โจวเซียหมินใบหน้าบวมช้ำจมูกปูดโปน

“ข้ากลับมาแล้ว”

“กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ ข้าเตรียมน้ำร้อนไว้ให้ท่านแล้ว”

อันจิงรู้สึกแปลกเล็กน้อย ปกติแล้วเมื่อเขากลับมาจากเยี่ยมบ้านเดิม จ้าวชิงเหมยจะทักทายเขาอย่างอบอุ่นเสมอแต่วันนี้เสียงของนางดูห้วนแปลกๆ

“น้องหญิงข้ากลับมาแล้ว” อันจิงยิ้มร่าขณะเดินไปหาจ้าวชิงเหมย “ดึกมากแล้วยังซ่อมเสื้ออยู่หรือ มันจะไม่ดีต่อสายตาของเจ้านะ”

“เสื้อตัวนี้ขาดเยอะเกินไป ซื้อใหม่ดีกว่าเจ้าค่ะ”

“แล้วทำไมน้องหญิงยังซ่อมมันอยู่เล่า”

“อากาศเริ่มหนาวขึ้นเรื่อยๆ ยังมีขอทานและคนเร่ร่อนมากมายที่ต้องนอนเหน็บหนาวอยู่ถนนทางใต้ของเมือง พวกเขาไม่มีเงินซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ ข้าจึงจะเอาเสื้อผ้าพวกนี้ไปบริจาคให้พวกเขา”

“อ้อ..อย่างนั้นหรือ” อันจิงพยักหน้าเข้าใจแต่เขาก็รู้สึกว่าจ้าวชิงเหมยมีบางอย่างที่ผิดปกติไป “น้องหญิง เจ้าเป็นไรหรือไม่? เจ้ามีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า?”

จ้าวชิงเหมยวางเสื้อในมือลง เงยหน้าขึ้นมองแล้วยิ้ม “ไม่มีอะไรหรอกท่านพี่ รีบไปอาบน้ำก่อนเถิด กลิ่นเหล้าบนตัวท่านชักจะแรงขึ้นทุกที”

แม้ว่านางจะส่งยิ้มให้แต่นั่นกลับทำให้เขารู้สึกผิด อันจิงหัวเราะแห้ง เขาอยากจะกร่นด่าตัวเองว่าเจ้าโง่ที่ลืมคิดเรื่องนี้ไปได้

“น้องหญิงคือข้า...”

“ไปอาบน้ำเถิดเจ้าค่ะ” จ้าวชิงเหมยก้มหน้าลงและซ่อมเสื้อผ้าภายใต้แสงไฟสลัวต่อ

เมื่ออันจิงกลับออกมาจากอาบน้ำ เขาก็เห็นว่าจ้าวชิงเหมยนอนหลับตาพริ้มบนเตียงไปแล้ว ลมหายใจสม่ำเสมอและดวงตาที่ปิดสนิทเป็นสัญญาณที่บอกให้รู้ว่านางกำลังหลับลึก

อันจิงทิ้งตัวนอนลงข้างๆนางอย่างระมัดระวัง เขากลัวว่าอีกฝ่ายจะตื่น

ไม่นานเสียงลมหายใจสม่ำเสมอก็ดังขึ้นจากฝั่งของอันจิง

จ้าวชิงเหมยค่อยๆลืมตาขึ้นก่อนจะมองไปยังชายที่อยู่ข้างๆด้วยแววตาเป็นประกายบางอย่าง

.

.

.

แม้อันจิงจะไม่ใช่คนที่มีอารมณ์ละเอียดอ่อนแต่เขาสัมผัสได้ว่าฮูหยินของเขากำลังโกรธ

ถึงนางจะตื่นขึ้นมาต้มโจ๊กและตากสมุนไพรตามปกติทั้งยังพูดคุยกับเขาด้วยความอ่อนโยนแต่นั่นยิ่งทำให้เขากังวลมากขึ้นเรื่อยๆ

การที่เขาไปเรือสังคีต เขามั่นใจว่าจ้าวชิงเหมยทราบเรื่องแล้ว เขาจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไรดี เขาจะพูดอย่างไรว่าเขาไม่ได้ทำตัวเถลไถลแต่อย่างใด แล้วนางจะเชื่อเขาหรือไม่?

