หมาป่าตาขาวเนรคุณ

บทที่ 17 หมาป่าตาขาวเนรคุณ



ระยะทางสองร้อยลี้นั้นไม่ใกล้ไม่ไกลนัก ครอบครัวหลี่เดินทางมากับทีมคาราวานเป็นเวลาหกถึงเจ็ดวัน และในที่สุดก็มาถึงเขตจวิ๋นหยางในบ่ายของวันที่แปด

เมื่อพวกเขาแยกทางกัน เหล่าหลิวก็ยืนกรานที่จะไม่รับเงินสิบตำลึง และเอาแต่บอกว่าเขาต้องการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับตระกูลหลี่ เนื่องจากเขาต้องเดินทางไปมาที่จวิ๋นเฉิงบ่อยครั้งในอนาคต นอกจากนี้เขายังหวังว่าหลี่เหล่าซื่อจะเข้าร่วมทีมคาราวานกับเขาในอนาคตอีกด้วย



ตระกูลหลี่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเก็บเงินไป โดยหวังว่าจะตอบแทนหากพวกเขาได้มีโอกาสเจอกันอีกในอนาคต



หลังจากจ้างรถม้าอีกสองคัน ครอบครัวหลี่ก็มาถึงหมู่บ้านเล็ก ๆ บนภูเขาที่หลิวเก็นเอ๋ออาศัยอยู่ ก่อนพระอาทิตย์ตกดินพอดี

หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้เงียบสงบมาก ตอนนี้ปล่องไฟบนหลังคาของบ้านแต่ละหลังมีควันลอยออกมา บ้านบางหลังก็เปิดไฟให้แสงสว่างเล็กน้อยอีกด้วย

แม่เฒ่าหลี่นึกถึงสิ่งที่พี่ชายของนางบอกเล่าในจดหมายที่เขาส่งมาให้นางก่อนหน้านี้ เมื่อมาถึงหมู่บ้าน พวกเขาก็เดินตรงมาที่ประตูบ้านหลังที่สองตรงทางเข้าหมู่บ้าน

ลานบ้านหลังนี้ล้อมรอบด้วยกำแพงอิฐ หลังคามุงจาก ประตูลานบ้านทำจากไม้ไผ่สานสองสามท่อน ในบ้านมีห้องเพียงสองหรือสามห้องเท่านั้น ดูทรุดโทรมเป็นอย่างมาก

เมื่อแม่เฒ่าหลี่เห็นเช่นนั้น นางก็รู้สึกกังวลเป็นอย่างมาก จึงตบประตูลานบ้านแล้วตะโกนเสียงดังว่า "หลิวเก็นเอ๋อ มาเปิดประตูหน่อย ข้าน้องสาวของเจ้าเอง"

แต่ไม่มีใครตอบกลับมาสักพักหนึ่ง เถาหงอิงและคนอื่น ๆ จึงมองหน้ากันด้วยสีหน้ากังวลเล็กน้อย



“ข้ามาแล้ว! เจ้าเป็นใคร ดึกดื่นแล้วไม่คิดจะหลับจะนอนกันเลยหรือ ! ”

ในที่สุดประตูบ้านก็ถูกผลักให้เปิดออกเสียงดังเอี๊ยด จากนั้นหญิงร่างผอมที่เกล้าผมเป็นมวยไว้ด้านหลังก็เดินออกมา

เมื่อเห็นคนจำนวนมากยืนอยู่ที่ประตูหน้าบ้าน สีหน้าไม่พอใจของหญิงสาวก็แข็งทื่อไปทันที นางถอยหลังไปสองสามก้าวด้วยความระมัดระวัง “พวกเจ้ามาหาผู้ใดกัน”

“ข้าเป็นน้องสาวของหลิวเก็นเอ๋อ แต่งงานออกไปอยู่นอกกำแพงฉางเฉิง แต่ในช่วงสองปีที่ผ่านมามีสงครามเกิดขึ้นที่นั่น ดังนั้นข้าจึงพาครอบครัวมาขอลี้ภัยที่นี่…”

แม่เฒ่าหลี่ตอบกลับอย่างระมัดระวัง

เมื่อหญิงสาวได้ยินเช่นนั้น นางก็คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเข้าใจ และกล่าวอย่างรวดเร็วว่า "โปรดรอสักครู่" หลังจากพูดเช่นนั้น นางก็หันหลังกลับเข้าไปในบ้าน และไม่นานก็พยุงหญิงชราคนหนึ่งออกมา

