บทที่ 6 โฉมหน้าที่แท้จริงเผยออกมา
หยางเหวินตงไม่ได้ใส่ใจ แต่กลับหัวเราะแล้วพูดว่า
“ไวจัง? ดูท่าจะมีคนที่ตาแหลมเหมือนกันนะ!”
“นายไม่โกรธเหรอ?” ซูอีอีถามด้วยความสงสัย
หยางเหวินตงส่ายหน้าแล้วพูดว่า
“โกรธทำไมล่ะ ผมก็ไปยุ่งกับคนอื่นไม่ได้หรอก เธอเห็นคนอื่นหาเงินด้วยวิธีนี้ได้ เธอไม่อยากลองเรียนรู้บ้างเหรอ?”
ตั้งแต่เริ่มทำกระบอกดักหนู หยางเหวินตงก็รู้อยู่แล้วว่า ถ้าของชิ้นนี้ทำเงินได้บ้าง ก็ต้องมีคนอื่นลุกขึ้นมาทำตามอย่างแน่นอน
ถึงในห้องพักสลัม แถวนี้จะไม่มีใครทำตาม แต่ตามสถานที่ที่เขาขาย หรือแม้แต่ลูกค้าของเขาเอง ก็อาจจะลอกเลียนแบบได้เหมือนกัน
“ผมก็รู้สึกไม่ค่อยดีนะ แต่ก็คงทำอะไรไม่ได้จริง ๆ” จ้าวลี่หมิงเสริม
หยางเหวินตงพูดต่อ
“ตามหลักแล้ว ของใหม่ ๆ สามารถจดสิทธิบัตรได้ เพื่อจำกัดคนอื่นไม่ให้ลอกเลียนแบบ แต่ตอนนี้ยังไม่ต้องคิดเรื่องนั้นเลย”
เขาเองก็ยังไม่มีเงินจะกินอิ่มท้องในแต่ละวัน จะเอาเงินที่ไหนไปจดสิทธิบัตร
แถมไอ้กระบอกดักหนูที่เป็นงานฝีมือแบบนี้ มันจะจดสิทธิบัตรได้รึเปล่าก็ไม่รู้
“สิทธิบัตรคืออะไร?” จ้าวลี่หมิงไม่เข้าใจ
หยางเหวินตงส่ายหัว
“ไม่ต้องสนใจหรอก อนาคตถ้ามันจำเป็น เดี๋ยวนายก็จะเข้าใจเอง”
รอให้ตัวเองมีความสามารถทำธุรกิจจริงจังเมื่อไร ค่อยจดสิทธิบัตรก็ยังไม่สาย ไม่ว่ามันจะได้ผลแค่ไหน อย่างน้อยต้องถือ ‘ความชอบธรรม’ ไว้ก่อน จะได้ไม่โดนคนอื่นใช้กฎหมายสิทธิบัตรย้อนมาทำร้ายเอา
“อื้ม” จ้าวลี่หมิงไม่ซักไซ้ต่อ ช่วงสองสามวันนี้ เขารู้สึกว่าพี่ตงของเขาดูจะลึกล้ำและรอบรู้ขึ้นมาก
ซูอีอีถามอีกว่า
“แล้วเราตอนนี้จะทำยังไงดี?”
“ก็ทำเหมือนเดิมนั่นแหละ!” หยางเหวินตงหัวเราะ
“นายลองไปดูที่ตลาดสด หรือไม่ก็ตลาดขายของจิปาถะสินะ จะเห็นว่าของแบบเดียวกันมีให้เต็มไปหมด ทุกคนก็ทำการค้ากันได้ตามปกติไม่ใช่เหรอ?”
“จริงด้วย งั้นทุกคนก็ขายกระบอกดักหนูพร้อม ๆ กันน่ะสิ?” จ้าวลี่หมิงตอนนี้พอคิดดูก็ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร
หยางเหวินตงพูดต่อ
“อีกอย่างนะ การจะทำธุรกิจมันไม่ง่ายเลย คนส่วนใหญ่คิดว่ามีสินค้าแล้วจะขายง่าย ๆ เหรอ?”
