วิญญาณดาบโลหิตล่องลอยดับสลายในเมืองหยู

“เช่นนั้น ก็เอาศพข้ากลับไปเถอะ!” มู่เสี่ยวหยุนตะโกนขึ้นอย่างเย็นชา ร่างกายของนางทะยานไปข้างหน้าทันที

“จับนางไว้!” กัวหยูชุนโบกมือส่งสัญญาณ

พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ! คนกลุ่มหนึ่งโผล่ออกมาจากด้านหลังของกัวหยูชุน พวกเขาวิ่งไปหามู่เสี่ยวหยุนและเจียงซานเจียทันที

พวกเขาคือส่วนหนึ่งในเจ็ดปรมาจารย์ของพรรคประกอบด้วย ‘ฝ่ามืออรหันต์หนานหมิง’ ‘ดอกสือซว่าน*พิษโอวหยางหยู’และ‘แส้เหล็กเปี้ยนฟาง’

ทั้งสามคนล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับสอง โดยเฉพาะโอวหยางหยูที่อยู่ในจุดสูงสุดของระดับสองใกล้เข้าสู่ระดับหนึ่งอย่างเลือนรางเต็มที นางจึงอยู่ในอันดับต้นๆของปรมาจารย์ทั้งเจ็ดแห่งพรรคเฉาโดยปริยาย

เปี้ยนฟางตวัดแส้ในมืออย่างรวดเร็ว แส้ทะยานออกเหมือนงูคลั่งโดยมีเป้าหมายเป็นลำคอของเจียงซานเจีย

เจียงซานเจียผู้เป็นเป้าหมายเริ่มเหงื่อตก เขาขยับหลบโดยอัตโนมัติ โดยไม่รู้ว่าเผลอหยิบแส้หางม้าที่ใช้ในพิธีกรรมมาฟาดใส่เปี้ยนฟางตั้งแต่เมื่อใด

เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!

เส้นด้ายที่ถักเป็นตัวแส้นั้นราวกับเหล็กกล้าที่หุ้มไปด้วยเข็มนับพัน มันไม่สามารถทำลายได้ง่ายๆ ในไม่ช้าแส้และแส้ต่างก็ฟาดฟันกัน ไม่มีการปะทะกันของอาวุธหนักแต่ภายใต้ผิวน้ำอันเงียบสงบกลับเกิดคลื่นใต้น้ำที่ซัดสูงขึ้นเรื่อยๆ หากตัดสินใจพลาดเพียงก้าวเดียวก็อาจพาชีวิตเข้าสู่ความตายได้

โอวหยางหยูและเปี้ยนฟางร่วมมือกันเพื่อล้อมรอบมู่เสี่ยวหยุนและเจียงซานเจียไว้ การเคลื่อนไหวที่ดักทุกช่องทางของพวกขาราวกับพายุกระหน่ำ ขังพวกเขาทั้งคู่ไว้ในเรือล่องทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ถนัด

อาการบาดเจ็บของเจียงซานเจียยังไม่หายดีและแม้ว่าพลังยุทธ์ของมู่เสี่ยวหยุนจะยอดเยี่ยมพอๆกับโอวหยางหยูที่อยู่ในจุดสูงสุดของระดับสองเช่นกัน แต่นางก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของโอวหยางหยูและเปี้ยนฟางที่ทำงานร่วมกัน ไหนจะหนานหมิงที่กระโดดเข้ามาโอบล้อมพวกเขาอีกทาง

บนแม่น้ำหยู ผู้คนเริ่มแออัด เกิดเหตุวุ่นวายราวกับมหาสมุทรกำลังพลิกคว่ำ เมื่อผืนน้ำกำลังปั่นป่วนเกิดคลื่นใต้น้ำที่เริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เรือบรรทุกสินค้าเริ่มโคลงเคลงอย่างรุนแรง ไม่ต้องพูดถึงเรือลำเล็กที่บางส่วนเริ่มพลิกคว่ำ

“ไม่ได้การ ถ้าปล่อยให้การต่อสู้ยืดออกไป เราได้เสียท่าจนอาจจบชีวิตลงได้” มู่เสี่ยวหยุนกัดฟันแน่น เมื่อถูกล้อมรอบด้วยผู้เชี่ยวชาญระดับสองจำนวนถึงสามคน นางก็สามารถประเมินได้ว่าพวกเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่สูสีกับอีกฝ่าย โดยเฉพาะกับโอวหยางหยู

“นายหญิง ไม่ต้องกังวลไป!”

