บทที่ 26 สอนริเบรี่
บทที่ 26 สอนริเบรี่
ผลแพ้ชนะในเกมเดียวอาจไม่มีความหมายอะไรนัก ลีกทูเป็นลีกที่ยาวนาน มีทั้งหมด 24 ทีม ต้องแข่งขันกันถึง 46 นัดต่อฤดูกาล ทีมที่หัวเราะทีหลังจึงเป็นผู้ชนะตัวจริง
แต่สิ่งที่ทำให้แฟนบอลน็อตต์สเคาน์ตี้เซ็งยิ่งกว่าการแพ้ คือการที่สองคู่ปรับร่วมเมืองกลับคว้าชัยชนะได้
น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ เปิดหัวศึกลีกวันด้วยการอัดเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ดแบบขาดลอย เล่นในบ้านได้อย่างดุดันจนคู่แข่งแทบไม่มีโอกาสตอบโต้
โอเค ฟอเรสต์อยู่คนละลีกกันกับน็อตต์สเคาน์ตี้ พวกเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันโดยตรง ยังพอทำเป็นเมินเฉยได้
แต่แมนส์ฟิลด์ ทาวน์ไม่ใช่แบบนั้น
ตระกูลปอซโซ่ขนผู้เล่นอิตาเลียนมาเสริมทัพทีเดียว 14 คน ทำให้ทีมแทบไม่ต้องเสียเวลาปรับจูนแผนการเล่น พวกเขาประเดิมฤดูกาลใหม่ด้วยการชนะนอร์ธแธมป์ตัน 2-0 แบบไม่ยากเย็น
ด้วยเหตุนี้ แฟนบอลแมนส์ฟิลด์จึงออกมาเยาะเย้ยแฟนบอลน็อตต์สเคาน์ตี้ทันที พวกเขาอวดว่าไม่จำเป็นต้องทุ่มเงินมหาศาลก็สามารถสร้างทีมที่แข็งแกร่งได้ แค่ยืมตัวแข้งอิตาลีที่ไม่ได้ลงสนามในเซเรียอามาก็เพียงพอแล้ว ดูอย่างพวกเขาสิ เปลี่ยนจากทีมหนีตกชั้นมาเป็นทีมลุ้นแชมป์ได้ในชั่วพริบตา
แฟนบอลน็อตต์สเคาน์ตี้ไม่มีข้อโต้แย้งมากนัก ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าทีมของพวกเขายังต้องใช้เวลาปรับจูน แต่เมื่อทุกอย่างลงตัวเมื่อไหร่ แมนส์ฟิลด์ที่อาศัยแต่นักเตะยืมตัวคงไม่มีทางสู้พวกเขาได้ และสุดท้ายทีมที่ได้ฉลองชัยชนะจะต้องเป็นน็อตต์สเคาน์ตี้แน่นอน
ราวกับสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (EFL) ได้ยินเสียงของพวกเขา สองวันหลังจบนัดแรก พวกเขาก็ออกกฎใหม่เกี่ยวกับการยืมตัวนักเตะ ซึ่งทำให้แฟนบอลน็อตต์สเคาน์ตี้ยืดอกเย้ยแมนส์ฟิลด์กลับได้ทันที
กฎใหม่กำหนดว่า ในวันแข่งขัน แต่ละทีมสามารถใส่ชื่อนักเตะยืมตัวได้สูงสุด 5 คน และจากสโมสรเดียวกันได้ไม่เกิน 4 คน ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในฤดูกาลหน้า
กล่าวคือ แม้ในฤดูกาลนี้ แมนส์ฟิลด์จะยังใช้แผนยืมนักเตะล้นทีมได้โดยไม่ผิดกฎ แต่พอถึงฤดูกาลถัดไป พวกเขาต้องเลือกว่าจะซื้อขาดนักเตะบางรายหรือปล่อยคืนต้นสังกัดไป
ความจริงแล้ว สมาคมฟุตบอลอังกฤษอยากจะบังคับใช้กฎนี้ทันที เพราะทีมอื่น ๆ ในลีกทูไม่พอใจกับเรื่องนี้มาก แต่เพราะเป็นจุดอ่อนของกฎที่มีอยู่แล้ว พวกเขาไม่สามารถบังคับให้แมนส์ฟิลด์ยกเลิกสัญญายืมตัวได้ จึงต้องรอให้ถึงฤดูกาลหน้าก่อน