แม่เฒ่าหลี่จำได้ว่านี่คือภรรยาของหลิวเก็นเอ๋อ พี่สะใภ้ของนาง

แม่เฒ่ากั๋วอายุน้อยกว่าแม่เฒ่าหลี่หลายปี แต่ตอนนี้นางดูแก่เป็นพิเศษ ใบหน้าของนางมีรอยย่นเหมือนเปลือกส้มแห้ง อีกทั้งร่างกายของนางก็ดูจะไม่แข็งแรงมากนัก

แม่เฒ่ากั๋วเดินมาที่ประตูลานบ้าน แล้วเปิดเปลือกตาขึ้นเพื่อมองแม่เฒ่าหลี่ที่ยืนอยู่ข้างหน้าอย่างชัด ๆ

“พี่ ทำไมพี่ถึงมาที่บ้านข้าได้ล่ะ เข้ามาคุยกันก่อนเถิด” แม่เฒ่ากั๋วจำแม่เฒ่าหลี่ได้ทันที แต่น้ำเสียงของนางค่อนข้างเย็นชา ดูไม่กระตือรือร้นที่ได้เจอกับญาติที่พลัดพรากจากกันมานานเลย

ตอนแรกแม่เฒ่าหลี่ตอบออกไปด้วยความกระตือรือร้น แต่ทันใดนั้นนางก็รู้สึกหนาวเล็กน้อย นางคิดอยู่พักหนึ่งแล้วพาลูก ๆ หลาน ๆ ของนางเดินเข้าไปในลานบ้าน



ในขณะนี้ก็มีชายสองคนและหญิงอ้วนหนึ่งคนเดินออกมาจากข้างในบ้าน

ดูเหมือนพวกเขาจะเพิ่งลุกจากเตียง ทุกคนขยี้ตาและหาวออกมา มองดูตระกูลหลี่ด้วยสายตาที่อยากรู้อยากเห็นและเบื่อหน่าย



“พี่สะใภ้ แล้วเหตุใดข้าถึงไม่เห็นหลิวเก็นเอ๋อเล่า ? ”



เมื่อแม่เฒ่ากั๋วได้ยินแม่เฒ่าหลี่ถามถึงสามีของนาง สีหน้าของนางก็ซับซ้อนเล็กน้อย “หลิวเก็นเอ๋อเสียชีวิตไปตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว”

“อะไรนะ เขาตายได้อย่างไร” แม่เฒ่าหลี่เกือบจะเป็นลมล้มลงเมื่อได้ยินเช่นนั้น โชคดีที่เหล่าหลี่ก้าวเข้ามาเพื่อช่วยพยุงนางไว้

“เมื่อปีที่แล้วเขาเพิ่งส่งจดหมายไปบอกข้าว่าเขายังมีสุขภาพที่ดีอยู่เลยไม่ใช่หรือ ? ” นางตกใจมากเมื่อได้ยินว่าพี่ชายของนางเสียชีวิตแล้ว แต่นางก็กลั้นน้ำตาไว้ และต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

แม่เฒ่ากั๋วสูดจมูกอย่างเย็นชา นางดูไม่เศร้าแม้แต่น้อย แต่ดูเหมือนจะไม่พอใจกับการจากไปของหลิวเก็นเอ๋ออย่างยิ่ง “ฤดูร้อนที่แล้วฝนตกหนัก จนน้ำล้นเขื่อน เขามัวแต่ช่วยคนอื่นไม่คิดจะมาอยู่ดูแลข้ากับลูกเลยและยังยืนกรานเลือกที่จะสละชีวิตไปช่วยเหลือเด็กคนหนึ่งที่ถูกน้ำพัดพาไป เลือกที่จะทิ้งลูกให้กลายเป็นเด็กกำพร้า ทิ้งภรรยาให้กลายเป็นม่าย และต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในโลกใบนี้”

ขณะที่นางพูดนั้น นางก็มองไปที่แม่เฒ่าหลี่อีกครั้ง ดวงตาอันขุ่นเคืองของนางกวาดสายตาไปที่แม่เฒ่าหลี่และสมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัวหลี่ขึ้นลงราวกับใบมีดที่เชือดเฉือนพวกเขา

แม่เฒ่าหลี่ระมัดระวังตัวเพื่อไม่ให้เป็นที่สนใจจากผู้อื่น นางจึงให้ทุกคนเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ซุนฮูหยินมอบให้ออก และสวมเสื้อผ้าเก่าของพวกเขาเข้าไปก่อนลงจากรถม้า