อันจิงยืนพิงประตู ลูบขนลูกหมาสีดำที่อยู่ในอ้อมแขนอย่างทำตัวไม่ถูก

“ทันหยุน นายหญิงของเจ้าไปไหนรึถึงไม่ให้เจ้าตามไปด้วย”

“ข้าเองก็ไม่แน่ใจเจ้าคะ นายหญิงบอกเพียงแค่ว่าจะออกไปบริจาคเสื้อผ้าที่ฝั่งใต้ตั้งแต่เช้า”

“ทันหยุนจะให้ข้าอุ้มเจ้าเสี่ยวเฮยจ๋ายไปไว้ตรงไหนดี”

“ปล่อยให้มันวิ่งเล่นแถวๆนี้ก็ได้เจ้าค่ะ”

“อ้อ..เช่นนั้นข้าวางมันไว้ตรงนี้นะ”

ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งถ้วยชา เสียงเรียกทันหยุนก็ดังขึ้นอีกครั้ง

“ทันหยุน”

“เจ้าคะ?”

“ถ้านายหญิงของเจ้าโกรธ นางจะมีอาการอย่างไรหรือ?”

เมื่อนึกถึงตอนท่านประมุขโกรธก็ทำให้ทันหยุนขนลุกชันสุดท้ายก็ได้แต่บอกปัดไป “ข้า..ข้าไม่ทราบเจ้าคะ”

เวลาเดินผ่านไปอย่างเชื่องช้าในความรู้สึกของอันจิง โรงหมอเปิดทำการตามปกติ มีคนเดิน-เข้าออกโรงหมออย่างต่อเนื่องทำให้อันจิงเริ่มยุ่งอีกครั้ง

เพียงพริบตาเดียวก็ถึงเวลาเที่ยงวัน

“เมื่อท่านกลับแล้ว ให้ต้มยานี่ทิ้งไว้สักครึ่งชั่วยามก่อนนำมาทาน ให้ทานยาวันละสองครั้ง เช้าและเย็น จำไว้ว่าอย่าทานอาหารรสจัดอีกให้เปลี่ยนมาทานอาหารจืดๆแทน สิบวันให้หลังท่านกลับมาที่โรงหมออีกครั้ง ข้าจะได้ตรวจอาการของท่านดูอีกที” อันจิงกล่าวขณะจัดเทียบยาใส่ห่อสมุนไพรให้คนไข้เป็นชุด ปากก็เอ่ยคำแนะนำไปด้วย

“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านหมออัน” หญิงสาวรายนี้กล่าวพลางรับห่อยาสมุนไพรมาถือไว้ นางก้มศีรษะขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนจะเดินออกจากโรงหมอไปช้าๆ

“ฝนก็ใกล้จะตกแล้ว ทำไมนายหญิงของเจ้ายังไม่กลับมาอีก”

อันจิงเดินกลับไปมาตรงหน้าประตูร้านด้วยความกระวนกระวาย ตอนนี้สายฝนเริ่มโปรยปรายลงมา เม็ดฝนหยดลงพื้นดินไหลลงสู่แม่น้ำหยูไม่ขาดสาย

จ้าวชิงเหมยออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ นับเป็นเวลาก็หลายชั่วยามแล้วและนางไม่เคยออกไปไหนคนเดียวนานขนาดนี้มาก่อน

“ข้าไม่ทราบเช่นกันเจ้าค่ะ” ทันหยุนโผล่ศีรษะน้อยๆของนางออกไปมองหน้าร้านเป็นระยะๆเช่นกัน

“เดี๋ยวเจ้าเฝ้าหน้าร้านเอาไว้ ข้าจะออกไปตามหานาง” อันจิงรู้สึกกังวลและไม่อยากรออีกต่อไป เขาหยิบร่มกระดาษน้ำมันจากชั้นวางและเตรียมเดินออกจากร้าน

“ท่านพี่จะไปไหนหรือเจ้าคะ?” ทันใดนั้นจ้าวชิงเหมยก็เดินกลับมาพร้อมกับตะกร้าใส่ของจากตลาด

