โจวเซียหมินนำพาให้ได้รับโชคชะตาเพิ่ม
“โอ้ย..เป็นอะไรล่ะเนี่ย สงสัยเพราะพลังวิญญาณชั่วร้ายนั่นเป็นแน่” หลังจากทานข้าวอิ่ม อันจิงก็รู้สึกเหนื่อยกว่าปกติ เมื่อเอนกายลงบนเตียง ความง่วงก็คืบคลานเข้ามาทันที
“ท่านพี่ ทำไมตอบตกลงล่ะเจ้าคะ?” จ้าวชิงเหมยเห็นอันจิงนอนแผ่บนเตียงก็เอ่ยถามสิ่งที่คาใจออกไป
“ไม่ใช่น้องหญิงอยากให้ข้าตอบตกลงหรอกหรือ”
“ข้าไม่ได้หมายความแบบนั้นเสียหน่อย”
“ช่างเถิด อย่างไรข้าก็ตอบตกลงไปแล้ว ก็แค่เพิ่มคนมาอีกคนและตะเกียบมาอีกคู่เท่านั้น”
จ้าวชิงเหมยอยากจะตอบกลับไปว่ามันไม่ใช่แค่การเพิ่มตะเกียบขึ้นมาอีกคู่แต่นางไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้
“วันนี้เรายุ่งกันมาทั้งวันแล้ว เข้านอนเร็วสักหน่อยแล้วกันน้องหญิง” อันจิงหาวก่อนจะลุกขึ้นมาถอดเสื้อชั้นนอกออกก่อนจะทิ้งร่างลงบนเตียงอีกครั้ง
“เข้านอนเร็วหรือเจ้าคะ?” จ้าวชิงเหมยเม้มปากยั่วยวน ดวงตาของนางจับจ้องไปที่อันจิงตลอดเวลา
“ใช่ วันนี้ข้ารู้สึกเหนื่อยนิดหน่อย” หลังจากกลับมาจากท่าเรือชิงเหอ อันจิงก็รู้สึกเหนื่อยและระบมไปทั่วร่าง อาจเป็นเพราะพลังวิญญาณชั่วร้ายที่เข้าสู่ร่างกายของเขา แม้ว่ามันจะถูกกำจัดออกไปหมดโดยหินใบโพธิ์แล้ว แต่มันกลับกินพลังงานของเขาไปมาก ทำให้เขารู้สึกเหนื่อยกว่าปกติ
“ท่านพี่” จ้าวชิงเหมยเริ่มคลานไปหาอันจิงจากปลายเตียง ขาเรียวสวยของนางเกยอยู่บนต้นขาของอันจิง มือนุ่มก็ล้วงเข้าไปในเสื้อตัวในของอันจิงอย่างชำนาญ
“น้องหญิง เป็นพรุ่งนี้ได้หรือไม่ วันนี้ข้าเหนื่อยจริงๆ” อันจิงรู้สึกว่าตนพร้อมจะหลับได้ทุกเมื่อ
“ท่านพี่ วันนี้ข้าได้เรียนเคล็ดลับใหม่มา ท่านอยากลองหรือเปล่า” นางกัดไปที่ติ่งหูของอันจิงและเป่าลมร้อนยั่วเย้า
“ได้ๆ ค่อยแสดงให้ข้าดูพรุ่งนี้ดีหรือไม่” อันจิงพูดอย่างอ่อนแรง
“ไม่ ข้าจะแสดงให้ท่านพี่ดูวันนี้” จ้าวชิงเหมยไม่ยอมลดละ มือเล็กๆของนางยังคงสำรวจไปทั่วร่างกายของผู้เป็นสามี
“อื้มมมม...” อันจิงรู้สึกเคลิ้มแต่ก็ยังนอนนิ่งราวกับคนตาย
“ท่านพี่จะกินข้าวไปฟรีๆหรือเจ้าคะ?” จ้าวชิงเหมยบ่นขณะที่ตบแก้มของอันจิงเบาๆ มีเพียงเสียงหายใจแผ่วเบาที่บ่งบอกว่าอันจิงหลับสนิทไปแล้ว
“อันจิงจอมขี้เกียจ ตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้!”
.
.
.