แฟนบอลน็อตต์สเคาน์ตี้พากันเฮลั่น พวกเขาเชื่อว่าต่อให้แมนส์ฟิลด์เลื่อนชั้นไปลีกวันได้ ปีหน้าพอไม่มีพวกนักเตะยืมตัวเหล่านี้แล้ว พวกเขาก็คงร่วงกลับมาลีกทูเหมือนเดิม แล้วก็ตามตูดน็อตต์สเคาน์ตี้ไปเรื่อย ๆ
เกมที่สองของฤดูกาล น็อตต์สเคาน์ตี้ต้องบุกไปเยือนบริสตอล ซิตี้
ทีมเจ้าถิ่นที่จบอันดับกลางตารางเมื่อฤดูกาลก่อน เริ่มต้นซีซั่นนี้ได้อย่างแข็งแกร่ง ถล่มสวินดอน 3-0 และด้วยผลต่างประตูได้เสีย พวกเขาขึ้นไปอยู่อันดับสอง เป็นรองแค่ไบรตันที่ชนะขาด 4 ลูก
ก่อนแข่ง ไม่มีใครเชื่อน็อตต์สเคาน์ตี้จะทำได้ดี เพราะเทียบฟอร์มแล้วต่างกันราวฟ้ากับเหว
และผลลัพธ์ก็เป็นไปตามที่หลายคนคาด น็อตต์สเคาน์ตี้แพ้อีกครั้ง 0-1
แต่ต่างจากนัดแรก ครั้งนี้พวกเขาไม่ได้เป็นรองเรื่องรูปเกม ประตูที่เสียไปเกิดจากความผิดพลาดของริเบรี่ที่เลี้ยงบอลจนเสียในแดนตัวเอง แล้วโดนสวนกลับ
การเปิดฤดูกาลด้วยสถิติแพ้สองนัดรวด ทำให้น็อตต์สเคาน์ตี้มีเพียงผลต่างประตูได้เสียที่ช่วยให้พวกเขาไม่จมบ๊วยของตาราง และในแง่ของคะแนนแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้ต่างจากทีมที่อยู่ท้ายตารางอีก 4 ทีมเลย
แน่นอนว่าสื่อไม่ได้สนใจรายละเอียดของเกม พวกเขามองแค่ผลการแข่งขัน และตราบใดที่น็อตต์สเคาน์ตี้แพ้ พวกเขาก็จะมีเรื่องให้เล่นข่าว
เลิฟยังคงถูกโจมตีอย่างหนัก เดวิดเองก็ถูกตำหนิว่าเป็นประธานสโมสรที่มองคนผิด
แต่คนที่ถูกวิจารณ์หนักที่สุดคือ ไอ้หน้าบาก ฟร้องค์ ริเบรี่
แม้อิเนียสต้าจะหายป่วยแล้ว แต่สภาพร่างกายยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ เลิฟจึงให้ริเบรี่ลงเล่นเป็นตัวจริงต่อ
ทว่า ริเบรี่ยังคงเล่นแบบเดิม ไม่ยอมจ่ายบอล และไม่เข้ากับแท็กติกของทีม จนเป็นต้นเหตุของประตูที่เสียไป ทำให้เขาถูกแฟนบอลและสื่อมองว่าเป็นตัวการของความพ่ายแพ้
ดูเหมือนถึงเวลาต้องจัดการเรื่องนี้แล้ว เดวิดไม่เข้าใจเลยว่าทำไมในอดีต นักเตะระดับรางวัลบัลลงดอร์อย่างริเบรี่ ถึงเคยมีพฤติกรรมแบบนี้มาก่อน
หลังจบการฝึกซ้อมวันนี้ เดวิดเรียกริเบรี่เข้ามาคุยเป็นการส่วนตัวในห้องทำงาน ทั้งคู่ต่างนั่งลงที่โซฟา
ริเบรี่ดูประหม่า เขารู้ตัวว่าช่วงนี้โดนวิจารณ์หนัก และแฟนบอลหลายคนก็โทษว่าเขาคือสาเหตุที่ทำให้ทีมแพ้ ทำให้เขารู้สึกไม่ยุติธรรม
เดวิดมองใบหน้าที่แทบไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาแล้วก็อดขำไม่ได้ ใบหน้าของริเบรี่เหมือนเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เกิด
"ฟร้องค์ นายก็คงรู้ว่าฉันเรียกนายมาทำไม" เดวิดวางแก้วน้ำสองใบลงบนโต๊ะแล้วยิ้มพูด
ริเบรี่ยิ่งเครียดหนัก เมื่อได้ยินเดวิดเริ่มพูด สีหน้าของเขายิ่งวิตกกังวล
หรือว่าน็อตต์สเคาน์ตี้กำลังจะขายเขาทิ้ง?
