มู่เสี่ยวหยุน โฉมงามอสรพิษ

ใช้เวลาไม่นานการแสดงบนเวทีก็จบลง

หลี่เยว่ช้อนสายตามองผู้ชมด้านล่างเวที นางลุกยืนและโค้งคำนับพร้อมกล่าวขอบคุณเสียงหวาน “ขอบพระคุณทุกท่านสำหรับความกรุณาในค่ำคืนนี้”

เสียงใสของนางดังกังวานชัดเจนช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้นางได้ไม่น้อย

“เกรงใจเกินไปแล้วแม่นางเยว่”

“ท่านสร้างความเพลิดเพลินให้เราแท้ๆ มาขอบคุณอะไรกัน”

“เสียงเพลงฉินของแม่นางเย่วช่างกินใจข้านัก”

ทุกคนต่างยกจอกเหล้าตอบรับนางอย่างสุภาพ แม้ว่าในใจของพวกเขาจะเต็มไปด้วยความต้องการแต่ก็ต้องรักษาภาพลักษณ์ของสุภาพบรุษเอาไว้

“วิเศษมาก! ยอดเยี่ยมยิ่งนัก! การได้ฟังบทเพลง‘ชมพระจันทร์บนหุบเขากวน’จากฝีมือฉินของแม่นางหลี่เยว่นับเป็นเกียรติสำหรับพวกเรา! เป็นบุญหูของข้าเหลือเกิน”

ตอนนั้นเองเสียงคนผู้หนึ่งก็ดังก้องไปทั่วเรือสังคีต ผู้ที่เอ่ยประโยคเมื่อครู่ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นโจวเซียหมินนั่นเอง ใบหน้าของเขาแดงก่ำ การแสดงออกของเขาก็เต็มไปด้วยความเปิดเผยและกระตือรือร้น

ปฏิกิริยาแบบนี้มันจำเป็นจริงๆนะหรือ....

อันจิงเกือบทำจอกเหล้าหลุดมือเมื่ออยู่ๆคนที่นั่งข้างๆก็ตะโกนขึ้นเช่นนั้น สำหรับคนที่ไม่คิดอะไรอาจมองว่าเป็นการให้กำลังใจนักแสดงตามปกติแต่ถ้าคนคิดมากหน่อยก็มองว่าเขาคือบัณฑิตชั้นนำที่ประดิษฐ์คำชมเชยนางโลมอยู่

หลี่เยว่ยกมือปิดปากอย่างมีจริตพลางหัวเราะน้อยๆเมื่อกล่าวว่า “คุณชายโจวกล่าวหนักเกินไปแล้ว ข้ารู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรกับการชมเชยเช่นนั้นเลย ช่างละอายใจยิ่งนัก ขอบคุณคุณชายโจวที่มาเยี่ยมเยือนเรือสังคีตของเราอีกครั้ง หากท่านยังพอมีเวลาโปรดนั่งดื่มกับข้าสักเล็กน้อยนะเจ้าค่ะ ถือเป็นการแสดงความขอบคุณจากข้า”

ทุกการขยับและรอยยิ้มของนางทำให้โจวเซียนหมินใจเต้นแรงจนควบคุมแทบไม่อยู่

“พี่โจว นางไปแล้ว” จากนั้นอันจิงก็ตบไหล่โจวเซียหมินเพื่อเรียกสติ

“เอ่อ..หมออัน” โจวเซียหมินถึงได้รู้สึกตัวและพูดต่ออย่างตื่นเต้น “เมื่อครู่ท่านได้ยินหรือเปล่า?”

“ได้ยินอะไรรึ?”

“ในบรรดาคนทั้งหมดของวันนี้ แม่นางหลี่เยว่เลือกที่จะคุยกับข้าเพียงคนเดียว ท่านไม่ได้ยินเหรอ”

“ก็..ได้ยิน” อันจิงมองโจวเซียหมินอย่างจะถามว่าแล้วมันทำไมหรือ? ตาแก่นี้จะคลั่งรักเกินไปแล้ว

อันจิงไม่มีทางเชื่อว่าโจวเซียหมินจะสามารถสานสัมพันธ์กับบุปผางามของเรือนสีชาดได้ง่ายๆ แต่เมื่อเสียเงินไปตั้งสองตำลึงเงินแล้ว เขาก็ไม่เต็มใจที่จากไปโดยยังไม่พบสิ่งที่จะทำให้เขาได้รับโชคชะตาเพิ่มเติม

“คำพูดของนางมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านี้อย่างแน่นอน” โจวเซียหมินกำหมัดอย่างมั่นใจ

“อย่าเพิ่งคิดไปไกล” อันจิงถอนหายใจอย่างรู้สึกเหน็ดเหนื่อย “เรื่องนี้มันไม่ได้มีบทสรุปง่ายๆแบบที่ท่านคิดหรอก”

“ท่านก็ลองคิดดูสิหมออัน ทำไมนางถึงไม่พูดเช่นนั้นกับคนอื่นแต่ทำไมถึงมาพูดกับข้าคนเดียว?” โจวเซียหมินยังกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“เอ่อ..นั่นมัน..” อันจิงรู้สึกพูดอะไรไม่ออก ในเวลานั้นคนที่ตะโกนเสียงดังที่สุดก็คือท่าน ทั้งยังเป็นคำพูดที่แปลกประหลาดแตกต่างจากคนอื่นๆ นางจะมองเห็นอะไรในตัวท่านจนหลงเสน่ห์ท่านได้เล่า ช่างเป็นตาแก่วัยเกือบสี่สิบที่น่าสงสารจริงๆ

แน่นอนว่าเขาไม่สามารถพูดสิ่งเหล่านี้ออกมาดังๆได้เพราะกลัวอีกฝ่ายเสียกำลังใจ

“นางกำลังส่งนัยบางอย่างให้กับข้า” จู่ๆโจวเซียหมินก็ตบโต๊ะและตระหนักได้บางอย่าง

“หืม?” อันจิงนึกทึ่งกับจินตนาการสุดโต่งของคนตรงหน้า

“ความรักที่ยากจะได้ครอบครอง ความรักที่ยากจะได้รับการยอมรับจากสายตาคนอื่นๆ นางกำลังประสบปัญหา ไม่สามารถแสดงความรู้สึกของนางต่อข้าได้อย่างเปิดเผย”

“ท่านคิดมากไปแล้วพี่โจว”

“ต้องใช้เงินเท่าใดถึงจะสามารถไถ่ตัวนางออกจากหอนางโลมได้” โจวเซียหมินไม่ฟังคำพูดของอันจิง จิตใจของเขาเต็มไปด้วยประโยคที่หลี่เยว๋เพิ่งพูดกับเขา

เขารู้สึกว่าคำพูดของแม่นางหลี่เยว่มุ่งเป้ามาที่เขาผู้เดียว

“นี่ท่านจะเอาเงินที่หามาได้อย่างยากลำบากไปใช้จ่ายแบบนี้นะรึ” อันจิงอุทานเบาๆ

สำนวนที่ว่า ‘ความรักทำให้คนตาบอด’ เป็นเรื่องจริง ในกรณีของโจวเซียหมินไม่ใช่แค่ตาบอดเพียงอย่างเดียวแต่ยังหูหนวกอีกด้วย

แม้ว่าโจวเซียมินจะเป็นบัณฑิตสอบตกที่พลาดหวังแม้กระทั่งตำแหน่วซิ่วไฉ่*แต่เขาก็ยังขึ้นชื่อว่าเป็นบัณฑิตผู้ทรงภูมิที่คนในละแวกต่างนับหน้าถือตา การคว้าเอาหญิงนางโลมมาเป็นภรรยาก็อาจดูไม่ดีสำหรับเขานัก ถึงในนิทานหลายๆเรื่องจะมีเรื่องเล่าของบัณฑิตที่แต่งงานกับหญิงนางโลมอยู่บ้างแต่ถ้าพูดถึงชีวิตจริงมันค่อนข้างเป็นไปได้ยาก

“เอาเงินที่หามาได้อย่างยากลำบากไปใช้จ่ายแบบนี้นะรึ?”โจวเซียหมินทวนประโยคที่อันจิงด้วยแววตาขุ่นเคือง ดูเหมือนเขาพร้อมจะคว่ำโต๊ะได้ทุกเมื่อ

“การไถ่ตัวแม่นางหลี่เยว่ไม่ใช่เรื่องง่าย นางเป็นหญิงคณิกาที่ขายศิลป์ไม่ขายเรือนร่างและเรือสังคีตทั้งหมดนี้ก็มีรายได้หลักๆจากนางทั้งนั้น หากตีเป็นเงินอย่างต่ำก็ต้องใช้เงินหลายร้อยตำลึงทอง”

