เกิดเหตุวิกฤติรอบเรือสังคีต
แสงโคมไฟจากเรือแล่นข้ามแม่น้ำฉายแสงสีแดงอ่อนส่องลงไปยังแม่น้ำหยูอันมืดมิด เกิดเป็นภาพอันสวยงามน่าค้นหา เรือล่องหลายลำยังคงแล่นเอื่อยๆไปบนแม่น้ำชวนให้บรรยากาศพลุกพล่าน
บนเรือสังคีต เสียงหัวเราะยังคงดังอย่างต่อเนื่องแต่ความครื้นเครงก็เริ่มลดระดับลงเรื่อยๆเช่นกัน
ใบหน้าของโจวเซียหมินแดงก่ำ มีหญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มสองนางนั่งขนาบข้างซ้ายขวา เขาหัวเราะคิกคักเป็นระยะๆ
โจวเซียหมินเห็นว่าหลี่เยว่กำลังเตรียมลงจาเวทีหลังจากแสดงร้องเพลงร่วมกับดีดฉินเสร็จ เขาเดินโซเซไปขวางหน้าสาวงามและเอ่ยว่า “แม่นางหลี่เยว่ เพลงที่ท่านแสดงไปเมื่อครู่ช่างไพเราะจับใจข้านัก ถ้าข้าจำไม่ผิดเพลงนี้ชื่อ‘พระจันทร์กลางสารทฤดู เหนือทะเลสาบอันเงียบสงบ’ ใช่หรือไม่”
หลี่เยว่หัวเราะอย่างถ่อมตนเมื่อกล่าว “สมกับเป็นคุณชายโจว ความรู้ของท่านช่างกว้างไกลยิ่งนัก เพลงนี้ชื่อ‘พระจันทร์กลางสารทฤดู เหนือทะเลสาบอันเงียบสงบ’จริงๆเจ้าค่ะ เพลงนี้เล่นยากนัก ข้ากลัวทำมันออกมาได้ไม่ดีนัก”
“ท่านอย่าพูดเช่นนั้น” โจวเซียหมินรีบพูดเมื่อเห็นสาวงามหน้าเสียเพราะความกังวล “ทำออกมาไม่ดีที่ไหนกันเล่า! เพลงที่แม่นางหลี่เยว่แสดงไปเมื่อครู่ช่างไพเราะจับใจข้ายิ่งนัก ข้าไม่เคยได้ยินบทเพลงที่กินใจเช่นนี้มาก่อน แม้แต่กองสังคีตหลวงก็สู้ท่านไม่ได้”
ประโยคของโจวเซียหมินเต็มไปด้วยอารมณ์ขุ่นเคืองแต่ก็แฝงไปด้วยคำชมกินใจ หากอันจิงมาได้ยินคงกรอกตาให้อีกฝ่าย
“คุณชายโจว ท่านชมข้าเกินไปแล้ว” หลี่เยว่โค้งคำนับเล็กน้อย “คุณชายหมิงเฟยรอข้าอยู่ ข้าคงต้องขอตัวก่อน”
โจวเซียหมินได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะน้อยๆ “ไม่เป็นไร ข้ารอท่านอยู่ที่นี่ได้ ไม่มีปัญหาอะไรเลย”
รออยู่ที่นี่? เมื่อได้ยินคำพูดของโจวเซียหมิน รอยยิ้มของหลี่เยว่ก็แข็งค้างขึ้น นางถอนหายใจเบาๆพอให้อีกฝ่ายไม่ทราบว่านางกำลังหงุดหงิด “ท่านอย่าลำบากรอข้าเลยเจ้าค่ะ ช่วงนี้ท่านก็ลำบากมากพอแล้ว อากาศเย็นเช่นนี้เดี๋ยวล้มป่วยลงได้ ท่านก็ทราบสถานการณ์ของข้าในตอนนี้ดี อย่าเสียเวลาทำให้ตัวเองลำบากแล้วทำให้ข้าไม่สบายใจไปด้วยเลยนะเจ้าค่ะ”
เดิมทีหลี่เยว่เป็นคุณหนูจากกตระกูลขุนนางในเมืองหยูจิง ครอบครัวของนางต้องโทษคดีเลี่ยงภาษีในเมืองหยูจิงทำให้ถูตัดสินว่ามีความผิด ผู้ชายในตระกูลบ้างก็ถูกประหาร บ้างก็ถูกจำคุกหรือถูกเนรเทศ ผู้หญิงและเด็กในตระกูลบ้างก็ถูกเนรเทศและขายออก ตัวหลี่เยว่เองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ครั้งแรกนางได้รับโทษให้ไปทำงานในกองสังคีต แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างนางกลับถูกขายให้กับหอนางโลมและกลายเป็นหญิงคณิกาจนถึงทุกวันนี้
