การรวมตัวอันแสนชื่นมื่น

“อ่า...ฮูหยินอัน” เมื่อเห็นจ้าวชิงเหมยเดินออกมานอกร้าน โจวเซียหมินก็หยุดร้องคร่ำครวญทันที อย่างไรเขาก็ต้องรักษามาดชายชาตรีเอาไว้ เขาประสานมือคารวะเพื่อทักทายอีกฝ่าย

“ต้องขอภัยฮูหยินอันที่ข้าเสียงดังรบกวนเช่นนี้”

“อ๊ะ..?” จ้าวชิงเหมยอุทานตกใจเมื่อมองเห็นคนตรงหน้าถนัด ใบหน้าของอีกฝ่ายบวมเหมือนหัวหมู

“นี่ท่านคือท่านโจวเซียหมินจริงหรือเจ้าคะ? ทำไมท่านถึงมีสภาพเช่นนี้ ใครกัน..ทำไมถึงได้ใจคอโหดเหี้ยมเช่นนี้ จงเกลียดจงชังเพียงใดก็ไม่ควรทำร้ายใครจนมีสภาพเช่นนี้”

พูดจบจ้าวชิงเหมยก็ทอดถอนใจ “โถ..” น้ำเสียงต่อจากนั้นก็เต็มไปด้วยความเศร้า “คงเป็นเพราะความไม่เอาใจใส่ของข้าที่มีต่อคนรอบข้างกระมัง ถึงทำให้เพื่อนร่วมโลกต้องตกอยู่ในชะตากรรมเช่นนี้ ท่านช่างน่าสงสารเหลือเกิน”

จ้าวชิงเหมยพูดด้วยความเห็นอกเห็นใจ “แค่เห็นสภาพของท่าน ข้าก็สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวด ผู้ลงมือคงไม่ออมแรงเลยกระมัง”

ยิ่งได้รับความเห็นใจจากสาวงาม โจวเซียหมินก็ยิ่งรู้สึกราวกับแผลของเขาถูกสาดด้วยน้ำเกลือ มันทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดมากกว่าเดิม

“อ้าว? นี่ท่านโจวไม่ใช่หรือ” ทันหยุนก็โผล่ออกมาจากหลังร้านด้วยท่าทีกังวล

“คนใจร้ายที่ไหนกันถึงได้ลงมือทุบตีท่านหนักถึงเพียงนี้ รีบทำแผลเร็วเข้าเจ้าคะ” ขณะที่ทันหยุนพูดนางก็เอื้อมมือไปจิ้มตรงศีรษะที่บวมเป่งของโจวเซียหมินไปด้วย

“อ๊าก...!” โจวเซียหมินอดไม่ได้ที่ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดออกมา

จ้าวชิงเหมยจึงออกคำสั่ง “ทันหยุน..ท่านโจวเซียหมินคงขยับตัวได้ลำบาก เจ้าช่วยทำแผลให้เขาหน่อยเถิด”

“เจ้าค่ะนายหญิง ข้าจะทำแผลให้ท่านโจวอย่างระมัดระวัง”

“อ้อ..นี่ก็เที่ยงแล้ว ท่านคงยังไม่ทานอะไรมากระมัง ข้าทำอาหารไว้เยอะทีเดียว หากท่านทำแผลเสร็จแล้วค่อยมาทานอาหารด้วยกันนะเจ้าคะ”

“อาหารที่นายหญิงของเราทำ อร่อยมากเลยเจ้าค่ะ”

“ฮูหยินอัน..ท่านช่างใจดีเหลือเกิน” โจวเซียหมินไม่เคยรู้สึกถึงความอบอุ่นแบบนี้มาก่อน เขาเริ่มน้ำตาคลอเบ้าอีกครั้ง มีความอบอุ่นอยู่บนโลกนี้ด้วย!