เมื่อเห็นหน้าผู้เป็นภรรยา อันจิงก็ยิ้มร่า “ข้าเห็นว่าเจ้าออกไปข้างนอกมาหลายชั่วยามแล้วและยังไม่กลับมาเสียที ข้าเลยจะออกไปตามหาเจ้า”

“ท่านพี่ กังวลเกินไปแล้ว” จ้าวชิงเหมยยกมือปิดปากแล้วหัวเราะเบาๆ “ท่านกลัวจะเกิดเรื่องกับข้าหรือเจ้าคะ? ข้ากลับมาอย่างปลอดภัยแล้วนี่ไง”

“น้องหญิงจะไม่ให้ข้ากังวลได้อย่างไร”

“นายหญิงกลับมาแล้ว” ทันหยุนก้าวไปหาจ้าวชิงเหมยอย่างดีใจก่อนจะหยิบตะกร้ามาถือไว้เอง จากนั้นนางก็เหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งในมือของจ้าวชิงเหมยจึงเอ่ยถาม “นั่นอะไรหรือเจ้าคะ?”

“มันเป็นประกาศที่ถูกติดอยู่กระดานข่าวของเมืองหยูน่ะ ดูเหมือนปรมาจารย์พรรคเฉาต้องการประกาศศึกกับนักดาบลึกลับผู้นั้น”

จ้าวชิงเหมยยื่นกระดาษแผ่นนั้นให้ทันหยุนพร้อมรอยยิ้ม“ข้าคิดว่ารูปนี้น่าสนใจดีเลยหยิบติดมือมาด้วยหนึ่งแผ่น”

“ข้าขอดูหน่อยเจ้าคะนายหญิง” ทันหยุนหยิบกระดาษแผ่นนี้มาคลี่ดูและเริ่มหัวเราะออกมา “คนของพรรคเฉาใช้วิธีนี้เพื่อท้าทายนักดาบไร้เทียมทานผู้นั้นหรือเจ้าคะ”

ในมือของทันหยุนเป็นใบประกาศท้ารบที่พรรคเฉาท้าทายนักดาบนิรนามผู้นั้น ในกระดาษวาดรูปคนโดยมีศีรษะเป็นหมู คล้ายจะนิยามว่านักดาบผู้นี้เป็นเพียงหมูอ้วนที่รอให้พวกเขาเชือดทิ้งเท่านั้น

“ใช่ ข้าก็คิดว่ามันตลกไม่ต่างจากเจ้า”

“ข้าคิดว่าหลังจากนี้ คนทั่วไปจะไม่เรียกเขาว่านักดาบไร้เทียมทานแล้วแต่จะเรียกว่านักดาบหัวหมูเสียมากกว่า ฮ่าฮ่าฮ่า!”

“ฮ่าฮ่าฮ่า!”

อันจิงที่เงียบมองทั้งสองพูดคุยและหัวเราะคิกคักก็แทรกตัวเข้ามามีส่วนร่วม “นั่นอะไรหรือขอข้าดูบ้างสิ”

“ทันหยุน เดี๋ยวเจ้ามาช่วยข้าทำอาหารหน่อย” เมื่อเห็นอันจิงเอ่ยเช่นนั้น จ้าวชิงเหมยจึงดึงกระดาษในมือส่งให้อันจิงก่อนจะเดินเข้าไปในห้องครัวหลังร้าน

“ได้เจ้าค่ะ” เมื่อเห็นอันจิงมองกระดาษแผ่นนั้นอยู่ ทันหยุนจึงอดกลอกตาใส่อีกฝ่ายไม่ได้ นางรีบเดินตามหลังจ้าวชิงเหมยไปติดๆ

อันจิงคลี่กระดาษแผ่นนี้ดู นอกจากจะมีรูปคนที่มีศีรษะเป็นหัวหมูแล้ว ยังมีข้อความจากพรรคเฉาที่ต้องการตามล่าเขาด้วยถ้อยคำหยาบคายและยั่วยุ ดูเหมือนแผ่นประกาศพวกนี้จะกระจายไปทั่วเมืองหยูแล้ว เป้าหมายของพวกเขาก็คือบังคับให้เขารีบแสดงตัว

“อย่างกับเด็กเล่นขายของ” อันจิงกล่าวพร้อมส่ายหัวเมื่อกวาดสายตามองข้อความในกระดาษอีกรอบ “เป็นวิธีการของเด็กที่ยังไม่รู้จักโตเท่านั้นล่ะ”พูดจบก็ขยำกระดาษและโยนลงถังขยะทันที

“ท่านหมออัน...”