นางมาจากตระกูลขุนนางใหญ่ เป็นหญิงสาวที่มีชื่อเสียง มีรูปร่างและหน้าตาที่โดดเด่น ดังนั้นราคาในการไถ่ตัวนางออกจากหอนางโลมจึงสูงมากและต้องได้รับการอนุมัติจากผู้อาวุโสในเครือนางโลมเรือนสีชาดทุกคนอีกด้วย ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายคนพยายามที่จะไถ่ตัวนางออกไปแต่ท้ายที่สุดก็ไม่ใครคิดสู้ราคาที่ตั้งไว้ได้
นี่เป็นสิ่งที่ทุกคนทราบดี
ส่วนโจวเซียหมินนั้น เขาไม่คิดที่จะยอมแพ้อย่างแน่นอน ‘แม่นางหลี่เยว่คงกลัวว่าข้าจะรู้สึกกดดันเรื่องการสอบเคอจวี่กระมัง..ไม่หรอก..ข้าไม่มีทางยอมแพ้อย่างแน่นอน’
หัวใจของโจวเซียหมินพลันอุ่นวาบขึ้น “แม่นางหลี่เย่ว เชื่อใจข้าเถิด ข้าไม่ได้ลำบากเลยสักนิดและจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังอย่างแน่นอน ท่านไปหาคุณชายหมิงเฟยก่อนเถิด ข้าจะรอท่านอยู่ที่นี่อีกสักพัก”
“อ่า..เช่นนั้นก็ตามใจท่านเถิด เชิญท่านดื่มเหล้าตามสบาย คงอีกพักใหญ่ข้าถึงจะกลับมาหาท่านได้”
หลี่เยว่ยิ้มบางขอโทษ จากนั้นก็โค้งคำนับและรีบสาวเท้าเดินราวกับหนีบางอย่างไป
หลี่ฟู่โจวเหลือบมองร่างของหลี่เยว่ที่กำลังเดินจากไป ปากก็ยังคุยกับหญิงงามที่นั่งข้างๆโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
เมื่อคิดว่านักฆ่าระดับสูงของหอคอยพิรุณวาโยกำลังซ่อนตัวอยู่ในเรือสังคีตเช่นนี้เรียกความสนใจให้เขาได้ไม่น้อย คนอื่นอาจไม่รู้ถึงตัวตนของหลี่เยว่แต่ไม่ใช่กับผู้นำระดับระดับสูงของพรรคมารเช่นหลี่ฟู่โจว
หญิงคณิกาผู้นี้คือนักฆ่าชั้นนำของหอคอยพิรุณวาโย
กลุ่มนักฆ่ากลุ่มนี้หาตัวจับได้ยากและพวกเขายังเป็นบุคคลที่สร้างความหวาดกลัวให้กับยุทธภพเจียงหูแต่ตอนนี้กลับมีหนึ่งคนที่อาศัยอยู่ในเมืองหยูอย่างเงียบๆในคราบหญิงคณิกา บ่งบอกได้ว่ามีแผนการลับที่แอบแฝงอยู่
ในยุทธภพเจียงหูอันกว้างใหญ่นี้ ใครบ้างที่ไม่มีแผนการของตัวเอง อย่างไรก็ตามหลี่ฟู่โจวมาเยือนเรือสังคีตในวันนี้เพื่อหาความสุขใส่ตัว ไม่ได้มาตามสืบเรื่องนักฆ่าของหอคอยพิรุณวาโยแต่อย่างใด เขาจึงคิดปล่อยผ่านเรื่องนี้
โจวเซียหมินมองตามแผ่นหลังของหลี่เยว่ที่ค่อยๆหายลับไปอย่างเหม่อลอย
“เซียหมิน มาดื่มเหล้าต่อเถอะ” หลี่ฟู่โจวตะโกนเรียก
“ขอรับ” โจวเซียหมินเดินกลับมาที่โต๊ะเขาทรุดตัวลงนั่งและพึมพำกับตัวเอง “ดื่มเหล้าไหนี้หมด แม่นางหลี่เยว่ก็น่าจะออกมาแล้ว”
หลี่ฟู่โจวได้ยินเข้าก็พูดด้วยความหงุดหงิด “ทำไมต้องกังวลกับดอกไม้งามแค่ดอกเดียว ในเมื่อบนโลกนี้มีดอกไม้งามเต็มไปหมด”