ในลานฝึกยุทธ์อันเงียบสงบในเมืองหยู
ทั่วทั้งลานเต็มไปด้วยชายวัยฉกรรจ์ในเสื้อผ้าเนื้อหยาบแต่ละคนถือโคมไฟที่ส่องแสงแดงอมส้ม ทำให้ทั่วทั้งลานสว่างไสวราวกับเวลากลางวัน
เสื้อผ้าเนื้อหยาบนี้เป็นที่รู้ทั่วกันว่าเป็นชุดประจำพรรคเฉา ตรงกลางของลานฝึกยุทธ์มีชายชราผู้หนึ่งกำลังออกกระบวนท่าร่ายรำไปพร้อมกับดาบในมือ เสื้อผ้าบนตัวของเขาพลิ้วไหวไปกับสายลม ในมือของเขาคือดาบคู่ทรงโค้ง เสียงดาบที่แหวกผ่านอากาศส่งเสียงคร่ำครวญราวกับเสียงปีศาจชวนให้รู้สึกหนาวสั่นไปทั้งตัว
“พี่ไท่!”
เสียงตะโกนเรียกชื่อของเขาดังลั่นและหงหยวนอู่ก็เดินเข้าไปในลานฝึกยุทธ์
“อ้าว..อาจารย์หง!”
ชายชราที่กำลังออกกระบวนท่าหยุดชะงักจึงเห็นว่าขาข้างหนึ่งของเขาผิดปกติ เขาเดินกะเผลกมาประสานมือคารวะผู้ที่มาใหม่
หงหยวนอู่ถอนหายใจ “ข้าไม่คิดว่าจะทำให้ท่านตกใจจนเร่งเดินทางมาถึงที่นี่...”
ชายชราผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น เขาคือ‘ไท่หยุนซาน’ปรมาจารย์ทั้งเจ็ดแห่งพรรคเฉา
หัวหน้าพรรคสาขาทั้งหมด 36 คนคือผู้ที่รับผิดชอบดูแลพรรคสาขาทั่วแคว้น ในขณะที่ปรมาจารย์ทั้งเจ็ดจะประจำอยู่ที่ทำการของพรรคใหญ่และฝีมือก็น่ากลัวยิ่งกว่า โดยพวกเขาล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ในระดับแนวหน้าของยุทธภพ
บางคนอาจกล่าวว่าหัวหน้าพรรคสาขาทั้ง 36 คนไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังในยุทธภพเจียงหูแต่ไม่ใช่กับปรมาจารย์ทั้งเจ็ด พวกเขาทั้งหมดล้วนแต่เป็นปรมาจารย์ที่มีชื่อเสียงในระดับต้นๆของยุทธภพเจียงหู
พวกเขาสามารถแยกตัวออกไปตั้งพรรคใหม่ได้ด้วยซ้ำและอำนาจก็อาจเทียบเท่ากับพรรคเฉาได้เลย
ในอดีตไท่หยุนซานเป็นจอมยุทธ์พเนจร เขาท่องไปทั่วยุทธภพโดยมีดาบโค้งคู่ใจและม้าหนึ่งตัวเท่านั้น เขาคร่ำหวอดอยู่ในยุทธภพมาหลายปี มีผู้ฝึกยุทธ์นับไม่ถ้วนที่เสียชีวิตด้วยน้ำมือของเขา ต่อมาเขาได้ไปล่วงเกินผู้นำตระกูลซูจากเมืองไท่ซูหมิงเข้าจึงถูกตามไล่ล่า สุดท้ายเขาได้ลงมือสังหารผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงของตระกูลซูไปหลายสิบคนรวมถึงผู้นำตระกูลด้วย ทำให้ผู้อาวุโสของตระกูลซูต้องออกหน้าลงมือด้วยตัวเอง เพื่อเอาชีวิตรอดเขายอมเสียขาข้างหนึ่งและเข้าร่วมกับพรรคเฉาเพื่อใช้อำนาจของพรรคปกป้องตัวเอง
พรรคเฉามีขุมอำนาจที่ทรงพลังและหลิวชิงซานก็แข็งแกร่งมาก ดังนั้นตระกูลซูจึงยอมล่าถอยในที่สุด
การที่พรรคเฉาได้ปรมาจารย์ทั้งเจ็ดมาเป็นคนในสังกัดก็ย่อมพิสูจน์ได้ว่าอำนาจของพวกเขายิ่งใหญ่เพียงใด
