บทที่ 7 หน่วยจัดการพ่อค้าแผงลอย
ในใจของหยางเหวินตงก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวิวขึ้นมาเล็กน้อย
การลงมือทำร้ายร่างกายแบบนี้ เขาไม่เคยเห็นมาก่อนเลยในความทรงจำสมัยอยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่ก่อนจะข้ามภพ ส่วนในความทรงจำของร่างเดิมถึงจะเคยมีอยู่บ้าง แต่เลือนรางมาก ไม่ได้สั่นสะเทือนใจเท่ากับสิ่งที่เห็นตรงหน้า
“อาปั๋ว นี่มันเรื่องอะไรกันหรือครับ?” หยางเหวินตงพยายามเก็บอาการ เดินเข้าไปถามหญิงชราผู้หนึ่ง
ช่วงนี้ เขาได้ทำความรู้จักกับผู้คนในระแวกนี้มาบ้างแล้ว
หญิงชรามองหยางเหวินตงแวบหนึ่งแล้วกล่าวว่า
“คนที่ถูกซ้อมนั่นน่ะ ไม่ได้จ่ายค่าจัดการมาเกือบครึ่งเดือนแล้ว เหมือนจะบอกว่าขายของไม่ดี ของเลยไม่ค่อยออก”
“ไม่จ่ายเงินก็ยังสามารถตั้งแผงที่นี่ได้หรือครับ?” หยางเหวินตงถามต่อ
หญิงชราตอบว่า
“ถ้าเป็นคนใหม่น่ะไม่ได้หรอก แต่ถ้าเป็นคนที่มาขายของที่นี่เป็นประจำจะทำได้ ทว่าถ้าไม่ยอมจ่ายแล้วธุรกิจยังไม่ดีอีก ก็จะลงเอยแบบนี้
ก่อนหน้านี้เรื่องทำนองนี้ก็เกิดขึ้นบ่อย หน่วยจัดการพ่อค้าแผงลอยก็บีบเอาเงินเรื่อย ๆ ฉันจำได้ว่าราว ๆ สองเดือนก่อน มีคนคนหนึ่งถูกพวกเขาพาไปที่เทียนสุ่ยหวี่
ถอดรองเท้าถอดเสื้อผ้าเขาจนหมด แล้วบังคับให้เดินกลับมาเอง เท้าทั้งสองข้างบวมเป่งหมด จากนั้นยังโดนตำรวจจับไปซ้อมต่ออีก เฮ้อ…”
“หน่วยจัดการพ่อค้าแผงลอย?” หยางเหวินตงได้ยินเป็นครั้งแรก
“ไม่เคยได้ยินหรือ?” หญิงชราหันกลับมาถามด้วยความแปลกใจ
หยางเหวินตงส่ายศีรษะ
“ไม่เคยครับ คนพวกนี้ทั้งหมดเป็นคนของหน่วยจัดการพ่อค้าแผงลอยหรือครับ?”
ตอนแรกเขาคิดว่าอาเปียวกับพวกเป็นแค่แก๊งอันธพาลมาขูดรีดค่า ‘คุ้มครอง’ ที่นี่ ไม่คาดว่าจะมีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐเสียด้วย
“ใช่ นี่เป็นหน่วยงานที่รัฐบาลตั้งขึ้น” หญิงชราอธิบายต่อ
“เมื่อสองสามปีก่อน ที่นี่ทั้งแก๊งทั้งตำรวจก็ร่วมกันเก็บเงินกันมั่วไปหมด ไม่รู้เพราะอะไร หลัง ๆ ก็กลายเป็นหน่วยจัดการพ่อค้าแผงลอย
จริง ๆ คนก็หน้าเดิม ๆ นั่นแหละ เพียงแต่ทำให้ดูว่าเก็บ ‘ค่าบริหารจัดการ’ อย่างเป็นทางการมากขึ้น แล้วยังรวมค่าเช่าอยู่ในนั้นด้วย ใครจะค้าขายที่นี่ก็ต้องจ่ายทั้งนั้น”
“อืม เข้าใจละครับ” หยางเหวินตงพยักหน้า
แค่เปลี่ยนวิธีเรียกเท่านั้น กลายเป็นดูถูกต้องตามกฎหมายขึ้นมาทันที
แม้ว่าสังคมฮ่องกงตอนนี้จะยังมืดมนอย่างหนัก แต่ในระยะยาว ดูเหมือนว่าพอเป็นรูปเป็นร่างขึ้นกว่าสมัยก่อนอยู่บ้าง
“คนพวกนี้เรามีเรื่องด้วยไม่ได้เลยนะ หากไปทำให้ขุ่นเคืองจะแย่เอามาก ๆ” หญิงชราว่า “แต่พวกเราจ่ายเงินตรงเวลาสม่ำเสมอ ก็ไม่ค่อยมีเรื่องอะไรหรอก”
“อืม” หยางเหวินตงพยักหน้า เขารู้ว่าถึงคนพวกนี้จะชั่ว แต่ก็ไม่ใช่พวกที่จะตัดรากถอนโคนจนใครหมดหนทาง
โชคดีที่ตัวเองวันแรกก็ยอมจ่ายเงินโดยดี มิเช่นนั้นอาเปียวคงไม่ให้ความเกรงใจตั้งแต่แรก
“ไม่ดูแล้ว ดูแล้วหดหู่ใจ” หญิงชราถอนหายใจ แล้วก็เดินจากไป
จ้าวลี่หมิงได้ยินเรื่องทั้งหมดก็เข้าใจต้นสายปลายเหตุ มองไปที่หยางเหวินตงแล้วถามว่า
“พี่ตง เราควรจะหลบไปก่อนดีไหม?”