อันจิงส่ายหัวให้กับคุณชายผู้น่าสงสาร ลืมเรื่องการไถ่ตัวแม่นางหลี่เยว่ไปได้เลย ต่อให้ท่านจะหาเงินมาไถ่ตัวนางได้ก็ไม่มีปัญญาเลี้ยงดูนางให้สุขสบายได้หรอก

“หมออัน การพูดเรื่องเงินเป็นการหยาบคายมากเกินไป อีกอย่างแค่ร้อยตำลึงทองมันก็แค่เศษเงินเท่านั้นล่ะหากเทียบกับความรักของข้าที่มีต่อนาง”

โจวเซี่ยหมินส่ายหน้าน้อยๆ “แต่ความรักไม่สามารถตีเป็นมูลค่าได้หรอกนะ”

“อ่า..ช่างเถิดๆ” อันจิงไม่ต้องการโต้เถียงไร้สาระกับโจวเซียหมินอีก

“ดื่มเหล้าอีกสักไหแล้วกัน เอาไว้ถ้าข้ามีเงินเมื่อไหร่ข้าจะจ่ายคืนให้” กล่าวจบโจวเซียหมินก็รินเหล้าให้ตัวเอง

ชายผู้หนึ่งที่แทบจะหาเงินใช้เองไม่ได้แต่กลับบอกว่าเงินร้อยตำลึงทองเป็นเพียงเศษเงิน?

อันจิงส่งเงินอีกหนึ่งตำลึงเงินให้กับสาวงามที่คอยบริการอยู่ข้างๆ จากนั้นก็เดินออกไปสูดอากาศข้างนอก

พระจันทร์เริ่มลอยเด่น แสงจันทร์สาดแสงลงมาเป็นประกายระยิบระยับบนผืนน้ำ เรือล่องลำอื่นๆที่อยู่รายล้อมเรือสังคีตต่างก็คึกคักไปด้วยผู้คนที่กำลังทำกิจกรรมต่างๆแตกต่างกันไป

[คำเตือนที่สาม : เจอเป้าหมายที่จะทำให้โฮสต์ได้รับโชคชะตาเพิ่มแล้ว โฮสต์มีโอกาสได้รับโชคชะตาสีเขียวจากเรือล่องลำหนึ่ง การได้รับโชคชะตาสีเขียวนี้จะช่วยเพิ่มพลังของรากวิญญาณได้]

“หืม? เพิ่มรากวิญญาณของข้ารึ”

อันจิงตกใจมากเมื่อได้ยินเช่นนี้ ต้องรู้ก่อนว่าการจะบรรลุการฝึกยุทธ์ขั้นต้นในระยะเวลาสั้นๆนั้นจะต้องมีรากวิญญาณที่แข็งแกร่ง ซึ่งอันจิงได้รับรากวิญญาณเป็นของรางวัลตั้งแต่แรกๆที่เขามาอยู่ในร่างนี้

มันเป็นรากวิญญาณชนิดพิเศษที่ทำให้เขาก้าวขึ้นเป็นประมุขพรรคหรือเจ้าสำนักได้หากเขาต้องการ รากวิญญาณนี้พิเศษไม่เหมือนใคร หากมีโอกาสที่มันจะเพิ่มพลังและพัฒนาต่อไปได้ เขาก็ไม่อยากปล่อยให้หลุดมือเช่นกัน

สมาธิของอันจิงจมดิ่งไปกับระบบ มันกำลังพาเขาสำรวจไปรอบๆเพื่อหาเป้าหมายจนมาสะดุดตากับเรือล่องลำเล็กที่ดูธรรมดาๆลำหนึ่ง

อันจิงกลับขึ้นไปบนเรือสังคีตและออกตามหาหม่านเยว่

“นี่คือเงินห้าตำลึงเงิน จัดห้องให้ข้าสักห้อง”

“ได้เลยคุณชาย ข้าจะพาท่านไปทันที”หม่านเย่วรับเงินมาไว้ในอกเสื้อก่อนจะเดินนำอันจิงออกไปอย่างมีความสุข

.

.

.

