้เกิดปัญหา”


หลี่เหล่าเอ้อตบอู๋ฉุยฮวาอย่างแรงด้วยความโกรธ เขากัดฟันด้วยความเกลียดชัง แต่ในท้ายที่สุดเขาก็ยังยอมเดินออกไปหา พร้อมกับพี่น้องของเขาอยู่ดี

หลี่เจียเหรินเองก็ไม่ชอบนิสัยของอาและแม่ของเขาสักเท่าไหร่ ถึงกระนั้นเขาก็ไม่สามารถพูดอะไรได้ ไม่นานเขาก็พบต้นไม้ที่ให้ร่มเงาริมถนน และชักชวนท่านย่าของเขาไปนั่งพักที่นั่น

“ท่านย่า อุ้มฟู่หนิวเอ๋อไปนั่งพักตรงนั้นก่อนเถิดขอรับ”


หลี่เจียอินชอบความสุขุมของพี่ใหญ่คนนี้ นางจึงยิ้มให้เขาและโบกมือราวกับจะให้กำลังใจเขา เด็กชายคนนี้เป็นคนที่ละเอียดรอบคอบ เมื่อเขาเห็นว่าท่านย่ากำลังอุ้มน้องสาวตัวน้อยของเขาอยู่ เขาจึงกลัวว่าทั้งคู่จะร้อน จึงหาที่พักให้...

ไม่รู้ว่าหลี่เจียเหรินจะเข้าใจท่าทางที่น้องสาวของเขาพยายามตอบกลับหรือไม่ เขายิ้มและบีบมือเล็ก ๆ ของนาง ก่อนจะไปยืนอยู่ข้างหลังท่านย่าของเขาเพื่อบังแสงแดดที่แผดเผาลงมาให้คนทั้งสอง

หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยาม ทุกคนก็เริ่มกังวลเล็กน้อย และในที่สุดหลี่เหล่าซื่อก็เดินกลับมาพร้อมกับจับคอเสื้อของอู๋เอ้อกั๋วแน่น ด้วยสีหน้าเศร้าหมอง

อู๋เอ้อกั๋วดูจะไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก แต่เขาก็กลัวหมัดของหลี่เหล่าซื่อเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงทำได้แค่ก้มหัวและแสร้งทำเป็นน่าสงสาร


ไม่ต้องพูด ทุกคนต่างคาดเดาได้ทันทีว่าเขาจะต้องไปทำอะไรที่ไม่ดีมาอย่างแน่นอน

“เจ้าสี่ อย่าจับเขาแบบนั้น เขาเจ็บคอ ! ” อู๋ฉุยฮวาเดินตามมาอย่างกระตือรือร้นและยื่นมือไปช่วยน้องชายของนางจากมือของหลี่เหล่าซื่อ แต่หลี่เหล่าซื่อก็ไม่ยอมปล่อย และมองไปที่เขาด้วยสายตาเย็นชา

หลี่เหล่าซื่อโยนอู๋เอ้อกั่วลงบนพื้นแล้วพูดว่า "ข้ากับพี่รองหาเขาเจอที่บ่อนการพนัน ข้าไม่รู้ว่าเด็กคนนี้กล้าไปเล่นการพนันได้อย่างไร แล้วใครสอนเขาเล่น ! แต่ถ้าเราถึงไปที่นั่นช้ากว่านี้ เขาคงจะเป็นหนี้บ่อนไปแล้ว ! ”

“เขาไม่มีเงินแม้แต่ตำลึงเดียวอยู่ในมือ ตราบใดที่เขาแพ้ ครอบครัวของเราก็ต้องพลอยติดร่างแหไปด้วย ! ” ยิ่งหลี่เหล่าซื่อคิดถึงเรื่องนี้มากเท่าไร เขาก็ยิ่งโกรธมากขึ้นเท่านั้น และเขาก็เตะอู๋เอ้อกั๋วอีกครั้ง

ครอบครัวของพวกเขาใจดีมากที่ยอมพาเขาหนีจากทางเหนือมาด้วยกัน แต่เด็กคนนี้กลับไม่รู้สึกขอบคุณในความเมตตาเลย และเขายังจะเอาปัญหามาให้คนของตระกูลหลี่อีก !

เมื่อแม่เฒ่าหลี่ได้ยินเช่นนี้ นางก็มองอู๋เอ้อด้วยความรังเกียจ "อู๋เอ้อกั๋ว เจ้าคิดว่าเพราะพี่สาวของเจ้าแต่งงานกับคนในครอบครัวของเรา ครอบครัวของเราจึงต้องปกป้องเจ้าไปตลอดอย่างนั้นเหรอ"

ข้าคิดว่าเจ้าน่าสงสารมาก่อน และไม่สามารถทนเห็นเจ้าตายจ่อหน้าของข้าได้ ตอนนี้เจ้ามาถึงเมืองหลวงแล้ว ดังนั้นก็ออกจากกลุ่มของเราไปเสีย เราไม่คิดจะเก็บเจ้าไว้ในครอบครัวของเราหรอก ! ”

อู๋เอ้อกั๋วไม่มีเงินติดตัวแม้แต่ตำลึงเดียว เขากลัวว่าเขาจะอดตายถ้าต้องแยกจากตระกูลหลี่ไป เขาจึงรีบคลานไปที่เท้าของแม่เฒ่าหลี่แล้วพูดว่า "ท่านป้า ข้าผิดไปแล้ว ข้าแค่รู้สึกคันไม้คันมือเมื่อเห็นมัน แต่หลังจากนี้ข้าสัญญาว่าจะไม่เล่นการพนันอีกแล้ว ได้โปรดอย่าทิ้งข้าไปเลย ! ”


ตอนก่อน

จบบทที่ บ้านนอกเข้ากรุง

ตอนถัดไป