นอกจากนี้ถนนยังเต็มไปด้วยฝุ่น ทำให้เสื้อผ้าของพวกเขาดูสกปรกกว่าตอนแรกเป็นอย่างมาก

เป็นผลให้ดวงตาของแม่เฒ่ากั๋วและลูกหลานของนางที่มองมาเต็มไปด้วยความรังเกียจ

“พ่อข้าตายแล้ว ทำไมเจ้าถึงคิดจะมาขอลี้ภัยที่นี่อยู่อีก ? บ้านของเราหลังเล็กแค่นี้ จะรับพวกเจ้าเข้ามาอยู่ด้วยได้อย่างไร ? ขนาดตัวเราเอง เรายังใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเลย ! ”



หลิวเตี่ยจู่ลูกชายคนโตของหลิวเก็นเอ้อดูจะง่วงนอนมาก เมื่อเห็นว่าตระกูลหลี่ดูไม่เหมือนครอบครัวที่ร่ำรวย เขาจึงเปิดปากไล่พวกเขาออกไป



แม่เฒ่ากั๋วไม่ได้พูดอะไรเลยหลังจากได้ยินสิ่งที่ลูกชายของนางพูด ซึ่งเห็นได้ชัดว่านางเองก็เห็นด้วยกับมัน



“เราแค่อยากมีที่ซุกหัวนอนชั่วคราว เราไม่ต้องอาหาร น้ำ หรือเสื้อผ้าอะไรทั้งนั้น” หลี่เหล่าเอ้อไม่พอใจกับท่าทางของพวกเขาเป็นอย่างมาก จึงยืนขึ้นเพื่ออธิบาย แต่ก่อนที่เขาจะทันพูดจบ เขาก็ถูกชายอีกคนพูดขัดจังหวะขึ้นมาเสียก่อน

“เจ้าพูดโกหกใคร ? ดูก็รู้ว่าพวกเจ้ามันจน จะเกิดอะไรขึ้นถ้าพวกเจ้าย้ายเข้ามาในบ้านของข้าและไม่ยอมออกไปสักที ? ” หลิวไลฟู่ลูกชายคนที่สองของตระกูลหลิว ก็พูดไม่รักษาน้ำใจของพวกเขาเหมือนกัน



แต่ในที่สุด แม่เฒ่ากั๋วที่เห็นแก่หน้าของหลิวเก็นเอ้อ สามีของนางที่เสียชีวิตไปแล้ว ก็ได้โบกมือเพื่อหยุดลูกชายของนาง แล้วกล่าวออกมาว่า

“เอาล่ะ ถ้าพวกเจ้ายังไม่มีที่ซุกหัวนอน ก็อาศัยในบ้านของเราไปก่อนได้ แต่อย่าคิดที่จะเข้ามาในตัวบ้านของข้า พอพรุ่งนี้เช้าก็รีบออกไปให้เร็วที่สุด ครอบครัวของเราไม่สามารถช่วยเจ้าได้จริง ๆ ! "

แม่เฒ่าหลี่โกรธมากจนตัวสั่นไปหมด หลี่เจียอินเองก็โกรธเป็นอย่างมาก นางพยายามอย่างเต็มที่ที่จะไม่ย้ายก้อนหินออกมาจากดินแดนต่างมิติ แล้วโยนมันลงมาที่บ้านของตระกูลหลิว !

นางยอมปล่อยให้ตระกูลหลี่นอนบนถนนยังดีเสียกว่ามายุ่งกับครอบครัวที่เห็นแก่ตัวและเนรคุณเช่นนี้

นางยื่นมือเล็ก ๆ ออกมาสะกิดมือย่าของนาง พร้อมกับส่งเสียงอู้อี้ออกมาสองครั้ง

หลิวไลฟู่ยืนใกล้ ๆ เมื่อเขาได้ยินการเคลื่อนไหว เขาก็ชะเง้อหน้ามามองดู ซึ่งทำให้เขารังเกียจมากยิ่งขึ้น "คนจนที่ลี้ภัยหนีไปทุกที่ และยังเอาลูกหลานหนีตามมาอีกเป็นโขยง ! "

หลี่เหล่าซื่อโกรธมากเมื่อได้ยินประโยคนี้ และต้องการเข้าไปทุบตีหลิวไลฟู่เสียตรงนั้น

หลิวไลฟู่เองก็ลื่นไหลเช่นกัน เขากลัวมากจนซ่อนตัวอยู่ข้างหลังของแม่เฒ่ากั๋ว "มีอันใดงั้นหรือ การที่ข้าไม่ยอมรับพวกเจ้าเข้าไป เจ้าจะทุบตีพวกเราอย่างนั้นหรือ มาเลย ทุบตีพวกเราให้ตาย ! ถ้าเจ้ามีความสามารถ ทุบตีทั้งครอบครัวของเราให้ตายตกและยึดบ้านของเราไปเสีย ! ”