การค้าขายเล็ก ๆ สิ่งสำคัญอันดับแรกคือแหล่งสินค้าราคาถูก แต่สิ่งนั้นจะสำคัญสำหรับคนที่เคยทำธุรกิจอยู่แล้ว
แต่สำหรับคนทั่วไป สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘การตัดสินใจเริ่มต้น’ ก้าวแรกนี่แหละ ที่ยากที่สุด
จ้าวลี่หมิงพยักหน้า
“ใช่ แค่จะไปขายของที่ตลาดสด ก็ต้องจ่ายเงินทุกวัน ไหนจะต้องลาออกจากงานปกติ ต้องคอยพูดคุยตลอดเวลา มีแต่พี่ตงนี่แหละที่ทำได้ ถ้าเป็นผม คงคิดไม่ถึงด้วยซ้ำ”
“ใช่ เพราะงั้นก็ไม่ต้องห่วงมากหรอก” หยางเหวินตงส่ายหัว
“คนทั่วไป สักร้อยคนยังไม่แน่ว่าจะมีสักคนที่กล้าตัดสินใจทำธุรกิจ คนส่วนใหญ่มักไม่กล้าเสี่ยง ไม่อยากเปลี่ยนแปลงชีวิตเดิม ๆ ของตัวเอง
ส่วนคนที่ทำธุรกิจอื่นอยู่แล้ว เว้นแต่ธุรกิจเขาล้มไปจริง ๆ ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีใครเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นง่าย ๆ หรอก”
ซูอีอีคิดตามแล้วก็เห็นว่ามีเหตุผลอยู่
“แต่ถ้านานเข้าก็ต้องมีคนลองทำ แล้วก็ทำได้ดีใช่ไหม?”
“แน่นอน” หยางเหวินตงเห็นด้วย
“เพราะงั้นเราเลยต้องรีบหาเงินตอนนี้ให้มากหน่อย”
จ้าวลี่หมิงถามต่อ
“พี่ตง แล้วอีกเรื่องนึงนะ จะไม่มีวันถึงจุดที่คนซื้อมันหมดเพดานเหรอ?”
“ฉลาดดี!” หยางเหวินตงยิ้ม
“ความต้องการในฮ่องกงน่ะมีเยอะ แต่ถ้าเราขายอยู่แค่ในตลาดนี้ ก็ได้แค่ลูกค้าระแวกนี้
เพราะงั้นอนาคตต้องคิดหาทางขายไปที่อื่นด้วย”
“แล้วจะขายยังไง?” ซูอีอีถาม
“ไม่รู้เหมือนกัน!” หยางเหวินตงยักไหล่
“ผมก็ไม่รู้จริง ๆ น่ะแหละ เอาเป็นว่าเราอยู่ได้วันต่อวันก็ดีแล้ว”
กระบอกดักหนูนี่ ต่อให้ทำดีแค่ไหน ก็คงไม่ทำให้เขารวยได้มหาศาลหรอก แค่ไม่อดตายก็นับว่าดีแล้ว
จ้าวลี่หมิงพูดว่า
“ถ้างั้น ตอนบ่ายผมจะทำถังดักหนูเพิ่มอีกนะ
อ้อ แล้วอาอวี่ก็คงกลับมาเร็ว ๆ นี้ จะให้เขามาช่วยด้วยไหม?”
“ยังไม่ต้อง พวกเราสองคนทำออกมาก็เกินกว่าที่จะขายได้แล้ว ถ้าชวนเขามา ก็ต้องจ่ายเงินอีก แล้วยังทำให้เขาเสียงานหลักด้วย รอจนเราขายได้มากกว่านี้ก่อนเถอะ” หยางเหวินตงอธิบาย
ต่างกับอีกหลายสิบปีให้หลัง ที่คนเราพอจะอยู่ตัวได้คนเดียว แต่ในยุคนี้ หลายคนตั้งแต่เด็กก็อยู่กันแบบรวมกลุ่มกันแน่นแฟ้น ในฮ่องกง หรือแม้แต่ในจีนแผ่นดินใหญ่ช่วงเริ่มปฏิรูป เครือญาติหรือหมู่บ้านก็มักจะเกาะกลุ่มกันด้วยเหตุผลทำนองเดียวกัน
ที่ห้องสลัมนี่ถึงจะไม่ได้มีเรื่องเครือญาติ แต่การเอาตัวรอดก็ต้องอาศัยการช่วยเหลือกัน มีกลุ่มย่อย ๆ ก่อตัวอยู่หลายกลุ่ม
หยางเหวินตงเองก็เป็นเช่นนั้น นอกจากจ้าวลี่หมิงแล้ว ยังมีอีกคนชื่อหลินฮ่าวอวี่ ทั้งสามหนุ่มต่างพึ่งพากันและกัน คอยปกป้องตัวเองและครอบครัว
แต่ในชีวิตประจำวันแต่ละคนก็ต้องทำงานของตัวเองไป หลินฮ่าวอวี่กับครอบครัวเพิ่งไปรับจ้างรายวันอยู่ที่โกดังสินค้าข้าง ๆ
จ้าวลี่หมิงพยักหน้า
“ก็ดีเหมือนกัน”
“งั้นไปกันเถอะ ไปขนไม้ไผ่กันต่อ” หยางเหวินตงพูดอีก
การตั้งแผงขายเล็ก ๆ แน่นอนว่ารายได้ดีกว่าการไปทำงานที่อื่น แต่ก็แค่พอให้มีกินมีใช้ในแต่ละวันเท่านั้น
ตอนนี้เขายังไม่มีหนทางอะไรที่ดีกว่านี้ ก็ต้องลองไปทีละก้าวก่อน
วันรุ่งขึ้น หยางเหวินตงกับจ้าวลี่หมิงก็ไปที่ตลาดสดอีกครั้ง เริ่มขายของตามกิจวัตรประจำวัน
จนกระทั่งเที่ยง เด็กแก๊งอันธพาลชื่ออาเปียวเดินเข้ามา ตบไหล่หยางเหวินตงแล้วพูดว่า
“ไอ้น้อง โชคดีนี่หว่า! เสี่ยใหญ่ยอมตกลงแล้ว จะซื้อกระบอกดักหนูจากแก 200 อันก่อน!”