แม้ในโลกที่มืดมิด แสงสว่างก็มักจะส่องเข้ามาในชีวิตที่มืดมนของเราเสมอ

“ช่างน่าอนาจจริงๆ” อันจิงพึมพำให้กับท่าทางของโจวเซียหมิน ยิ่งดูเขาก็ยิ่งคิดว่าอีกฝ่ายดูน่าสมเพชในความรู้สึกของเขา

“อันจิง เจ้าออกมานี่เดี๋ยวนี้!”

ขณะที่ทันหยุนกำลังทำแผลให้โจวเซียหมิน เสียงตะโกนก็ดังมาจากนอกประตูร้าน หานเหวินซินเดินเข้ามาในร้านด้วยท่าท่างเก้ๆกัง มือของเขายังจับก้นของตัวเองอยู่ ดวงตาของเขาวาววับไปด้วยความโกรธอย่างเห็นได้ชัด

“พี่หาน ทำไมท่านถึงดูโมโหขนาดนั้นล่ะ”

อันจิงมองหานเหวินซินด้วยท่าทีแปลกใจ

ปั้ง!

หานเหวินซินเดินมาหยุดตรงหน้าโต๊ะที่อันจิงยืนอยู่พร้อมกับกระแทกดาบประจำกายด้วยเสียงอันดัง บ่งบอกว่าเขาไม่พอใจขั้นสุด

“น้องชายอัน ข้าอุตส่าห์เห็นเจ้าเป็นน้องชายแต่เจ้ากลับตอบแทนข้าเช่นนี้นะรึ!”

เมื่อคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ หานเหวินซินก็ยิ่งรู้สึกอับอาย เขาอยากจะมุดร่างตัวเองให้จมไปกับพื้นดิน ไม่อยากพบหน้าใครอีก

มันน่าอายมาก! เขาจะมีหน้าไปพบกับเจ้าหน้าที่มือปราบและเหล่านางโลมบนเรือสังคีตได้อีกอย่างไร? ความรุ่งโรจน์ในชีวิตของเขาทุกทำลายภายในค่ำคืนเดียว

“พี่หาน ท่านใจเย็นๆแล้วก็ค่อยพูดค่อยจากันเถิด”

อันจิงเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดทันทีเมื่อเห็นปฏิกิริยาของอีกฝ่าย คงเป็นเรื่องผงสลอดที่ทันหยุนใส่เข้าไปในยำบำรุงของอีกฝ่ายเป็นแน่ มันคงทำให้อีกฝ่ายอับอายมากแน่ๆ เขาถึงได้โมโหรุนแรงขนาดนี้

“ใจเย็นงั้นรึ?”หานเหวินซินนั่งลงบนเก้าอี้ตัวใหญ่ด้วยท่าทางกระแทกกระทั้น “ได้ เช่นนั้นเจ้าก็อธิบายมาถ้าคำตอบของเจ้าฟังไม่ขึ้น ข้าก็จะไม่ไปไหนทั้งนั้น!”

“นายท่านเจ้าคะ ไปทำอะไรให้ท่านมือปราบหานโกรธขนาดนี้” ทันหยุนมีท่าทางอยากรู้ราวกับกระต่ายน้อยที่บริสุทธิ์และไร้เดียงสา

อันจิงเหลือบมองดววตาไร้เดียงสาของทันหยุนก็ได้แต่บนในใจ ‘ไม่ใช่ฝีมือเจ้าหรือไร’

เมื่อได้ยินประโยคของทันหยุนก็ยิ่งจุดชนวนให้หานเหวินซินโกรธขึ้นไปอีก ถ้าสายตาของเขาฆ่าคนได้ อันจิงก็คงไม่มีชีวิตอยู่เพื่อพูดคุยกับเขาแล้ว

“นี่ก็ใกล้เวลาทานอาหารแล้ว พี่หานทำไมเราไม่ทานข้าวด้วยกันก่อนล่ะเจ้าคะ ท่านต้องกินเพื่อจะได้มีแรงมาจัดการเรื่องราวต่างๆนะเจ้าคะ” จ้าวชิงเหมยที่ออกมาจากครัวเป็นคนเอ่ยทำลายบรรยากาศมาคุ

