ท่าเรือเลียบแม่น้ำหยู เสียงดีดฉินคลอมาเยือน
ตรอกสายลมฤดูใบไม้ผลิซึ่งเป็นตรอกเล็กๆไม่ไกลจากโรงหมอจีซื่อ
อันจิงเดินทางมาถึงหน้าประตูบ้านของโจวเซียหมิน
ก๊อกก๊อก!
“มีใครอยู่หรือไม่?” ไม่มีเสียงขานรับ อันจิงจึงร้องเรียกอีกครั้ง
“พี่โจว นี่ข้าเอง..อันจิง”
แอ๊ดดดด...
ในที่สุดประตูก็ค่อยๆเปิดออก โจวเซียหมินที่มีใบหน้าบวมช้ำเยี่ยมหน้าออกมามองซ้าย-ขวา เขากวาดสายตาไปมองรอบๆและเอ่ยเร่งอันจิง “ท่านหมออันเข้ามาเร็วเข้า”
อันจิงที่เร่งฝีเท้าตามผู้เป็นเจ้าของบ้านเข้าไปอดที่จะถามออกไปไม่ได้ “เกิดอะไรขึ้นหรือพี่โจว?”
ท่าทางของโจวเซียหมินไม่เหมือนคนเป็นไข้ อาการของเขามองครู่เดียวก็บอกได้ว่าเขาถูกทุบตีมา
“เฮ้อ....” โจวเซียหมินถอนหายใจก่อนจะเอ่ย “หาที่นั่งก่อนเถิด”
“แล้วนั่งตรงไหนได้บ้าง?” อันจิงมองไปรอบๆ บ้านของโจวเซียหมินไม่ได้ใหญ่โตนัก เป็นบ้านที่เขาเช่าต่อจากคนกลางอีกที มีพื้นที่เพียงห้าตารางวาเท่านั้น เครื่องเรือนก็ล้วนแต่เรียบง่าย มีเพียงโต๊ะ เก้าอี้สามตัว เตียงขนาดใหญ่ ชั้นวางหนังสือและเตาไฟที่ตั้งอยู่มุมห้อง
ตอนนี้ห้องรกมาก มีพู่กันและแท่นหมึกกระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะ มีชามและตะเกียบที่ใช้แล้ววางกองๆอยู่ข้างเตาไฟในมุมห้อง ดูเหมือนเขาจะยกเตาไฟมาปรุงอาหารง่ายๆทาน บนเตายังมีหม้อต้มโจ๊กเหลืออยู่ครึ่งหม้อ สิ่งที่จัดวางอย่างเป็นระเบียบเพียงอย่างเดียวคือชั้นวางหนังสือทางด้านทิศตะวันตกที่เต็มไปด้วยตำราอันแน่นอยู่บนชั้น
“พี่โจว เกิดอะไรขึ้นกับท่านกันแน่?” อันจิงถามด้วยความอยากรู้ เขาสงสัยว่าอีกฝ่ายถูกเจ้าหนี้ทวงเงินหรือเผลอไปเหยียบเท้าใครมาหรือไม่?