ทันใดนั้นก็มีคนเอ่ยเรียกเขาจากหน้าร้าน คนผู้นี้สวมชุดคลุมตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ดูมีพิรุธยิ่งนัก เมื่อประเมินอีกฝ่ายครู่หนึ่ง อันจิงก็ถามออกไป “ท่านเป็นใคร...?”

“ข้าเอง โจวเซียหมิน” ชายผู้นั้นกล่าวพร้อมกับเผยใบหน้าของเขาออกจากเสื้อคลุม เสียงของเขาเต็มไปด้วยแรงสะอื้น

เมื่อเห็นใบหน้าของโจวเซียหมินได้ถนัด อันจิงก็ถึงกับตกใจ

ใบหน้าของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและบวมปูด ดูแทบจะจำไม่ได้เลย นี่มันบวมเป่งไม่ต่างจากหัวหมูเลยสักนิด แม้อันจิงจะรู้จักอีกฝ่ายดีแต่เขาก็แทบจะจำเค้าหน้าอีกฝ่ายไม่ได้ อาการบาดเจ็บของเขานับว่ารุนแรงมากทีเดียว

“เกิดอะไรขึ้นกับท่าน..” อันจิงกลืนน้ำลายอย่างเจ็บแทน

“ข้า..ข้าไม่รู้ เมื่อเช้าอยู่ๆข้าก็ถูกจับยัดใส่กระสอบ จากนั้นทั้งหมัดทั้งเข่าทั้งศอกทั้งเท้าก็กระหน่ำใส่หน้าข้าราวกับพายุจนข้าสลบเหมือด พอข้าฟื้นขึ้นมา ข้าก็อยู่ในสภาพนี้แล้ว” โจวเซียหมินกล่าวด้วยน้ำตาคลอเบ้า “ท่านหมออัน มันเจ็บ ข้าเจ็บมากเลย ฮือฮือๆๆๆ”

ไม่จำเป็นต้องให้โจวเซียหมินอธิบายเขาก็พอจะดูออกว่าอีกฝ่ายต้องเจ็บมากแน่ๆ

ใครกันที่โหดเหี้ยมได้ขนาดนี้? ดูเหมือนคนทำจะแค้นให้โจวเซียหมินไม่น้อย

“ท่านหมออัน ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองไปทำให้ใครไม่พอใจ ทำไมสวรรค์ถึงไม่ยุติธรรมกับข้าถึงเพียงนี้” ยิ่งโจวเซียหมินพูดเขาก็ยิ่งรู้สึกขมขื่น เมื่อนึกถึงชีวิตที่ติดขัดเมื่อเร็วๆนี้ก็ยิ่งทำให้เขาร้องไห้หนักขึ้นกว่าเดิม

“เอาล่ะๆ หยุดร้องไห้ได้แล้ว” อันจิงพูดพลางตบไหล่ของโจวเซียหมินอย่างปลอบใจ เขาถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้

ตามหลักความเป็นจริงแล้วใครจะไปโกรธเคืองบัณฑิตที่ขี้ขลาดตาขาวแบบนี้ได้ ต้องเป็นตาเฒ่าผู้นี้ไปล่วงเกินใครเข้าเป็นแน่ หรือว่าจะเกี่ยวกับคนของยุทธภพเจียงหูเมื่อคืนนี้เพราะอีกฝ่ายตะโกนด่าลั่นเช่นนั้น

“ใครมาหน้าร้านกัน” เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้จ้า จ้าวชิงเหมยก็เดินออกมาจากหลังร้านด้วยความสงสัยทันที

ตอนก่อน

จบบทที่ โจวเซียหมินใบหน้าบวมช้ำจมูกปูดโปน

ตอนถัดไป