หากพูดถึงมิตรภาพระหว่างไท่หยุนซานกับหงหยวนอู่เป็นเช่นใด ก็ต้องบอกว่าค่อนข้างแน่นแฟ้น
ตอนแรกหงหยวนอู่ไม่ได้สังกัดอยู่ในหน่วยซวนยี่ เขาเป็นเพียงจอมยุทธ์พเนจรที่ทั้งหยิ่งผยองและโอ้อวด พวกเขาทั้งคู่มาปักหลักอยู่ในมณฑลเจียงหนานและเคยปะทะกันอยู่หลายครั้ง จนในที่สุดก็กลายเป็นสหายสนิทต่างวัย ต่อมาหงหยวนอู่ได้เข้าร่วมกองทัพและไต่เต้าเข้าไปในหน่วยซวนยี่ได้สำเร็จ เขาได้สวมเครื่องแบบทางการและใช้ชีวิตด้วยเบี้ยเลี้ยงจากราชสำนัก
เมื่อไท่หยุนซานถูกไล่ล่า หงหยวนอู่ก็ช่วยออกหน้าไกล่เกลี่ยและพยายามช่วยเหลือให้ได้มาที่สุด แม้สุดท้าย เขาจะไม่สามารถคลี่คลายความแค้นของตระกูลซูที่มีต่อไท่หยุนซานได้สำเร็จจนเป็นพรรคเฉาที่ต้องยื่นมือเข้ามาแต่มิตรภาพของพวกเขาก็นับว่าแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ไท่หยุนซานพยายามข่มอารมณ์เมื่อเอ่ยขึ้น “เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อย่างน้อยข้ากับฮ่าวผิงก็สนิทกัน เจ้าก็น่าจะรู้จักนิสัยข้า ข้าไม่มาไม่ได้หรอก”
หงหยวนอู่พยักหน้าเพียงเล็กน้อย ไท่หยุนซานเป็นคนซื่อสัตย์มากและเขาก็รู้จักนิสัยข้อนี้ดี
หลิวฮ่าวผิวเป็นน้องชายคนสนิทของเขาและถูกฆ่าตายในเมืองหยูเช่นนี้ เขาไม่สามารถทนอยู่เฉยๆได้
หงหยวนอู่กล่าวเสียงจริงจัง “นักดาบลึกลับผู้นั้น ฝีมือไม่ธรรมดา ในความเห็นของข้า เขาน่าอยู่ในระดับ สองขั้นปลาย ทักษะดาบของเขาน่าประทับใจมาก”
ไท่หยุนซานเอ่ยเสียงหยัน “แต่ฉายาธนูแสงจันทร์ฟาดของข้าก็ไม่ใช่เล่นๆเหมือนกัน น้องหงก็น่าจะทราบดี” ธนูแสงจันทร์ฟาดเป็นฉายาในยุทธภพของไท่หยุนซาน
หงหยวนอู่พยักหน้ารับเมื่อตอบกลับ “ดังนั้นเราสองคนถึงต้องร่วมมือกันไงเล่า”
ไม่เพียงแต่พรรคเฉาเท่านั้นแต่ราชสำนักก็ยังตามไล่ล่านักดาบลึกลับเช่นกัน
ไท่หยุนซานพยักหน้าตกลงก่อนจะเอ่ยจุดประสงค์ของตนเอง “ที่ข้ามาเยือนเมืองหยูในครั้งนี้ ข้ามีจุดประสงค์อยู่สามข้อหลักๆ น้องหง เจ้าพอจะช่วยข้าได้หรือไม่?”
“ด้วยมิตรภาพของเรา ท่านไม่จำเป็นต้องพูดอะไรด้วยซ้ำ ข้าต้องช่วยท่านอย่างแน่นอน” เงียบไปครู่หนึ่งหงหยวนอู่จึงถามต่อ “จุดประสงค์ที่ว่า..มีอะไรบ้าง”
“ข้าต้องการจับเป็นคนสองคน”
“สองคน?”
“เจียงซานเจียและมู่เสี่ยวหยุน”
“มู่เสี่ยวหยุน?”
หงหยวนอู่เลิกคิ้วด้วยความไม่อยากเชื่อ “ข้าฟังผิดไปหรือเปล่า? เป็นนางงั้นรึ?”
พรรคเฉาต้องการจับตัวมู่เสี่ยวหยุนอย่างนั้นรึ?
ไท่หยุนซานเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “ใช่ เป็นนาง เจ้าไม่ได้ฟังผิดแต่อย่างใด”
.
.
.