“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวให้อาเปียวจัดการธุระเสร็จ เราค่อยขายของต่อ” หยางเหวินตงส่ายหน้าพูด
แม้ว่าการเห็นเหตุการณ์จะทำให้เขาอึดอัดใจมาก โดยเฉพาะเสียงเด็กสาวร้องไห้ที่ทำให้เขาสะท้อนใจ แต่เขาก็ช่วยอะไรไม่ได้
ในสังคมวุ่นวายแบบนี้ สิ่งแรกคือต้องปกป้องตัวเองและคนรอบข้างก่อน ถ้าคนไม่ใช่ญาติใช่มิตร ถ้ามีกำลังช่วยได้ก็ยังว่าไปอย่าง ถ้าไม่มีพลังมากพอ จะกลายเป็นเอาตัวเองไปเสี่ยงเปล่า ๆ
…
อีกสักครู่ คนที่ถูกซ้อมก็ขดตัวอยู่บนพื้น ไม่อาจขยับเขยื้อนได้
“แหวะ ไอ้ขยะนี่นะ ถ้าเป็นเมื่อสองสามปีก่อน ฉันคงโยนแกลงทะเลไปแล้ว” อาเปียวถ่มน้ำลายใส่ มองเหมือนจะเตะซ้ำอีกที
ทันใดนั้น มีเสียงผู้หญิงดังขึ้น
“คุณทำอะไรอยู่ ห้ามตีเขานะ!”
“เวรเอ๊ย กล้ามาสั่งพ่อ…” อาเปียวได้ยินเสียงก็หันมาแผดเสียงด่าอย่างโกรธเกรี้ยว
แต่พอหันกลับมาก็เห็นว่าเป็นหญิงผิวขาวผมทอง ตาสีดำ อายุราวห้าสิบกว่า ๆ เขาเลยรีบกลืนคำพูดที่เหลือกลับไปทันที
หยางเหวินตงกับคนอื่น ๆ ก็มองไปเห็น เห็นว่าหญิงชาวตะวันตกคนนี้โกรธจัด มองอาเปียวกับลูกน้องด้วยสายตาไม่พอใจ
อาเปียวเองก็ตะลึงอยู่ที่เดิม คงไม่คิดว่าแถวนี้จะมีชาวต่างชาติโผล่มาแถมยังมาวุ่นวายกับเรื่องของเขาอีก
ลูกน้องคนหนึ่งขยับเข้ามาใกล้ กระซิบถาม
“พี่เปียว ผู้หญิงคนนี้ใส่ชุดข้าราชการนะครับ”
สีหน้าอาเปียวแปรเปลี่ยนนิดหน่อย ก่อนจะยิ้มแล้วกล่าวเบา ๆ
“คุณมาดาม ผมก็แค่กำลังทำงานตามหน้าที่ คน ๆ นี้ติดค่าธรรมเนียมของรัฐบาล ไม่ยอมจ่ายมาตลอด”
“เขาไม่มีเงิน คุณรังแกเขาแบบนี้ จะได้เงินมาขึ้นมาหรือไง?” หญิงชาวตะวันตกถามอย่างไม่พอใจ
อาเปียวก็ยิ้มสู้ตอบ
“คุณมาดามครับ ผมก็เป็นคนมีเหตุมีผลนะ ถ้าเขาไม่มีเงินจริง ๆ ผมก็แค่ไล่เขาไปก็เท่านั้น แต่เจ้านี่มันมีเงิน แต่ดันไม่ยอมจ่าย ยังแอบมาขายของอยู่แถวนี้ ถ้าทุกคนทำกันแบบนี้ พวกเราจะบริหารจัดการย่านนี้ยังไง ผมก็ทำเพื่อผลประโยชน์ของรัฐบาลฮ่องกงนะครับ!”