เมื่อได้ยินคำพูดของจ้าวชิงเหมย หานเหวินซินก็ปรับน้ำเสียงของเขาให้เบาลง “ในเมื่อน้องสะใภ้เอ่ยชวน ข้าก็จะรับน้ำใจนี้ไว้”

“เจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าจะเข้าไปเตรียมสำรับเพิ่ม ทันหยุนไปกันเถอะ” จ้าวชิงเหมยยิ้มและเดินนำทันหยุนที่กำลังลังเลเข้าไปในครัว

เมื่อจ้าวชิงเหมยและทันหยุนออกไปแล้ว ใบหน้าของหานเหวินซินก็มืดครึ้มอีกครั้ง

“พี่หาน”

“ไม่ต้องเรียกข้าว่าพี่!”

“มือปราบหานเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่” โจวเซียหมินอดไม่ได้ที่ถามออกไปเมื่อเห็นว่าหานเหวินซินโกรธให้อันจิงถึงเพียงนั้น

หานเหวินซินที่ยังคงโกรธจัดหันไปมองว่าใครเป็นพูด เมื่อเห็นใบหน้านั้นเขาก็สะดุ้งด้วยความตกใจ

“เฮ้ย! นี่ท่าน...เป็นคนหรือผีกัน!”

“พี่หานใจเย็นก่อน”

“มือปราบหานทำไมท่านพูด..ท่านพูดเช่นนั้น”

.

.

.

บนโต๊ะอาหาร

อันจิง หานเหวินซิน โจวเซียหมินและจ้าวชิงเหมยต่างก็นั่งล้อมวงโต๊ะอาหารที่เต็มไปด้วยอาหารหลากหลายประเภท ทั้งปลาหลีฮื้อผัดเปรี้ยวหวาน หมูสามชั้นอบผักดองแห้ง ผัดข้าวโพดอ่อนใส่ถั่วฝักยาว ปลานึ่ง ซุปเต้าหู้ กลิ่นหอมของอาหารทำให้ความอยากอาหารพุ่งพล่าน

“น้องสะใภ้ ฝีมือของเจ้ายิ่งกว่าแม่ครัวชั้นเอกเสียอีก” หานเหวินซินกลืนน้ำลายอึกใหญ่เมื่อเห็นอาหารที่วางเรียงรายบนโต๊ะ

“พี่หานท่านยกยอข้าเกินไปแล้ว” จ้าวชิงเหมยหัวเราะน้อยๆ ทั้งหานเหวินซินและโจวเซียหมินต่างหันไปมองอันจิงด้วยความอิจฉาที่อีกฝ่ายได้ภรรยาที่สมบูรณ์แบบเช่นนี้

กึกกึก! ตอนนั้นเองที่ทันหยุนเดินเข้ามาพร้อมกับจานปูนึ่งใบใหญ่ “ข้าทำปูนึ่งพวกนี้มาให้พวกท่านโดยเฉพาะเลยเจ้าค่ะ”

“มีปูนึ่งด้วยรึ” โจวเซียหมินตาเป็นประกาย “ปูพวกนี้ยอดเยี่ยมมาก มันทั้งบำรุงและเสริมสร้างความแข็งแรงให้ร่างกาย มันมีประโยชน์มากมายเลยล่ะ”

จิตใจของหานเหวินซินแจ่มใสขึ้นเขามองไปที่อันจิงและกล่าว “น้องอันคงไม่ชอบทานปูพวกนี้หรอกแค่วางไว้ตรงหน้าพวกข้าก็พอ”

“อ่า..ใช่ๆ แค่วางไว้ตรงหน้าพวกท่านก็พอ” อันจิงพยักหน้าเห็นด้วยรัวๆ ตั้งแต่ที่เขาทานปูนึ่งที่ทันหยุนทำครั้งนั้นเขาก็เลิกชอบปูไปเลย เขายังจำภาพที่ก้ามของมันงับตะเกียบของเขาได้