เช้าวันรุ่งขึ้น
อันจิงตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ เขาเอื้อนเอ่ยถามภรรยาของตน “น้องหญิง วันนี้เจ้าไม่ได้ใส่สมุนไพรลงในโจ๊กหรอกหรือ”
อันจิงมองจ้าวชิงเหมยที่กำลังยุ่งกับการคัดแยกสมุนไพรด้วยความสับสน ปกติแล้วทุกๆเช้าจ้าวชิงเหมยจะใส่สมุนไพรลงในโจ๊กไม่ว่าจะเป็นเมล็ดบัว เหอเถา* และป๋าจี๋เทียน* แต่วันนี้กลับไม่มีสมุนไพรเลยสักชิ้นมีเพียงโจ๊กข้าวขาวเปล่าๆเท่านั้น
‘ก็ไม่เห็นว่าสมุนไพรพวกนั้นจะใช้ได้ผล ข้าก็เลยไม่ใส่มันบำรุงท่านอีกไงล่ะ’ จ้าวชิงเหมยบ่นในใจก่อนจะเงยหน้าขึ้นและเอ่ยเสียงเบา
“รสชาติของโจ๊กเมื่อผสมสมุนไพรพวกนั้นลงไปค่อนข้างแปลก ข้าว่าแค่โจ๊กธรรมดากับผักดองก็อร่อยแล้วเจ้าค่ะ ต่อไปข้าคงไม่ทำโจ๊กแล้ว”
อันจิงพยักหน้าและยังคงทำตัวไม่ถูกเมื่อหางเสียงของภรรยาดูห้วนเป็นพิเศษ
“เอ่อ..เช่นนั้น น้องหญิงเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นก็ได้”
จ้าวชิงเหมยมองค้อนอันจิงก่อนจะเดินดุ่มๆไปยังสวนหลังบ้าน
อันจิงยังไม่ทันได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ลูกสุนัขสีดำก็วิ่งตรงมาหาเขา
“ว่าไงเจ้าตัวน้อย ดูสิ..แค่สองวันเจ้าก็อ้วนขนาดนี้แล้ว” อันจิงเอื้อมมือไปลูบขนสุนัขอย่างเอ็นดู
“โฮ่งโฮ่ง!” ลูกสนัขได้ยินเช่นนั้นก็วิ่งหนีจากอันจิงไปทันที
“เจ้าตัวน้อย ข้าเลี้ยงเจ้าได้ดีจริงๆ ดูสิทั้งอ้วนทั้งดำแบบนี้ ดีดี!”
บ่ายวันนี้เป็นวันที่อากาศร่มรื่น ใต้ร่มเงาของต้นไม้สีเขียวเข้ม ตัดรับกับบ้านโบราณกระเบื้องสีดำอันเป็นเอกลักษณ์ของมณฑลเจียงหนาน กำแพงสีเทาที่มีคราบตะไคร่น้ำเล็กน้อย หันหน้าเข้าหาสะพานเล็กๆที่ยังตระหง่านอยู่ที่เดิม สายน้ำยังคงไหลเอื่อย ต้นหลิวที่เรียงรายก็ลู่เอนไปกับสายลมจางๆที่พัดเข้ามา นกส่งเสียงขับขานและเรือสัญจรที่ล่องไปมาในแม่น้ำ
บนแม่น้ำหยู เงาของเรือยังคงทอดยาวไปกับสายน้ำ แสงแดดสะท้อนบนผิวน้ำจนเปล่งประกายสีทอง
อันจิงหยิบเก้าอี้ไม้คู่ใจเดินไปยังร้านน้ำชาต้าถง เขาวางแผนที่ไปดื่มชาและเพลิดเพลินกับเรื่องเล่าแต่ก่อนที่เขาจะเดินเข้าไปในร้าน เสี่ยวเอ้อที่คอยต้อนรับก็แจ้งว่าวันนี้โจวเซียหมินไม่ได้มาทำงาน
“เกิดอะไรขึ้นกับเขาหรือเปล่า?”
อันจิงคิดว่ามันแปลก “ปกติแล้วเขาไม่เคยหยุดติดต่อกันแบบนี้มาก่อน ถ้าแค่ไม่สบาย เพียงแค่หนึ่งถึงสองวันก็น่าจะดีขึ้นแล้วแต่นี่กลับหายไปถึงสามวัน เกิดอะไรขี้นกับเขาหรือเปล่า?”
พรึ่บ!
หนังสือสีดำเปล่งแสงสีทองขึ้นและคำเตือนอันใหม่ก็เด้งขึ้นมา อันจิงเริ่มกระวนกระวายก่อนจะเปิดดูคำเตือนดังกล่าวทันที
[คำเตือน : โจวเซียหมินมีโอกาสทำให้โฮสต์ได้รับโชคชะตาเพิ่ม]
**เหอเถา คือวอลนัท
**ปาจี๋เทียน คือรากแห้งของพืชชนิดหนึ่งที่มีรูปทรงกระบอกแบน โค้งงอ ผิวสีเหลืองอมเทา หรือเทาเข้ม มีรอยย่นตามแนวยาวและรอยแตกตามแนวขวาง เปลือกรากอาจปริออกตามแนวขวาง ทำให้เห็นเนื้อข้างใน เนื้อแน่น หน้าตัดส่วนเปลือกหนา สีม่วง แยกจากแก่นได้ง่าย แก่นแข็ง สีน้ำตาลอมเหลือง มีกลิ่นอ่อน ๆ รสหวานและฝ
าดเล็กน้อย ช่วยเสริมหยางของไต เสริมความแข็งแรงของเอ็นและกระดูก ขจัดลมและความชื้น