“ดีเลย ขอบคุณพี่เปียวมาก สินค้าผมจะรีบส่งให้เร็วที่สุด” หยางเหวินตงยิ้ม
“อืม นี่เงินสิบเหรียญ ถือเป็นมัดจำก่อนละกัน ที่เหลือเดี๋ยวแกเอาของมาส่งแล้วฉันค่อยให้ แต่ต้องทำตามที่ตกลงกันไว้นะ อย่าลืมล่ะ” อาเปียวพูดต่อ
“ไม่มีปัญหา มะรืนผมจะเอามาส่งครับ” หยางเหวินตงรับธนบัตรสิบเหรียญ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาได้จับธนบัตรใบใหญ่ขนาดนี้
“โอเค งั้นฉันไปละ” อาเปียวพูดจบ ก็เดินออกไปกับลูกน้องอีกคน
จ้าวลี่หมิงกดเสียงเบาแล้วพูดว่า
“นึกไม่ถึงว่าพวกนี้ยังให้เงินมัดจำด้วยแฮะ!”
“เขาคงไม่อยากหรอก แต่ก็ไม่ได้โง่” หยางเหวินตงกดเสียงตอบ
“ตลาดตงแห่งนี้ใหญ่จะตาย คนข้างหลังเขาแค่เก็บค่าเช่าก็ได้เงินเยอะแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีปล้นชิงของจากพวกเราพ่อค้าแม่ค้าตัวเล็ก ๆ หรอก เดี๋ยวได้ไม่คุ้มเสีย”
“จริงด้วย แค่ค่าเช่าแผงข้างในยังแพงกว่าที่เราเสียตั้งเยอะ วัน ๆ เจ้าของตลาดคงฟันกำไรบานเลยนะ” จ้าวลี่หมิงเอ่ยอย่างอิจฉา
“อย่าไปคิดเลย กลับก่อนเถอะ ทำกระบอกดักหนูกัน” หยางเหวินตงไม่คิดจะตั้งแผงขายต่อ
ก่อนหน้านี้ยังขายยาก แต่ตอนนี้มีออเดอร์ใหญ่เข้ามา ก็ต้องกลับไปเร่งผลิตก่อน
“ได้” จ้าวลี่หมิงเองก็เห็นด้วย
ทั้งสองรีบกลับ แล้วตั้งใจทำกระบอกดักหนูอย่างเต็มที่
วันที่สาม หยางกับจ้าวต่างคนก็หาบไม้คาน ไม้คานแต่ละด้านผูกตะกร้าใหญ่สำหรับใส่สินค้า หาบกันมาจนถึงหน้าตลาด
พอมาถึงปากทาง ก็เห็นอาเปียวที่ตัวเองตั้งใจจะหาอยู่
แต่ตอนนี้เขากลับมีสีหน้าเหี้ยมเกรียม กำลังทั้งต่อยทั้งเตะชายร่างผอมคนหนึ่งวัยราว 40 ปี
ฝ่ายถูกทำร้ายล้มลงนอนร้องโอดโอยบนพื้น รอบ ๆ มีคราบเลือดให้เห็นอยู่ไม่น้อย ข้าง ๆ ยังมีเด็กผู้หญิงวัย 7-8 ขวบ ยืนร้องไห้ฟูมฟายว่า
“อย่าทำร้ายพ่อหนูนะ!”
“ไอ้เวรเอ๊ย เร็ว ๆ เอาเงินมา ไม่งั้นจะขายลูกสาวแกซะเลย!” อาเปียวสบถด่าด้วยความเกรี้ยวกราด