โจวเซียหมินรินเหล้าใส่จอกและยกดื่ม “ผู้อาวุโสหลี่..แม่น้ำอาจไม่เคยแห้งขอดคอยให้ผู้คนได้ดื่มใช้แต่สำหรับข้า..ปรารถนาเพียงน้ำในจอกนี้เพียงจอกเดียว”
หลี่ฟู่โจวได้ยินแบบนั้นก็พูดไม่ออก โดยปกติแล้วเมื่อเขาเอ่ยสอนใคร คนส่วนใหญ่มักไม่กล้าตอบโต้ บางคนอาจซาบซึ้งในคำสอนหรือบางคนก็ไม่รู้ว่าต้องโต้แย้งอย่างไร ยกเว้นเพียงอันจิงที่ดูเหมือนคำสอนของเขาจะเป็นสิ่งไร้ประโยชน์และโจวเซียหมินผู้นี้เท่านั้นที่ทำให้เขาพูดอะไรไม่ออก
ครึ่งชั่วยามต่อมา
หลี่ฟู่โจวมองโจวเซียหมินที่ตัวเริ่มเอียงด้วยความเมาพลางส่ายหน้าน้อยๆ “เจ้าดื่มเหล้าจนหมดแล้ว แต่นางก็ยังไม่ออกมา”
ในครึ่งชั่วยามที่ผ่านมานั้น โจวเซียหมินดื่มเหล้าหมดไปไหแล้วไหเล่า จำนวนของมันเพียงพอที่จะให้ตาเฒ่าคอแข็งที่ท่องไปทั่วยุทธภพเช่นหลี่ฟู่โจวยอมแพ้ได้
“ข้า..คง..ดื่มน้อยไป” ใบหน้าของโจวเซียหมินแดงก่ำและไหเหล้าเปล่าหลายใบก็วางเรียงรายอยู่ตรงหน้าเขา
หลี่ฟู่โจว “….”
เหล่าสาวงามที่อยู่รายรอบ “…”
ทันใดนั้นก็มีบางอย่างเรียกความสนใจของหลี่ฟู่โจวจากโจวเซียหมินได้
“หืม?”
คิ้วของหลี่ฟู่โจวขมวดเป็นปมเมื่อสังเกตเห็นแรงกระเพื่อมของน้ำใต้ท้องเรือ เขาเคาะโต๊ะเป็นจังหวะช้าๆพลางพึมพำในใจ ‘ดูเหมือนจะเกิดการต่อสู้ของผู้เชี่ยวชาญสินะ อ่า..เป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดทีเดียว’
.
.
.
ยามราตรีกำลังจะผ่านพ้นไปทุกขณะแต่แม่น้ำหยูยังคงพลุกพล่านเช่นเดิม
เจียงซานเจียนั่งขัดสมาธิบนเบาะตรงดาดฟ้าเรือลำเล็ก โดยวางมือไว้บนตักสลับกับหมุนวนมือเพื่อเพิ่มพลังให้กับกลไกสวรรค์ เขาทำเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกใจกระตุกราวกับกำลังมีวิกฤตคืบคลานเข้ามาหาเขา
เขาค่อยๆลืมตาขึ้นและมองไปที่เรือสังคีตลำใหญ่ที่อยู่ไกลออกไป
เสียงดนตรียังคงคลอมากับสายลม โคมไฟสีแดงสะท้อนลงผิวน้ำส่งประกายวาววับ สะท้อนความสงบสุขให้เกิดทั่วบริเวณ
“มู่เสี่ยวหยุน มู่เสี่ยวหยุน...” เจียงซานเจียตะโกนขึ้น
“มีอะไรรึ?” มู่เสี่ยวหยุนเปิดม่านออกมาด้วยสีหน้าบูดบึ้ง
“ข้ารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ” เจียงซานเจียเอ่ยพลางสูดหายใจเข้าลึก
“อะไรของท่าน?” มู่เสี่ยวหยุนเลิกคิ้วสงสัย
“เจ้าลองมองไปรอบๆสิ ไม่คิดว่ามันดูสงบกันไปหรือ?” เจียงซานเจียวกวาดมือชี้ไปรอบๆ
เมื่อได้ยินเช่นนี้ มู่เสี่ยวหยุนก็กวาดสายตาไปมองรอบๆ นางสังเกตเห็นแรงกระเพื่อมของผิวน้ำที่เริ่มขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ
จุดนี้นับเป็นจุดที่เงียบสงบ เนื่องจากเรือล่องลำนี้อยู่ห่างจากบริเวณที่คึกคักพอสมควร ผืนน้ำจึงมืดสนิท บดบังทัศนียภาพโดยรอบทำให้รู้สึกราวกับพวกเขาอยู่ในโลกที่มืดมิด
