บทที่ 32 การเริ่มต้นใหม่และธุรกิจใหญ่

คืนแรกหลังจากย้ายเข้าบ้านใหม่ หยางเหวินตงและพวกนอนหลับสบายมาก แทบไม่มีแมลงวันและยุงมากวนใจ เพราะที่นี่อยู่ชั้นหกและยุงที่มีอยู่ไม่กี่ตัวก็ถูกกำจัดไปล่วงหน้าแล้ว

เช้าวันรุ่งขึ้น

หลังจากตื่นขึ้นมาจากพื้นปูนซีเมนต์ที่แข็งกระด้าง หยางเหวินตงรู้สึกว่าตัวเองมีความสุขจริง ๆ!

เขารีบปลุกจ้าวลี่หมิงกับหลินฮ่าวอวี่ที่ยังนอนหลับอยู่ แล้วเก็บกระดาษแข็งที่ปูบนพื้นปูนไว้เป็นที่นอน หลังจากเก็บเรียบร้อย ที่นอนก็ถูกพับเก็บไปด้วย

จากนั้นทั้งสามคนก็พากันไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำ นี่เป็นสิ่งที่หยางเหวินตงเฝ้าฝันถึงมาโดยตลอด แม้ว่าสำนักงานที่เขาเช่าจะไม่ใหญ่มาก แต่ก็มีห้องน้ำขนาดเล็กประมาณ 25 ตารางฟุต

แม้จะไม่มีชักโครก แต่ก็มีส้วมซึมและก๊อกน้ำ ทำให้อาบน้ำสะดวกขึ้น อยากอาบเมื่อไรก็อาบ ไม่ต้องลำบากเหมือนตอนอยู่หอพักอีกแล้ว

เสียงอึกทึกของทั้งสามคนทำให้ซูอีอีและป้ากัวที่อยู่ห้องข้าง ๆ ตื่นขึ้นมา ซูอีอีเดินออกมาถามว่า

"เช้านี้พวกเราจะกินอะไรดี?"

"ลี่หมิง ลงไปซื้อซาลาเปามาหน่อย" หยางเหวินตงตอบ "เดี๋ยวเราต้องไปซื้อเครื่องครัวด้วย กินข้าวนอกบ้านทุกวันเปลืองเกินไป ที่นี่ต้องมีเตาแก๊สไว้ทำอาหารเอง"

ก่อนจะเช่าที่นี่ หยางเหวินตงเดินสำรวจรอบ ๆ และเช็คราคาสินค้าพื้นฐานต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น บะหมี่เกี๊ยวธรรมดาชามหนึ่งก็ราคา 30 เหมา ถ้าเพิ่มผักเพิ่มเนื้อก็จะแพงขึ้นไปอีก

ด้วยราคาขนาดนี้ การที่พวกเขาห้าคนจะออกไปกินข้าวนอกบ้านทุกวันเป็นไปไม่ได้เลย แม้ว่าตอนกลางวันอาจจะพอไปขอข้าวกินที่โกดังได้ แต่เช้าเย็นก็ยังต้องหาข้าวกินเอง พวกเขาทำงานใช้แรงงาน ถ้ากินไม่อิ่มมีหวังหมดแรงแน่

กัวเจิ่นถามขึ้นว่า "ที่นี่ใช้เตาแก๊สได้เหรอ?"

"ใช้ได้ เตาแก๊สของบริษัท China Gas ค่อนข้างปลอดภัย ฉันตกลงกับเจ้าของที่เรียบร้อยแล้ว" หยางเหวินตงพยักหน้า

จริง ๆ แล้วเขาอยากซื้อเตาไฟฟ้ามากกว่า แม้ว่าค่าไฟจะแพงไปหน่อย แต่ปลอดภัยและใช้งานสะดวกกว่า

น่าเสียดายที่เขาเดินหาหลายห้างแล้วก็ไม่เจอ เตาไฟฟ้าแทบไม่มีขายเลย พ่อค้าขายเครื่องครัวหลายคนยังไม่รู้จักของแบบนี้ด้วยซ้ำ มีแต่เตาแก๊สเท่านั้น

หยางเหวินตงคาดว่าบางทีเตาไฟฟ้าอาจจะยังไม่ได้ถูกคิดค้น หรือถ้ามีอยู่ ก็คงยังไม่เป็นที่แพร่หลายในตอนนี้

กัวเจิ่นพูดว่า "งั้นก็ดีเลย พวกเธอไปซื้อมาเถอะ หลังจากนี้เรื่องซื้อวัตถุดิบ ทำอาหาร และล้างจาน ให้ฉันจัดการเอง"

ตั้งแต่หยางเหวินตงเริ่มหาเงินได้ ป้ากัวก็ยังไม่อยากลาออกจากงาน ไม่ว่าเขาจะพูดยังไงเธอก็ไม่ยอม เพราะกลัวว่าถ้าตกงานแล้วจะหางานใหม่ไม่ได้

จนกระทั่งไม่กี่วันก่อน หยางเหวินตงพาเธอไปที่ธนาคารเหลียวชวงซิง พอเห็นว่าในบัญชีมีเงินเกือบ 1,000 แล้วก็รู้ว่าธุรกิจของหยางเหวินตงกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และยังต้องการคนช่วยงาน เธอจึงยอมลาออกจากโรงงานทอผ้าในที่สุด

“อืม ใกล้จะเข้าฤดูร้อนแล้ว ไม่ต้องซื้อผักเยอะนัก ข้าว แป้ง น้ำมัน ทำไว้เยอะหน่อยก็พอ เราไม่จำเป็นต้องกินเนื้อกับผักมากเกินไป” หยางเหวินตงพูด เพราะรู้ดีว่าไม่มีตู้เย็น อาหารสดจะเสียง่าย

ป้ากัวพยักหน้ารับคำ “ได้จ้ะ”

ไม่นานนัก จ้าวลี่หมิงก็ซื้อหมั่นโถวสิบกว่าลูกจากร้านข้างล่าง ส่วนซาลาเปาไส้เนื้อซื้อมาแค่สามลูก สำหรับหยางเหวินตง

พอหยางเหวินตงเห็นก็บ่นว่า “บอกให้ซื้อซาลาเปา ทำไมถึงไม่กล้าซื้อ แล้วไหนๆ ซื้อแล้ว ทำไมไม่ซื้อแต่ซาลาเปาไปเลยล่ะ?”