“ข้าไม่รู้ ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้าทำผิดอะไร” โจวเซียหมินนั่งบนเก้าอี้ที่อยู่ข้างๆ เขาถอนหายใจยาว “หมออันอย่าเพิ่งถามอะไรข้ามากกว่านี้เลย”
คนชุดดำที่ปรากฏตัวมาหาเขาทุกคืนไม่ใช่คนธรรมดาๆอย่างแน่นอน ไม่ใช่คนที่บัณฑิตที่แม้แต่เรี่ยวแรงจะเชือดไก่ยังไม่มีจะสามารถรับมือได้
“ท่านยังไม่ได้ทานข้าวใช่มั้ย?” อันจิงเหลือบไปมองหม้อโจ๊กตรงมุมห้องพลางเอ่ยถาม
“ลืมเรื่องนี้ไปเถอะ ข้ากินอะไรไม่ลงหรอก” โจวเซียหมินโบกมือรัวๆก่อนจะทำท่าคล้ายกับนึกอะไรออก “หมออัน ข้ารู้ว่าท่านเป็นคนใจดี ช่วยรักษาข้าหน่อยสิ”
อันจิงหัวเราะก่อนจะเอ่ย “ท่านมีแค่บาดแผลภายนอก เดี๋ยวตามข้ากลับไปที่ร้านแล้วกัน ข้าจะช่วยทำแผลให้”
“ไม่ ไม่ ไม่ใช่แบบนั้น!” โจวเซียหมินโบกมือรัวๆอีกครั้ง “ข้าไม่ได้หมายถึงบาดแผลภายนอกพวกนี้”
“หืม? ไม่ใช่แผลพวกนี้รึ” อันจิงเลิกคิ้วสงสัย เขาสำรวจร่างกายของโจวเซียหมินอย่างรวดเร็วว่าเขาจะสามารถป่วยเป็นอะไรได้อีก
“ข้าป่วยเป็นโรคคลั่งรัก” โจวเซียหมินก้มหน้าลงเล็กน้อย เขากระแอมไอเบาๆสองสามครั้งเมื่อพูดจบ
“คลั่งรัก?”
“ใช่ นับตั้งแต่ที่ข้าเห็นแม่นางหลี่เยว่บนเรือสังคีต ข้าก็ควบคุมตัวเองไม่ได้เลย ข้านอนไม่ค่อยหลับตอนกลางคืน กินอะไรก็ไม่ค่อยได้ ภาพของนางวนเวียนอยู่ในหัวของข้าตลอดเวลา”
“แล้วท่านจะให้ข้ารักษาท่านอย่างไร”
“หมออัน ข้าอยากไปหอนางโลมและฟังดนตรีเพราะๆ ท่านเลี้ยงข้าหน่อยได้หรือไม่”
อันจิงตกตะลึง เขาไม่คาดคิดว่าโจวเซียหมินจะไร้ยางอายถึงขนาดขอให้เขาพาไปสำราญอารมร์ที่หอนางโลม ในความคิดของเขาโจวเซียหมินเป็นบัณฑิตขี้อายแต่ก็ได้ยินมาเช่นกันว่าเขามักจะไปเยือนหอนางโลมเป็นประจำ แววตาของเขาเมื่อพูดถึงหอนางโลมก็เป็นประกายระยิบระยับด้วยความตื่นเต้น
“แต่ท่านแป็นบัณฑิตนะ ควรเป็นตัวอย่างที่ดีหน่อยสิ”
“เป็นบัณฑิตแล้วอย่างไรเล่า?” โจวเซียหมินผุดลุกขึ้น เขายืดอกราวกับต้องการเรียงร้องความเป็นธรรมให้กับตนเอง “เป็นบัณฑิตแล้วไม่สามารถไปเที่ยวหอนางโลมและฟังดนตรีได้รึ? เป็นเพราะเราคือผู้มีการศึกษาเราจึงต้องไปเยือนหอนางโลมต่างหากเล่า ถ้าเราไม่ช่วยหญิงสาวผู้น่าสงสารเหล่านั้น เราจะช่วยเหลือแคว้นของเราในอนาคตได้อย่างไร? ”
แค่เพราะเป็นบัณฑิตจึงไม่สมควรไปเที่ยวหอนางโลมงั้นรึ? อันที่จริงเราต้องไปช่วยอุดหนุนเพื่อให้หญิงสาวพวกนั้นมีรายได้ต่างหากเล่า
เมื่อได้ยินโจวเซี่ยหมินพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังเช่นนั้น อันจิงก็ได้แต่ตาเบิกกว้าง ตรรกะแบบนี้มีอยู่จริงงั้นหรือ?
“หมออัน ท่านจะไปหรือไม่?”
“เอ่อ..ไปก็ไป”
.
.
.