“แย่แล้ว!” ดวงตาของมู่เสี่ยวหยุนเบิกกว้างก่อนจะหมอบตัวลงอย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้น ลูกธนูหลายสิบลูกก็พุ่งเข้ามาหาพวกเขาอย่างรวดเร็ว มันถูกยิงมาจากระยะไกลๆ
เฟี้ยว! เฟี้ยว! เฟี้ยว! ฉึก! ลูกธนูบางส่วนพุ่งลงแม่น้ำ ขณะที่ลูกธนูส่วนใหญ่พุ่งเข้าใส่ตัวเรือ มันแหวกผ่านอากาศเข้ามาอย่างรวดเร็ว
เจียงซานเจียสะบัดแขนเสื้อ พลังภายในเอ่อออกมาก่อนจะพุ่งไปกระแทกลูกธนูทั้งหมดให้ถอยกลับ
ใบหน้าของมู่เสี่ยวหยูนเปลี่ยนไปโดยทันที นางตะโกนด้วยน้ำเสียงแหบต่ำ “ฝีมือพรรคเฉา”
หลังจากนั้นลูกธนูก็พุ่งเข้ามาเหมือนพายุ เปลี่ยนให้เรือล่องลำน้อยกลายเป็นเรือที่โคลงเคลงอยู่ท่ามกลางพายุกระหน่ำ โดยมีลูกธนูนับไม่ถ้วนพุ่งเข้าใส่เรือจนดูคล้ายกับซื่อเว่ย*เข้าทุกที
พื้นผิวทั้งหมดของแม่น้ำเกิดเป็นระรอกคลื่นแล้วคลื่นเล่า
มู่เสี่ยวหยุนและเจียงซานเจียเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับสอง พายุธนูพวกนี้ย่อมไม่สามารถทำร้ายพวกเขาได้และสามารถป้องกันมันได้ทันที
หลังจากนั้นไม่นาน พายุธนูก็หยุดลง ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง
“นายหญิง ท่านประมุขส่งคำเชิญถึงท่านขอรับ”
ทันใดนั้นเสียงเย็นยะเยือกก็ดังขึ้น ใบหน้าของบัณฑิตผู้ทรงภูมิยืนอยู่บนผิวน้ำ ผิวซีดๆของเขาราวกับผีพรายที่ผุดขึ้นจากแม่น้ำ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยประกายเย็นชา
ผู้มาใหม่ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากปรมาจารย์พิษกัวหยูชุน
เมื่อเห็นชายตรงหน้าได้ถนัด หัวใจของเจียงซานเจียแทบหล่นออกจากอก เขากวาดสายตาไปมองด้านข้างคนผู้นี้ทันที หากกัวหยูชุนอยู่ที่นี่ ไม่มีทางที่เขาจะโผล่ออกมาตามลำพัง คนอื่นๆก็ควรอยู่ที่นี่เช่นกัน
“เจ้าปฏิบัติต่อสุภาพสตรีเช่นนี้รึ!” คิ้วของมู่เสี่ยวหยุนขมวดมุ่นเมื่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
กัวหยูชุนโค้งคำนับและฉีกยิ้มเย็น “ต้องขออภัยนายหญิงที่ข้าต้องใช้วิธีนี้ ข้าหวังว่านายหญิงจะเข้าใจและไม่ทำให้ข้าลำบากใจไปมากกว่านี้”
แม้ประโยคของเขาจะสื่อถึงคำขอโทษแต่ดวงตาของเขากลับเต็มไปด้วยความคุกคาม
“ดี พูดได้ดี ไม่ทำให้พวกเจ้าลำบากใจไปมากกว่านี้งั้นรึ?” ดวงตาของมู่เสี่ยวหยุนหรี่ลงเมื่อเอ่ยต่อ “ถ้าข้าปฏิเสธคำเชิญของเจ้าเล่า เจ้าจะยิงธนูพวกนั้นเพิ่มหรือไม่ อยากก่ออาชญากรรมเพิ่มอีกกระมัง”
“แล้วนายหญิงจะให้คำตอบอย่างไรหรือขอรับ” มุมปากของกัวหยูชุนกระตุกยิ้มเยาะ สายตาที่จ้องเขม็งไปยังมู่เสี่ยวหยุนเต็มไปด้วยความมาดร้าย เจตนาฆ่าในดวงตาดำสนิทของเขาเหมือนพร้อมจะฉุดลากให้อีกฝ่ายลงสู่ขุมนรกได้ทุกเมื่อ
.
.
.
** ซื่อเว่ย คือ เม่น