บทที่ 5 วางตัวให้กลมกลืน
“ตกลง ไม่มีปัญหา วันนี้ลองมาขายของที่นี่ก่อน ถ้าขายดี พรุ่งนี้ก็มาต่อ รบกวนพี่ๆ ช่วยกันดูแลหน่อยนะครับ”
หยางเหวินตงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม พร้อมหยิบเงินส่งให้ชายที่เป็นหัวหน้า
ก่อนหน้านั้นเขาก็ไปสืบราคามาแล้ว ค่าที่วันละห้าเหมา ซึ่งประมาณรายได้ครึ่งวันของคนธรรมดาเลยทีเดียว
ที่จริงก็เพราะที่นี่เป็นตลาดสด มีคนเยอะ ส่วนที่อื่นๆ ราคาจะถูกกว่านี้ แต่กลับไม่มีคนเดินผ่านมากนัก
ชายหนุ่มที่เป็นหัวหน้ารับเงินไป แล้วมองหยางเหวินตงอย่างพึงพอใจ พลางพูดว่า
“ได้ รู้ธรรมเนียมดีนะ นายขายอะไรล่ะ?”
“ผมทำกระบอกไม้ไผ่ไว้ใช้ดักหนูครับ” หยางเหวินตงตอบพร้อมรอยยิ้ม
“ดักหนู? โอ้ดีสิ ได้ผลไหม? บ้านฉันก็จะโดนหนูรุมจนแย่แล้ว” หัวหน้าเอ่ยถามอย่างสนใจ
หยางเหวินตงรีบตอบ “ดักหนูได้แน่นอน จับได้ทุกตัว ถ้าอยากลองก็เอาไปใช้ดูก่อนได้เลย ฟรีครับ”
“อืม โอเค ถ้าจับได้จริง พรุ่งนี้ฉันจะพานายไปตรงที่คนเยอะกว่านี้” หัวหน้าคนนั้นก็รับไปแบบไม่ลังเล เขาและลูกน้องอีกสองสามคนต่างหยิบคนละอันแล้วก็เดินจากไป
ดูเหมือนว่าการเอาของจากพ่อค้าแม่ค้าตัวเล็กๆ โดยไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม เป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว
“พี่ตง ทำไมพี่ใจดีขนาดนี้ ไม่กลัวพวกเขากลับมาพรุ่งนี้ แล้วยึดของเราไปฟรีๆ อีกหรือไง?”
จ้าวลี่หมิงถามอย่างกังวล
หยางเหวินตงพยักหน้า “มีโอกาสอยู่ แต่ต้นทุนเราก็ไม่เยอะ แค่เสียเวลาทำไปบ้าง สำคัญคือขอให้เรายืนหยัดขายของที่นี่ได้ ขอแค่ขายได้ครึ่งเดียวก็คุ้มแล้ว”
ในยุคนั้น ถ้าคิดจะตั้งแผงขายข้างทาง ก็ต้องเจอกับค่า ‘คุ้มครอง’ ทั้งจากแก๊งอันธพาลและตำรวจฮ่องกง
โชคดีที่เพื่อให้ตลาดสงบสุข คนพวกนี้จะไม่เอาเรื่องมั่วซั่วไปเรื่อย ขอแค่ยอมจ่ายก็พออยู่ได้
แม้จะอึดอัดใจ แต่ทำอะไรไม่ได้ ถ้ายังเปลี่ยนแปลงสังคมไม่ได้ ก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับสังคมนั่นเอง
วันแรกที่ทั้งสองออกมาตั้งแผงก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว แม้หยางเหวินตงจะพยายามพูดจาชวนเชื่อแค่ไหน สุดท้ายขายได้แค่กับดักหนู 2 อัน รวมเป็นรายได้ 1 ดอลลาร์ฮ่องกง