ทันใดนั้น แสงดาบสีแดงฉานก็ปรากฎขึ้นท่ามกลางท้องฟ้าอันมืดสนิท มันพุ่งเข้าหากัวหยูชุนอย่างแรง

“นี่มันแสงดาบอะไรกัน?” โอวหยางหยูที่เหลือบไปเห็นแสงดาบที่กำลังพุ่งพล่าน แววตาก็ฉายแววประหลาดใจ

ผู้มาเยือนไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก ‘เซว่เฉิน’เจ้าของกระบวนดาบโลหิตล่องลอย

ทางฝ่ายกัวหยูชุน การที่ได้เข้าร่วมยุทธภพด้วยภาพลักษณ์ของบัณฑิตไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นเพียงบัณฑิตหน้าขาวเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นการที่เขากลายมาเป็นที่ปรึกษาคนสนิทของหลิวชิงซานได้ แน่นอนว่าเขาไม่ได้พึ่งพาความสามารถโดยอาศัยเพียงลมปากเพียงอย่างเดียว

เคร้ง!

กัวหยูชุนเห็นแสงดาบสีแดงฉานที่กำลังพุ่งเข้ามา เขาเหยียดมือออกและจับแสงดาบนั้นไว้ด้วยมือเปล่า จากนั้นก็หักมันลง แสงดาบแตกออกเป็นสองส่วนทันที

“ระดับหนึ่ง?”

เซว่เฉินเห็นแสงดาบของตนถูกทำลายก็เลิกคิ้ว ในในของเขารู้สึกสะท้านเล็กน้อย

ไม่น่าเชื่อว่า กัวหยูชุนผู้ที่ไม่เคยทำตัวโอ้อวดหรือโดดเด่นใดๆกลับกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับหนึ่ง แม้จะยังไม่ถึงขั้นปลุกบุปผามนุษย์แต่เขาคือผู้เชี่ยวชาญระดับหนึ่งอย่างแน่นอน ซึ่งคนที่ฝึกฝนตัวเองมาถึงระดับนี้ได้ย่อมเพียงพอที่จะยืนหยัดอยู่บนรายชื่อพยัคฆ์ได้

แต่ในบรรดารายชื่อพยัคฆ์ ไม่มีชื่อของกัวหยูชุน เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายทำตัวแบบเดียวกับเซว่เฉิน เขาเลือกปกปิดระดับพลังยุทธ์ของตัวเองมาโดยตลอด

“ผู้เชี่ยวชาญระดับหนึ่ง? เซว่เฉินเจ้าของกระบวนดาบโลหิตล่องลอย เจ้าคือนักดาบไร้เทียมทานผู้นั้นกระมัง”

เขาไม่เคยจินตนาการมาก่อนว่านักดาบไร้เทียมทานผู้นั้นที่สามารถฆ่าหลิวฮ่าวผิง ไท่หยุนซานและคนของพรรคเฉาได้จะกลายเป็นเซ่วเฉิน เจ้าของดาบโลหิตล่องลอบไปได้ ซึ่งมันแตกต่างไปจากที่เขาคาดหวังไปบ้าง

“อะไรนะ? นักดาบไร้เทียมทาน?” โอวหยางหยูและคนอื่นๆหันมาสบตากันด้วยความหวาดกลัวในแววตา

พวกเขาไม่คาดคิดว่าผู้ที่สังหารหลิวฮ่าวผิงและไท่หยุนซานจะเป็นเซ่วเฉิน

“ใช่ เป็นข้าเอง เซว่เฉินผู้นี้!”