แม่เฒ่าหลี่ซึ่งเงียบมาโดยตลอด ได้ยกมือขึ้นจับลูกชายของนาง "เจ้าสี่ อย่าสร้างปัญหา"

หลังจากพูดจบ นางก็หันไปหาแม่เฒ่ากั๋ว “พี่สะใภ้ ข้าไม่ได้คิดให้ดีเอง ไม่ต้องกังวล หากว่าหลิวเก็นเอ้อจากไปแล้ว ครอบครัวของเราทั้งสองก็จะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีกต่อไป”

“แม้ว่าเราจะอดตาย เราก็จะไม่มารบกวนพวกเจ้าอีก”

แม่เฒ่ากั๋วกล่าวออกมาอย่างเย็นชา "ไม่เป็นไร เมื่อเจ้าพูดเช่นนี้แล้ว ก็จงจำคำพูดของเจ้าให้ดี ๆ "



พูดจบ นางก็พาลูกชายและลูกสะใภ้กลับเข้าบ้านไป



จากนั้นความเงียบงั้นก็เข้ามาปกคลุมทั้งลานบ้าน



“ท่านแม่ขอรับ ทำไมพวกเขาถึงเป็นเช่นนี้ไปได้ ? เมื่อไม่กี่ปีก่อน ลุงได้ส่งจดหมายมาขอความช่วยเหลือจากเรา บอกว่าลูกชายเขาต้องการแต่งงานเอาภรรยาเข้าบ้าน แต่ครอบครัวไม่มีเงินค่าสินสอด ตอนนั้นท่านแม่ถึงกับยอมขายเครื่องประดับที่เป็นสินเดิมของตัวเองเอาเงินมาให้พวกเขาด้วยซ้ำ”

“ครอบครัวของเราต้องอดยากหิวโหยมานานกว่าครึ่งปี เพื่อรวบรวมเงินมาให้พวกเขา ! ” หลี่เหล่าเอ้อโกรธมากจนทำอะไรไม่ถูก "แต่ตอนนี้พวกเขากลับไม่เห็นบุญคุณของเราเพราะลุงได้เสียชีวิตไปแล้ว ! "

เถาหงอิง, จ้าวหยูหรู และคนอื่น ๆ ต่างก็ผิดหวังและความขุ่นเคือง มีเพียงอู๋เอ้อกั๋วเท่านั้นที่ยืนอยู่ข้างหลังทุกคนและเฝ้าดูความสนุกสนานอย่างไม่แยแส

แม่เฒ่าหลี่ถอนหายใจยาว อุ้มหลานสาวตัวน้อยในอ้อมแขนของนาง และกดใบหน้าที่นุ่มนวลและอบอุ่นของนางเข้าหาเจ้าตัวน้อย ทำให้ในที่สุดความเย็นยะเยือกในใจของนางก็พลันหายไป

“ฟู่หนิวเอ๋อร์ ย่าจะพาเจ้าไปนอนข้างนอกแทนที่จะอยู่ที่นี่ ตกลงไหม” แม่เฒ่าหลี่กล่าวกับหลี่เจียอินเบาๆ

หลี่เจียอินยิ้มและลูบใบหน้าแม่เฒ่าหลี่ด้วยความอ่อนโยน

“ฟู่หนิวเอ๋อเก่งมาก ! ” ในที่สุดแม่เฒ่าหลี่ก็ยิ้มออกมา แล้วหันหลังกลับ พาครอบครัวของนางออกจากลานบ้านหลังนี้



ที่ทางเข้าหมู่บ้าน มีต้นไม้อายุนับร้อยปีที่มีกิ่งก้านมากมาย ใบเขียวชอุ่ม ลำต้นใหญ่จนคนเดียวโอบไม่ถึง ตระกูลหลี่เลือกที่จะพักอยู่ตรงนี้ จุดไฟที่นั่นและตั้งหลักแหล่งชั่วคราว โชคดีที่มันยังเป็นช่วงปลายฤดูร้อนทำให้กลางคืนไม่หนาวมากนัก

แต่ทุกคนก็กังวลและสับสน มาอยู่ต่างที่ต่างแดนที่ไม่รู้จักใคร จะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นตามมา



ตอนก่อน

จบบทที่ หมาป่าตาขาวเนรคุณ

ตอนถัดไป