หักค่าที่ 5 เหมาแล้ว เหลือกำไรเพียงเล็กน้อย ยังไม่ได้นับค่าแรงตัวเองกับจ้าวลี่หมิงด้วยซ้ำ
ดีที่ตลาดสดมีคนเดินแค่ช่วงเช้า พอถึงบ่ายหยางเหวินตงกับจ้าวลี่หมิงก็กลับมานั่งทำกระบอกดักหนูเพิ่มอีกสิบกว่าชิ้น
เช้าวันต่อมา พวกเขายังคงมาตั้งที่เดิม แต่ยังไม่ทันมีลูกค้าสักคน ก็มีชายกลุ่มเดิมที่มาเก็บเงินเมื่อวานเดินเข้ามา
“ไอ้หนุ่ม ของนายใช้ได้ผลดีนะ เมื่อวานที่บ้านฉันจับได้หนูตัวนึง” ชายคนนั้นกล่าวอย่างพึงพอใจ หลังเก็บเงินไปอีกรอบ
หยางเหวินตงจึงยิ้มตอบ “พี่ครับ ในตลาดนี้หนูก็เยอะเหมือนกัน ซื้อไปเพิ่มดีไหมครับ ผมขายถูกกว่ากับดักกรงตั้งสิบเท่าแน่ะ”
“ฮ่าๆ นายนี่ฉลาดใช้ได้ แต่เรื่องนี้ฉันตัดสินใจเองไม่ได้หรอก” ชายหัวหน้าเอ่ยยิ้ม
“พี่ ถ้าตกลงได้ ผมแบ่งสัดส่วน 7:3 พี่ 7 ผม 3 เป็นไงครับ?” หยางเหวินตงกดเสียงให้เบาลง
“ใจกล้าดีนะ ตลาดตงนี่ยังไม่เคยมีใครเสนอแบบนี้เลย” หัวหน้าคนนั้นฟังแล้วก็อดชมไม่ได้ “งั้นรอฉันไปคุยข้างบนก่อน ถ้าตกลงได้จะกลับมาตามหานาย”
“ตกลงครับ พี่ชื่ออะไรเหรอ?” หยางเหวินตงถาม
“เรียกฉันว่าอาเปียวก็ได้” เขาตอบ
“เข้าใจแล้วครับ พี่เปียว” หยางเหวินตงพยักหน้า
อาเปียวต่อ “เอาอย่างนี้ ตามฉันเข้าไปข้างในหน่อย ข้างในคนเยอะ นายขายดีกว่าแน่ ส่วนเรื่องแบ่งสัดส่วนนั่นฉันก็ยังการันตีไม่ได้หรอกนะ”
“ได้เลย ขอบคุณมากครับ พี่เปียว” หยางเหวินตงรีบกล่าวขอบคุณ
ตอนนี้ถ้าอยากทำเงินที่นี่ ก็ต้องพึ่งให้พวกเขา “เมตตา” อย่างน้อยก็อย่าเพิ่งกลั่นแกล้งเรา
อาเปียวยังว่า “แต่ข้างในมีกฎ จ่ายวันละ 1 เหรียญ เปลี่ยนไม่ได้”
“ไม่มีปัญหาครับ” หยางเหวินตงตอบทันที ขอแค่ขายได้เยอะหน่อยก็พอจะคืนทุนแล้ว
อาเปียวเห็นว่าหยางเหวินตงคุยง่าย จึงบอกว่า
“งั้นไปกันเถอะ เดี๋ยวฉันพาไป แต่อย่าไปรบกวนร้านคนอื่นนะ”
“ครับพี่” หยางเหวินตงตอบตกลงอย่างไม่ลังเล
จากนั้นทั้งสองก็เดินตามอาเปียวไปจนถึงบริเวณปากทางเข้าตลาด แม้จะไม่ใช่ในร่มแต่ก็มีคนเดินพลุกพล่านกว่าตรงแรก
เหล่าแม่ค้าและพ่อค้าเดินเร่บางคนเห็นพวกเขาเข้ามา ก็มองด้วยสายตาเป็นศัตรูอยู่พักหนึ่ง