เซว่เฉินยิ้มเยาะ ดาบในมือของเขาควงอยู่บนมือ เขาฝึกฝน‘ทักษะควบคุมทิศทางโลหิต’ซึ่งเป็นพลังการต่อสู้ระดับซวนหวู่ มันจะช่วยให้พลังโลหิตที่เขาครอบครองอยู่จับเป็นกลุ่มคล้ายกับเลือดแข็งตัวผสานเข้ากับกระบวนดาบโลหิตล่องลอยของเขายิ่งทำให้แสงดาบของเขาคล้ายกับสีเลือดแดงฉาน

“เช่นนั้นข้าจะลองประมือกับเจ้าสัก 2-3 กระบวนท่า” เสียงของกัวหยูชุนแหบเล็กน้อย มือของเขาเริ่มเหยียดออกอีกครั้ง ร่างของเขาก็เริ่มแผ่ไอสังหารรุนแรงทำให้แม่น้ำที่ปั่นปั่วนกลายเป็นม่านน้ำทันที

พระจันทร์ดวงโตสว่างไสวอยู่เหนือแม่น้ำสะท้อนลงมา ทำให้ดูคล้ายกับมันกำลังดึงม่านน้ำให้สูงขึ้นและส่งให้ม่านน้ำดูเปล่งประกายยิ่งขึ้น

เซ่วเฉินยังคงตวัดดาบยาวของเขาอย่างต่อเนื่อง โดยฟันผ่านม่านน้ำหลายชั้นอย่างแรง ปลายดาบของเขาเล็งไปที่กัวหยูชุนที่อยู่ตรงกลางม่านน้ำ

พรึ่บ! พรึ่บ!

เคร้ง! เคร้ง!

ภายในม่านน้ำ แสงดาบสั่นไหว แสงโลหิตกระจัดกระจาย เสียงสะท้อนก้องไปทั่วหู

ตู้ม!

หยดน้ำถูกซัดเข้ามาโจมตีเจียงซานเจีย หยดน้ำพวกนั้นดูเป็นสีทองและดูเหมือนสีเลือดในเวลาเดียวกัน มันมีทั้งพลังภายในของกัวหยูชุนและเซว่เฉินผสมกัน

ฉึก!

หยดน้ำนั้นกระเด็นถูกขาของเจียงซานเจีย ความรู้สึกราวกับถูกริชอันคมกริบแทงเข้า สร้างความเจ็บปวดให้เขาจนหน้าผากเต็มไปด้วยเหงื่อ

“รีบหลบเร็วเข้า!”

นี่คือการต่อสู้ของผู้เชี่ยวชาญระดับหนึ่ง!

กลุ่มคนที่อยู่ใกล้ฉากต่อสู้ดังกล่าวต้องถอยห่างจากรัศมีการต่อสู้ของผู้เชี่ยวชาญระดับหนึ่ง พวกเขาถอยห่างออกมาไม่ให้ใกล้เกินไปแต่ก็ไม่ไกลเกินกว่าจะเห็นฉากนั้นได้

แม้พวกเขาทั้งคู่จะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับหนึ่งที่ไมได้ปลุกบุปผามนุษย์แต่ความผันผวนของพลังภายในของพวกเขาเป็นสิ่งที่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสองไม่สามารถเข้าใกล้ได้

ท่านกลางม่านน้ำ การต่อสู้อันเข้มข้นยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง สีแดงฉานยังคงโดดเด่นอยู่ในม่านน้ำ เมื่อแสงจันทร์ส่องลงมายิ่งเพิ่มสีแดงเลือดของมันให้เข้มขึ้น

“ทักษะดาบในระดับสามงั้นรึ? ดาบโลหิตล่องลอยอันน่าเกรงขาม การที่เจ้าอยู่ในลำดับท้ายๆของรายชื่อพยัคฆ์หมอบซ่อนมังกร ช่างประเมินความสามารถของเจ้าต่ำเกินไปจริงๆ”

ใบหน้าของกัวหยูชุนเคร่งขรึมขึ้น มีรอยแผลปรากฏอยู่บนแก้มซีดๆของเขา ซึ่งชัดเจนว่ามันเกิดจากดาบโลหิตล่องลอย

ตอนนี้ เขายังตระหนักได้ว่าเซว่เฉินจงใจปกปิดระดับพลังของตัวเองเอาไว้อย่างแน่นอน

“เจ้าชมข้าเกินไปแล้ว”

การแสดงออกของเซว่เฉินยังคงไม่เปลี่ยนแปลงและการหมุนดาบยาวของเขาอีกครั้ง ก็ทำให้หยดน้ำที่อยู่รอบๆเริ่มถูกดึงเข้ามาและเริ่มกลายเป็นกระแสน้ำวนขนาดย่อม

นี่คือวิชาทักษะควบคุมทิศทางโลหิต!