ริมแม่น้ำหยู โคมไฟเริ่มสว่างขึ้นทั้งสองฝากฝั่ง บนท้องน้ำคับคั่งไปด้วยเรือสังคีตที่สร้างบรรยากาศคึกคักไปทั่วบริเวณ บนเรือเหล่านี้เต็มไปด้วยหญิงนางโลมที่กำลังร่ายรำและเล่นเครื่องดนตรีอย่างชำนาญ เสียงดนตรีไพเราะคลอไปกับบรรยากาศอย่างรื่นรมย์
“หมออัน ท่านเคยขึ้นเรือสังคีตของเรือนสีชาดมาก่อนหรือเปล่า” โจวเซียหมินที่นั่งอยู่หัวเรือลำเล็ก เขาสวมชุดคลุมสีขาวและถือพัดในมือ เขาดูพึงพอใจกับตัวเองไม่น้อย
ข้างๆเขาคือคนพายเรือที่กำลังพาพวกเขาไปยังเรือสังคีตกลางแม่น้ำ
“ไม่ ข้าไม่เคยมาที่แบบนี้มาก่อน” อันจิงส่ายหัว “นี่เป็นครั้งแรกที่ข้ามาเยือนสถานที่ที่เต็มไปด้วยสีสันเช่นนี้”
“ก็ฮูหยินของท่านงดงามปานเทพธิดาเพียงนั้น หญิงงามที่นี่คงดูธรรมดาไปทันทีเมื่อเทียบกับฮูหยินของท่าน แล้วท่านจะมาที่นี่ให้เสียเวลาทำไมเล่า”
โจวเซียหมินพยักหน้าเข้าใจอันจิง จากนั้นก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ “แต่แม่นางหลี่เยว่แตกต่างออกไป นางคือดอกบัวที่ไร้การแปดเปื้อนโคลนตม”
สิ่งที่แตกต่างก็คงเป็นระดับราคากระมัง นั่นทำให้อันจิงกลอกตาอย่างช่วยไม่ได้
ในไม่ช้าพวกเขาก็มาถึงเรือสังคีตของเรือนสีชาด เรือสังคีตนี้ถูกตกแต่งอย่างหรูหราและสวยงาม มันลอยนิ่งอยู่บนน้ำ มีเสียงดนตรีอันไพเราะคลอมากับเสียงหัวเราะที่ดังมาจากด้านใน แม่เล้าที่แต่งหน้าจัดกำลังต้อนรับแขกอย่างอารมณ์ดี
“โอ้ นั่นหมออันไม่ใช่รึ?” เมื่อแม่เล้าเห็นอันจิง ตาของนางก็สว่างขึ้น “ท่านไม่ได้มาที่นี่นานแล้ว สาวๆบ่นคิดถึงท่านกันทั้งนั้น”
โจวเซียหมิน “…..?”
ไม่ใช่ท่านบอกว่าไม่เคยมาที่นี่หรอกหรือ? นี่เป็นครั้งแรกที่ท่านเคยมาเยือนสถานที่ที่คึกคักเช่นนี้?