แต่พออาเปียวกับพวกไปแล้ว พอได้คุยกันหน่อย ก็รู้ว่าพวกเขามาขายกระบอกดักหนู ไม่ได้สินค้าซ้ำกัน ส่วนใหญ่ก็เลยไม่ได้สนใจ บางคนยังสนใจจะซื้อเพราะที่บ้านเจอปัญหาหนูเหมือนกัน
หยางเหวินตงเลยโชว์ฝีปากขาย ได้ลูกค้าเพิ่มอีกหลายคน
“แปลกนะ คนพวกนี้ไม่มีวิธีแก้หนูมาก่อนเหรอ?” จ้าวลี่หมิงสงสัยหลังเห็นมีคนซื้อหลายราย
หยางเหวินตงยิ้ม “อาจจะเคยใช้ แต่คิดว่าหนูจะจัดการได้ง่ายเหรอ? มันฉลาดแล้วก็ระแวงมาก
ถ้ามีตัวไหนถูกดักหรือตายด้วยวิธีไหน ตัวอื่นๆ ก็จะเรียนรู้ ไม่เข้าใกล้วิธีนั้น หรือปล่อยกลิ่นเตือนตัวอื่นได้ด้วย”
“โห ขนาดนั้นเชียว” จ้าวลี่หมิงไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้ เพราะบ้านเขาเองก็แออัดจนแทบไม่มีอะไรกิน หนูเลยไม่ค่อยเยอะ
“จริงๆ มันยิ่งกว่านี้อีก ไม่ว่าวิธีไหนก็เป็นแค่การแก้ปัญหาปลายเหตุ” หยางเหวินตงยิ้ม
“ถึงประเทศที่พัฒนาแล้ว เขาก็ยังต้องใช้มาตรการหลายอย่าง สุดท้ายก็แค่ควบคุมได้ชั่วคราว พอผ่อนคลาย หนูก็กลับมาอีกเป็นกองทัพ”
จ้าวลี่หมิงกัดหมั่นโถวคำหนึ่งแล้วถาม “แล้วไม่มีวิธีแก้ถาวรเลยเหรอ?”
“ก็มีนะ แถวๆ เขาไท่ผิงน่ะ บ้านหรูๆ ก็ไม่ค่อยมีหนูหรอก ถ้าเราทุกคนได้อยู่บ้านแบบนั้น ก็คงไม่ต้องห่วงเรื่องหนูแล้ว”
หยางเหวินตงหัวเราะ
จ้าวลี่หมิงบ่น “ฝันกลางวันไปหรือเปล่าเนี่ย”
หยางเหวินตงว่า “การแก้ปัญหาพวกนี้เป็นหน้าที่รัฐบาล เราดูแลตัวเองให้ดี หาเงินเยอะๆ สำคัญที่สุดตอนนี้”
“อืม” จ้าวลี่หมิงพยักหน้าเห็นด้วย
แค่ช่วงครึ่งเช้าวันนั้น พวกเขาก็ขายกระบอกดักหนูได้ 7–8 อัน แม้จะยังไม่คืนทุน แต่ก็เห็นเค้าลางความหวัง อย่างน้อยก็ดีกว่าการออกไปทำงานแบกหาม
แน่นอน อาจเพราะเพิ่งมาใหม่ คนเลยสนใจ พอขายไปเรื่อยๆ ก็ไม่รู้ว่าจะดีได้ตลอดไหม
หลังจากนั้นอีกหลายวัน ทั้งคู่ก็ยังคงจ่ายค่าที่วันละ 1 เหรียญ มาตั้งแผงขายช่วงเช้า แล้วพอตอนบ่ายก็กลับไปทำกระบอกดักหนูเพิ่ม
แม้กำไรต่อวันจะไม่มาก แต่อย่างน้อยก็ดีกว่างานใช้แรงที่ทำๆ กันมาก่อน
จนกระทั่งบ่ายวันที่ห้า หลังจากหยางเหวินตงและจ้าวลี่หมิงกลับจากตลาดตง ซูอีอีเดินเข้ามาหาแล้วบอกว่า
“พี่ตง วันนี้ฉันเห็นมีคนทำกระบอกดักหนูเหมือนของเราเลยค่ะ”