ชั่วพริบตา กัวหยูชุนก็รู้สึกว่าบาดแผลบนใบหน้าของเขาเริ่มมีเลือดออกในปริมาณที่เพิ่มขึ้น ราวกับมันถูกกระแสน้ำวนดูดกลืนเข้าไป หากปล่อยทิ้งไว้เช่นนี้ เขาต้องถูกดูดเลือดออกจากร่างกายจนหมด

“ดูท่าไม่ดีแล้ว” สีหน้าของกัวหยูชุนเคร่งเครียดขึ้น ขณะที่เขาใช้พลังภายในต่อต้านแรงดึงดูดนั้น

“พวกท่านหนีไปเร็วเข้า!” เซว่เฉินตะโกนเสียงดัง แกว่งดาบยาวในมืออีกครั้ง กระแสน้ำวนสีแดงเลือดก็พุ่งเข้าหากัวหยูชุน รวมถึงตัวเขาก็ถูกดึงเข้าไปในกระแสน้ำวนดังกล่าว ทะยานเข้าหากัวหยูชุนอย่างรวดเร็ว

“ช่วยข้าก่อน!” กัวหยูชุนตะโกนเสียงดังเช่นกัน พลังภายในของเขากำลังสั่นคลอน ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำโดยรอบพุ่งสูงขึ้นอย่างปั่นป่วน

แม่น้ำโดยรอบกำลังปั่นป่วน! ระดับน้ำในแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวกรากยกสูงขึ้นราวกับกำแพงเมืองที่โผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำ

เมื่อเห็นเช่นนั้น ผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆในพรรคเฉาก็ใช้พลังทั้งหมดที่มีรีบถลาเข้าไปหากัวหยูชุนทันที

กำแพงน้ำในแม่น้ำหยูยากที่จะฝ่าเข้าไปได้ง่ายๆ ราวกับมันทำด้วยเหล็กกล้าหรือทองแดง

“เร็วเข้า รีบหนีกันเถอะ!” มู่เสี่ยวหยุนรีบคว้าร่างของเจียงซานเจียที่บาดเจ็บขึ้นมาและใช้โอกาสนี้ในการหลบหนี นางมองเข้าไปในม่านน้ำที่มีเซว่เฉินต่อสู้กับกัวหยูชุนด้วยสายตาที่ยากจะอธิบาย ก่อนจะลากร่างของเจียงซานเจียหลบหายไปจากเรือล่อง

คนอื่นๆได้แต่เฝ้าดูอย่างขัดใจแต่ไม่สามารถทำอะไรได้เมื่อเห็นทั้งสองหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุ

“มุ่งความสนใจไปที่นักดาบไร้เทียมทานก่อน!” เสียงแหบพร่าของกัวหยูชุนมีเค้าลางเจตนาฆ่าก่อนะส่งพลังทั้งหมดไปยังฝ่ายตรงข้ามทันที

ดวงตาของเซว่เฉินเป็นประกายเข้มขึ้น เขาไม่มีแม้แต่ความลังเลในแววตาเมื่อดันพลังทั้งหมดออกไปพร้อมกับแสงดาบโลหิต

ปั้ง!

ทันทีที่แสงโลหิตและแสงสีทองปะทะกัน ราวกับสวรรค์ถล่มลงมา ทำให้ทุกอย่างชะงักค้าง ตามมาด้วยพลังที่พุ่งพล่านและปั่นป่วนที่สะท้อนมายังดาบในมือของเซ่วเฉิน รวมทั้งร่างของกัวหยูชุนที่กระเด็นออกไป

“อั่ก!” เซว่เฉินกระอักเลือดออกมาราวกับอวัยวะภายในของเขาถูกทำลายจากแรงสะท้อนนั้น

“อย่าปล่อยให้เขาหนีไปได้” กัวหยูชุนที่เลือดซึมออกมาจากมุมปากร้องสั่งคนที่เหลือ

“ไม่ต้องห่วง ข้าไม่ปล่อยให้เขาหนีไปอย่างแน่นอน” ดวงตาของโอวหยางหยูเปล่งประกายเย็นชาขณะที่ไล่ตามร่างของเซว่เฉินที่ได้รับบาดเจ็บราวกับสายลมหมุน

ดาบในมือของโอวหยางทั้งรวดเร็วและเย็นยะเยือกราวกับน้ำแข็ง ดูเหมือนจะแช่แข็งอากาศโดยรอบให้อยู่กับที่

ฉึก!