อันจิงเป็นคนซื่อสัตย์จึงพูดออกไปตรงๆ “แม่เล้าจ้าว อย่าพูดชวนเข้าใจผิดเช่นนั้นสิ ข้าไม่เคยมาที่แบบนี้มาก่อน”
“อ่า..ใช่ๆ ท่านหมออันไม่เคยมาที่นี่มาก่อน” แม่เล้ายิ้มอย่างหยอกเย้าก่อนจะนำทางอันจิงและโจวเซียหมินขึ้นไปบนเรือสังคีต
อันจิงหยิบเหรียญเงินออกมาหนึ่งตำลึงเงิน การขึ้นเรือสังคีตต้องเสียค่าที่นั่งคนละห้าร้อยอีแปะ เงินหนึ่งตำลึงเงินจึงพอดีสำหรับพวกเขาสองคน
นี่คือเงินที่เขาหามาได้อย่างยากลำบาก เมื่อก่อนเวลาที่เขาขาดเงินในมือ เขามักจะไปกู้จากเศรษฐีในเมืองหยูเป็นประจำ แต่ช่วงหลังๆเขาไมได้ไปกู้อีก ดังนั้นเงินหนึ่งตำลึงนี้จึงมาจากที่เขาขายยาสูตรพิเศษให้กับหานเหวินซินไปเมื่อไม่กี่วันก่อนนั่นเอง
เรือสังคีตเป็นเรือลำใหญ่ ตรงกลางเรือจะเป็นลานกว้างมีเวทียกสูงขึ้นเล็กน้อย ตรงกลางเวลามีร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งกำลังดีดฉินด้วยท่วงท่าอ่อนช้อย นางอยู่ในชุดผ้าโปร่งสีแดงอวดส่วนเว้าส่วนโค้ง รูปร่างของนางปรากฏให้ได้เห็นเลือนรางทำให้หัวใจของหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่เต้นระรัวไปตามกันๆ ด้านล่างมีโต๊ะนั่งหลายสิบที่ซึ่งล้วนแต่ถูกจับจองไปหมดแล้ว
เป็นที่รู้กันว่าหญิงสาวส่วนใหญ่บนเรือสังคีตจะเน้นขายศิลป์ไม่ขายเรือนร่าง พวกนางจะทำหน้าที่ร้องเพลงและเล่นดนตรีเท่านั้น ไม่เน้นรับแขกแต่อย่างใดแต่ถ้ามีแขกกระเป๋าหนักและชนะใจหญิงสาวเหล่านี้ได้ พวกนางก็ยินยอมที่จะรับแขกในค่ำคืนนี้ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคน
อันจิงและโจวเซียหมินได้ที่นั่งเรียบร้อยจึงทรุดตัวลงนั่ง
“นั่นคือแม่นางหลี่เยว่”
เมื่อมองไปที่หญิงสาวตรงกลางเวที ดวงตาของโจวเซียหมินก็ฉายแววความหลงใหลออกมาทันที
เสียงดีดฉินดังคลอบรรยากาศ ไพเราะจับใจ
“เสียงดนตรีนี้ไม่เลวเลย” อันจิงพยักหน้าเอ่ยชม
ในขณะนั้นหญิงงามนางหนึ่งก็เข้ามาต้อนรับ นางวางไหเหล้าลงบนโต๊ะสองไหพลางเอ่ยเชื้อเชิญ “เชิญท่านสุภาพบุรุษทั้งสองดื่มด่ำกับบรรยากาศบนเรือสังคีตของเราได้เลยเจ้าค่ะ”
“ขอบใจมาก” อันจิงหยิบเงินหนึ่งตำลึงออกมา บนเรือสังคีตนี้ ทั้งเหล้า อาหารและผู้หญิงต่างมีราคาที่สูงมาก เงินหนึ่งตำลึงเงินเท่ากับเงิน 1,000 อีแปะและเงิน 3 อีแปะสามารถซื้อถังหูลู่ได้หนึ่งไม้ เงิน 1,000อีแปะจึงสามารถซื้อถังหูลู่ได้ถึง 300 ไม้....
เมื่อหญิงสาวรับเงินจากอันจิง นางก็ใช้ปลายนิ้วลูบฝ่ามือของอันจิงเบาๆ “ข้าชื่อหมานเยว่ โปรดจำชื่อข้าไว้นะเจ้าคะคุณชาย”
พูดจบนางก็ส่งรอยยิ้มเจ้าชู้ให้ ลูกค้าที่หล่อเหลาและกระเป๋าหนักแบบนี้ไม่ได้มีมาบ่อยๆ
“อ้อ..ข้าจะจำไว้” อันจิงพยักหน้าเล็กน้อย ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับกับท่าทางยั่วยวนนั้น
หมานเยว่เห็นว่าอันจิงไม่พูดอะไรต่อจึงรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยแต่ก็ยอมถอยกลับโดยดี
ในขณะเดียวกัน โจวเซียหมินกำลังมองหลี่เยว่บนเวทีอย่างตั้งใจ ใบหน้าของเขาแดงก่ำเต็มไปด้วยความเคลิบเคลิ้ม