“ว่าแต่พี่โจว เกิดอะไรขึ้นกับท่านกันแน่ เล่นเอาข้าตกอกตกใจหมด” หานเหวินซินคีบเนื้อปลานึ่งใส่ชามและถามออกไป

“ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าใครเป็นคนทำร้ายข้า” โจวเซียหมินพูดด้วยสีหน้าขมขื่น “ดูเหมือนช่วงนี้มีแต่เรื่องร้ายๆเข้ามาในชีวิตข้าตลอดเลย”

“บาดแผลของท่านรุนแรงยิ่งนักดูเหมือนคนทำไม่คิดจะออมแรงเลย” หานเหวินซินพูดพลางยกจอกเหล้าขึ้นดื่ม เขาแสดงความคิดเห็นต่อ

”ถ้าไม่ใช่สมาชิกพรรคใดสักพรรค ก็คงเป็นคนในยุทธภพเจียงหูเป็นแน่ ท่านอาจเผลอไปทำให้ใครขุ่นเคือง”

มือของโจวเซี่ยหมินสั่นจนเกือบทำตะเกียบหลุดมือ “มือปราบหาน ข้าควรทำอย่างไรดี?”

“อย่าไปขู่พี่โจวเลยพี่หาน” อันจิงรินเหล้าใส่จอกตัวเอง ปกติโจวเซียหมินก็เป็นคนขี้ขลาดอยู่แล้วการไปขู่เขาเช่นนี้อาจทำให้เขาหัวใจวายตายได้

หานเหวินซินคว้าจอกเหล้าของอันจิงไปแทน “ข้าไม่ได้ขู่เขาสักหน่อย ในเมืองหยูตอนนี้มันไม่ปลอดภัยจริงๆ เจ้าลืมเรื่องของหวังเหอกับหลานชายของเขาไปแล้วรึ ไหนจะเรื่องนักดาบลึกลับที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้นมาอีก ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นคำเตือนทั้งนั้น”

“พวกเจ้าเป็นแค่คนธรรมดา ไม่มีวรยุทธ์ปกป้องตัวเอง พวกเจ้าไม่เข้าใจหรอกว่ายุทธภพเจียงหูน่ากลัวเพียงใด สัญญาณเตือนพวกนี้เราไม่ใส่ใจมันไม่ได้ ไม่แน่ว่ามันอาจจะเป็นการเด็ดดอกไม้สะเทือนไปถึงดวงดาวก็เป็นได้” ขณะที่พูดก็ยกจอกเหล้าขึ้นดื่มในอึกเดียว

“มือปราบหาน ท่านหลักแหลมยิ่งนัก” ทันหยุนเทเหล้าใส่จอกให้หานเหวินซินด้วยท่าทางนับถือ

“ขอบใจแม่นางทันหยุน” หานเหวินซินหัวเราะเบาๆ เขายิ่งรู้สึกฮึกเหิมเมื่อได้รับคำชม เขายังคุยโวต่อไป “พวกเจ้าไม่เห็นรึว่าปรมาจารย์จากพรรคเฉาประกาศศึกกับนับดาบลึกลับผู้นั้นไปทั่วเมือง ถ้านักดาบผู้นั้นไม่กลัว เขาก็ควรปรากฏตัวออกมาได้แล้ว แต่ทำไมเขาถึงยังไม่ปรากฏตัวล่ะ? ก็เพราะว่ากลัวนะสิ”

“นี่แสดงให้เห็นว่านักดาบลึกลับผู้นั้นก็เกรงกลัวพรรคเฉาเช่นกัน”

กลัว? เพ้อเจ้อกันไปแล้ว!

อันจิงตอบโต้ในใจ เจ้าก็เป็นแค่มือปราบตัวเล็กๆคนหนึ่ง ทำเป็นคุยโวโอ้อวดไปได้ หากเจอของจริงเข้าสักวันคงวิ่งหัวหดกระมัง

ตอนก่อน

จบบทที่ การรวมตัวอันแสนชื่นมื่น

ตอนถัดไป