เรือโคลงเคลงในจังหวะที่ไม่มากไม่น้อยเกินไป มันคล้ายกับไหลไปตามกระแสน้ำเท่านั้น

ภายในเรือลำหนึ่งมีเพียงโต๊ะหนึ่งตัว กาน้ำชาหนึ่ง ถ้วยชาสี่ใบและเบาะรองนั่งเพียงสามใบ ทุกอย่างดูเรียบง่ายยิ่งนัก

มีชายชราในชุดนักบวชเต๋านั่งอยู่หัวโต๊ะ ใบหน้าของเขาดูเคร่งขรึม หากอันจิงอยู่ที่นี่ด้วยย่อมรู้ว่าเขาคือเทพพยากรณ์เจียงซานเจีย ตรงข้ามเขาคือหญิงวัยกลางคนที่ยังคงความงามเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่นซึ่งอันจิงก็เคยพบนางมาก่อนแล้วเช่นกัน

หญิงวัยกลางคนคลี่ยิ้มอ่อนโยนส่งให้ “ตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่เราเจอกันก็ผ่านมาหลายสิบปีแล้วสินะ ข้าจำได้ว่าเราพบกันครั้งสุดท้ายที่โรงละครสวนดอกท้อเมืองหยู อ่า..ตอนนั้นผมของท่านยังไม่ขาวโพลนเช่นนี้”

“ไม่ต้องเจอกันอีกยังจะดีเสียกว่า” ตรงข้ามกับความกระตือรือร้นของหญิงวัยกลางคน เจียงซานเจียกลับดูเฉยเมยมาก

“คำพูดของท่านทำให้ข้าเจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูก” นางทำปากยื่นน้อยใจเมื่อกล่าวต่อ “ท่านไม่เคยแสดงกิริยาแบบนี้กับข้ามาก่อน อย่างน้อยท่านก็ใจดีกับข้าเพื่อเอาใจพี่หญิง ท่านลืมไปแล้วหรือไงว่า...”

“หุบปาก!” เจียงซายเจียขมวดคิ้วมุ่นและตะโกนด้วยน้ำเสียงเย็นชา “มู่เสี่ยวหยุน บอกมาว่าเจ้าต้องการอะไร”

‘มู่เสี่ยวหยุน’ ชื่อนี้โด่งดังไปทั่วยุทธภพเจียงหู

มู่เสี่ยวหยุนมาจากตระกูลมู่ในมณฑลเจียงหนาน ความงามของนางเป็นที่เลื่องลือและชื่อเสียงของนางโด่งดังขึ้นเมื่อนางเริ่มท่องยุทธภพ ทั้งผู้ฝึกยุทธ์และจอมยุทธ์พเนจรจำนวนนับไม่ถ้วนต่างตามไล่ล่านางจนตกอยู่ใต้มนต์สะกดของนางและถูกนางกำจัดในที่สุด ต่อมานางได้แต่งงานกับหลิวชิงซานผู้เป็นประมุขพรรคเฉา นางเข้าไปช่วยจัดระเบียบพรรคด้วยวิธีการที่โหดร้ายและเด็ดขาด ทำให้ชื่อของนางถูกเรียกว่าโฉมงามอสรพิษ

มู่เสี่ยวหยุนว่าโด่งดังแล้วแต่พี่สาวของนางยิ่งโด่งดังมากกว่าเมื่อเป็นถึงกุ้ยเฟยของฮ่องเต้แคว้นหยาน

ตระกูลมู่ครอบครองการค้าในมณฑลเจียงหนานถึงกึ่งหนึ่งควบคู่กับสายสัมพันธ์ที่มีกับราชวงศ์ทำให้ อิทธิพลของพวกเขาในมณฑลเจียงหนานไม่มีใครเทียบเคียงได้

ครั้งหนึ่งพี่สาวของมู่เสี่ยวหยุนและเจียงซานเจียเคยผูกสัมพันธ์รักใคร่ นับเป็นเรื่องราวโด่งดังและได้รับการชมเชยเมื่ออัจฉริยะจากหุบเขาปีศาจผู้เป็นที่โปรดปรานของราชสำนักกับหนึ่งหญิงงามที่ไม่มีใครเทียบได้จากตระกูลใหญ่ที่ครอบครองการค้ากึ่งหนึ่งของมณฑล เป็นการจับคู่ที่ลงตัวและเหมาะสมกันอย่างสมบูรณ์แบบ

แต่เรื่องกลับจบลงเมื่อพี่สาวของมู่เสี่ยวหยุนถวายตัวเป็นสนมของฮ่องเต้จนในที่สุดก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นกุ้ยเฟย เจียงซานเจียจึงลาออกจากราชสำนักและก้าวเข้าสู่ยุทธภพในที่สุด

*ซิ่วไฉ่ การสอบคัดเลือกขุนนางระดับท้องถิ่น(ตำบล/อำเภอ)

ตอนก่อน

จบบทที่ มู่เสี่ยวหยุน โฉมงามอสรพิษ

ตอนถัดไป