ดาบเล่มนั้นแทงทะลุหัวใจของเซว่เฉินในจังหวะที่เขาหันมาเผชิญหน้ากับโอวหยางหยู ใบหน้าของเซว่เฉินแข็งค้างขึ้น เขายื่นมือมาจับใบดาบแน่น โอวหยางหยูบิดด้ามดาบและดันดาบที่เสียบอยู่กลางอกของเซว่เฉินไปข้างหน้าต่อ ทั้งสองร่างถลาไปข้างหน้าจนกระทั่งร่างของเซว่เฉินไปกระแทกกับดาดฟ้าเรือ ใบดาบทะลุผ่านร่างเซว่เฉินไปปักลงตรงดาดฟ้าเรือก่อนจะหยุดลง

“อั่ก”

เซว่เฉินกระอักเลือดออกมา แสงในดวงตาของเขาค่อยๆหรี่ลง

ปีนั้น ดอกท้อบานสะพรั่ง ใครจะรู้ว่าปีนี้จะเป็นอย่างไร...

สติกำลังขาดห้วง เขาอยู่ในอาการมึนงง ดวงตาพร่ามัว ราวกับกำลังย้อนเวลากลับไปในอดีต

“นาย...หญิง..ไม่สิ..คุณหนู..รีบหนี..ไป...” ก่อนที่เขาจะได้พูดสิ่งใดต่อ ศีรษะของเขาก็ค่อยเอียงลงและลมหายใจของเขาก็ดับสูญไปตลอดกาล

ด้วยความร่วมมือของกัวหยูชุน โอวหยางหยูและหนานหมิง ในที่สุดเซ่เฉินก็ต้องพ่ายแพ้พร้อมกับพบจุดจบของเขา

“นี่นะรึ นักดาบไร้เทียมทาน? ข้าก็นึกว่าจะมีอะไรพิเศษกว่านี้เสียอีก” โอวหยางหยูเยาะเย้ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา จากนั้นก็ดึงดาบของตัวเองออกมาจากร่างของอีกฝ่าย

ร่างของเซว่เฉินที่ไม่มีดาบปักพยุงร่างเอาไว้ จึงตกลงพื้นอย่างแรง

“แต่ถึงอย่างนั้นเซว่เฉินก็แข็งแกร่งจริงๆ ถ้าไม่ใช่เพราะท่านรองประมุขพรรคอยู่ที่นี่กับเราด้วย พวกเราก็คงตกอยู่ในอันตราย”

หนานหมิงเดินเข้ามาสมทบและเอ่ยเสียงจริงจัง “ตอนนี้เซว่เฉินตายแล้ว ถือว่าเราได้แก้แค้นให้พี่น้องของเราแล้ว”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ปรมาจารย์ของพรรคเฉาที่เหลือก็มีสีหน้าเศร้าหมอง

นักดาบไร้เทียมทานได้ตายไปแล้วแต่ไท่หยุนซานก็ไม่มีวันฟื้นกลับมาเช่นกัน

“ส่งข่าวออกไป ว่านักดาบไร้เทียมทานถูกสังหารแล้วและในเทศกาลยวี๋หลานเผินเจี๋ย เราจะตัดศีรษะของเขาเสียบประจานต่อหน้าสาธารณชน ส่วนสองคนนั้น...”

กัวหยูชุนมองไปยังทิศที่มู่เสี่ยวหยุนและเจียงซานเจียหนีไปแล้วเอ่ยช้าๆ “ค้นหาในทั่วเมือง ข้าต้องการจับสองคนนั้นให้ได้”

**ดอกสือซว่าน คือดอกพลับพลึงแมงมุมแดง

ตอนก่อน

จบบทที่ วิญญาณดาบโลหิตล่องลอยดับสลายในเมืองหยู

ตอนถัดไป