“จริงเหรอ?” หญิงตะวันตกทำท่าเหมือนลังเลเล็กน้อย แต่ก็พูดต่อทันที
“ถึงอย่างนั้น คุณก็ไม่ควรตีเขา ถ้าตายขึ้นมา คุณจะไปเก็บเงินกับใคร!”
“เอ่อ…” อาเปียวดูเหมือนอยากจะอธิบายอะไรอีก แต่ก็ไม่อยากมายืนเถียงกับเจ้าหน้าที่หญิงชาวอังกฤษต่อหน้าคนมากมาย เลยพูดง่าย ๆ ว่า
“ก็ได้ ๆ งั้นวันนี้เอาแค่นี้ก่อน คุณเถียน คราวหน้าถ้ายังมาขายของอีกก็หาเงินมาจ่ายให้เรียบร้อย ไม่งั้นฉันจะเล่นงานแกให้หนัก”
พูดจบ อาเปียวก็หันไปยิ้มให้หญิงชาวตะวันตกนิดหน่อย แล้วเรียกลูกน้องเดินออกจากที่เกิดเหตุไป ทว่าจู่ ๆ เขาเหลือบมาเห็นหยางเหวินตง ก็เลยตรงเข้ามาถาม
“ของครบแล้วใช่ไหม?”
“ครบครับ” หยางเหวินตงพยักหน้า
“หนึ่งตะกร้า 50 ชิ้น มัดด้วยเชือกแน่นทุกอันครับ”
อาเปียวมองคร่าว ๆ แล้วพยักหน้า
“โอเค นี่ 20 เหรียญ ตามที่เราตกลงกันไว้”
หยางเหวินตงรับธนบัตรไม่กี่ใบจากมืออาเปียวแล้วในใจรู้สึกยินดีนัก เอ่ยยิ้ม ๆ ว่า
“ขอบคุณพี่เปียวครับ”
“อืม ค้าขายกันตามปกติ เธอทำตามกฎ เราก็ทำตามกฎ ทุกคนก็ได้หากินกันทั้งนั้น ผมไม่ได้อยากมีเรื่อง” อาเปียวยิ้มแล้วเรียกลูกน้องให้ขนของไป
เพราะหยางเหวินตงมัดกรงจับหนูเตรียมไว้เรียบร้อย ลูกน้องของอาเปียวเลยหิ้วไปได้ทันที
“เฮ้อ จบเสียที ผมก็กลัวอยู่ว่าเขาจะไม่ยอมจ่ายเงินนะเนี่ย” จ้าวลี่หมิงถอนหายใจ หลังเห็นอีกฝ่ายพากันไปหมดแล้ว
หยางเหวินตงหัวเราะ
“จะเอาให้อิ่มท้องได้แค่มื้อเดียว หรืออยากกินอิ่มทุกวันล่ะ เขาก็รู้ว่าจะเลือกทางไหน พวกนั้นแค่เลว แต่ไม่ได้โง่หรอก”
จ้าวลี่หมิงได้ยินก็บ่นว่า
“พี่ตงพูดเหมือนง่ายไป ผมไม่เชื่อว่าพี่จะไม่กลัวอะไรเลยนะ?”
“ก็กลัวนั่นแหละ แต่กลัวไปก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี” หยางเหวินตงส่ายหัว ทฤษฎีก็คือทฤษฎี แต่ชีวิตจริงมันไม่ง่าย
ทั้งสองได้เงินมา 30 เหรียญ พอไม่คิดค่าแรง ก็ถือว่ากำไรล้วน ๆ
นับเป็นการทำกำไรเล็ก ๆ ที่พอให้ชื่นใจ
“เดี๋ยวก่อน สองท่านนั่น…” ขณะที่หยางเหวินตงกับจ้าวลี่หมิงกำลังจะกลับ ก็มีเสียงเรียกดังมาจากข้างหลัง
พอหันไปก็เห็นว่าคนที่เรียกคือตัวหญิงชาวตะวันตกคนนั้นนั่นเอง