เขาเคยเล่นให้ทีมในลีกสมัครเล่นของฝรั่งเศสโดยไม่มีแม้แต่สัญญาอาชีพ สำหรับคนที่แทบไม่ได้เรียนหนังสืออย่างเขา ถ้าหากล้มเหลวในเส้นทางนักฟุตบอล ก็คงไม่มีอนาคตอะไรเลย
การเซ็นสัญญากับน็อตต์สเคาน์ตี้คือสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต แม้ทีมจะยังอยู่ในลีกทู แต่เขาก็เป็นนักเตะอาชีพอย่างเต็มตัว ได้ค่าเหนื่อยที่ไม่เลวเลย เมื่อเทียบกับระดับลีก นี่คือสิ่งที่เขาไม่เคยคิดฝันมาก่อน
ถ้าหากโดนขายออกไปตอนนี้ จะมีทีมไหนอยากได้เขาอีกล่ะ?
นี่เขาต้องหมดอนาคตแล้วจริง ๆ หรือ?
ริเบรี่เริ่มมีเหงื่อซึมออกมาตามไรผม
เดวิดไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจินตนาการไปไกลแค่ไหน แต่เมื่อเห็นริเบรี่ดูเครียดขึ้นเรื่อย ๆ เขาจึงรีบพูดต่อ
"ฟร้องค์ นายมีนิสัยติดตัวจากการเล่นบอลข้างถนนหลายอย่าง แต่ในเมื่อเป็นนักเตะอาชีพแล้ว นายก็ต้องปรับตัวให้ได้"
"ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมนายถึงไม่ยอมจ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีม ผลที่ตามมาก็คือ ในสองนัดที่นายลงเป็นตัวจริง การโจมตีทางกราบซ้ายของทีมแทบจะไร้ประสิทธิภาพไปเลย"
"แม้ว่าการเลี้ยงบอลของนายจะดี แต่ไม่มีทางที่นายจะเอาชนะคู่แข่งได้ด้วยตัวคนเดียว"
"เมื่อฝ่ายตรงข้ามรู้ว่านายไม่จ่ายบอล พวกเขาก็จะรับมือกับการเลี้ยงบอลของนายได้ง่ายขึ้น ฉันคิดว่านายก็น่าจะเข้าใจเรื่องนี้นะ"
หลังจากได้ยินคำพูดของเดวิด ริเบรี่ก็ก้มหน้าลง เขาเองก็รู้ว่าข้อเสียของตัวเองคืออะไร ตอนที่เล่นบอลข้างถนน เขาไม่เคยคิดจะเล่นเป็นทีมเลย
"จริง ๆ แล้ว ฉันคาดหวังในตัวนายมากนะ ฉันหวังว่าสักวันหนึ่งนายจะกลายเป็นสุดยอดปีกระดับเดียวกับ ฟิโก้ หรือ กิ๊กส์ แต่ต้องรู้ไว้ว่า ไม่มีซูเปอร์สตาร์คนไหนที่ไม่รู้จักจ่ายบอลหรอก นักเตะที่เก่งต้องเล่นให้เข้ากับทีม"
ริเบรี่พยักหน้าเห็นด้วย ความรู้สึกได้รับการยอมรับเช่นนี้ทำให้เขาประทับใจ นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนมองเขาด้วยความคาดหวังแบบนี้
"ท่านประธาน ผมจะพยายามเล่นให้เข้ากับทีมมากขึ้น ไม่ต้องห่วงครับ!" ริเบรี่กล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
เดวิดยิ้มแล้วโบกมือ "ฉันหวังว่าสิ่งที่ฉันทำจะไม่ใช่การเร่งรัดเกินไป ฉันจะบอกให้ อายิว ช่วยฝึกเรื่องการเล่นเป็นทีมให้กับนายโดยเฉพาะ และอย่าลืมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมทีม นี่เป็นเรื่องสำคัญ!"
การพูดคุยครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่น ริเบรี่ไม่ได้แสดงท่าทีแข็งกระด้างเลย อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เขายังเป็นแค่นักเตะที่ไม่มีชื่อเสียง อนาคตเขาจะเปลี่ยนไปหรือไม่นั้น เดวิดก็ยังไม่แน่ใจ
แต่เขาเชื่อว่าริเบรี่จะทำได้อย่างที่พูด
(โปรดติดตามตอนต่อไป!)