จ้าวลี่หมิงหัวเราะ “พี่ตง ตอนนี้ชีวิตพวกเราขึ้นอยู่กับพี่เลยนะ พี่ต้องกินดีๆ หน่อย ไม่กี่เดือนก่อน พวกเรายังไม่มีแม้แต่ขนมปังจะกิน ตอนนี้มีอะไรกินก็ถือว่าดีมากแล้ว”

ซูอีอีรับถุงซาลาเปากับหมั่นโถวมาแล้วพูดว่า “พี่ตง ฉันเป็นคนบอกให้ลี่หมิงทำแบบนี้เอง พวกเราตัดสินใจกันแล้ว ไม่บอกพี่ เพราะรู้ว่าพี่ต้องไม่เห็นด้วยแน่ๆ”

“ฉันว่ากินหมั่นโถวก็เหมือนกันแหละ” หยางเหวินตงส่ายหัวอย่างจนปัญญา แล้วพูดว่า “เอางี้ ซาลาเปามีสามลูก พวกเราหั่นแบ่งกันคนละครึ่ง ป้ากัวเป็นผู้ใหญ่กว่า กินหนึ่งลูก ไหนๆ พวกนายบอกว่าฉันเป็นหัวหน้า ก็ต้องฟังฉันสิ”

พูดจบก็หยิบซาลาเปาขึ้นมา หั่นเป็นครึ่ง แล้วแบ่งเป็นสี่ส่วนก่อนจะพูดว่า “สี่ส่วนนี้ พวกเรากินกัน”

ป้ากัวรีบพูดขึ้นว่า “ไม่ได้หรอก เธอต้องกินหนึ่งลูก ฉันกินแค่ครึ่งลูกก็พอ”

หยางเหวินตงไม่เสียเวลาพูดมาก คว้าซาลาเปาครึ่งลูกมากัดสองคำหมด

อร่อยสุดๆ!

จากนั้นก็ยกน้ำก๊อกขึ้นดื่มหนึ่งอึก หยิบหมั่นโถวขึ้นมาแล้วพูดว่า “แค่นี้แหละ ลี่หมิง ไปซื้อของกับฉัน ฮ่าวอวี่ นายพาคนอื่นไปทำงานที่โกดังต่อเถอะ”

สำหรับเขาในตอนนี้ แค่ชีวิตไม่ต้องลำบากเหมือนตอนอยู่ในห้องพักรวมก็เพียงพอแล้ว

ส่วนเรื่องอาหารการกิน แม้จะขาดแคลนไปบ้างก็ไม่ใช่ปัญหา หรืออาจจะเป็นเพราะเขาใช้ชีวิตในยุค 1950 มาสามเดือนแล้ว จากที่ไม่ชิน ก็เริ่มชินไปเอง

...

ร้านขายของอยู่ค่อนข้างไกล ดังนั้นหยางเหวินตงกับจ้าวลี่หมิงก็เลือกซื้อถังแก๊สขนาดประมาณ 10 กิโลกรัม แบกมันกลับมาจากที่ห่างออกไปหนึ่งกิโลเมตร จากนั้นจึงไปซื้อเตาแก๊ส

รวมกับของใช้ที่จำเป็นอื่น ๆ เงินที่ใช้ไปก่อนหน้านี้รวมแล้วราว 100 ดอลลาร์

ที่ฮ่องกงซึ่งยังไม่ได้เป็นเมืองอุตสาหกรรมเต็มตัวและต้องนำเข้าสินค้าจำนวนมาก ค่าครองชีพจึงแพงมาก

เมื่อยุ่งจนถึงเที่ยง ป้ากัวก็เริ่มทำอาหาร ส่วนจ้าวลี่หมิงหันมาพูดกับหยางเหวินตงว่า

“พี่ตง กินข้าวเสร็จแล้วฉันต้องกลับไปที่บ้านก่อน”

“อืม” หยางเหวินตงพยักหน้าแล้วพูดว่า “ตอนนี้สถานการณ์ของพวกเรายังไม่ดีพอที่จะรับพ่อแม่ของนายกับฮ่าวอวี่มาอยู่ด้วยกัน รออีกหน่อยนะ”

ที่ให้ฮ่าวอวี่กับลี่หมิงย้ายมาด้วยกัน ก็เพราะว่า

หนึ่ง พวกเขาเป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก เคยช่วยกันปกป้องกลุ่มเล็ก ๆ ของพวกเขาจากคนอื่น และถึงขั้นเคยช่วยชีวิตกันมาก่อน

สอง ทั้งสองคนเป็นผู้ช่วยมือขวาของเขา การอยู่ด้วยกันทำให้สะดวกต่อการทำงาน ตอนนี้ไม่มีมือถือหรืออินเทอร์เน็ต การติดต่อกับคนที่อยู่ที่อื่นนั้นยากมาก

แต่ให้พ่อแม่ของพวกเขาย้ายมาด้วยในตอนนี้ยังเป็นไปไม่ได้ อย่างมากก็ทำได้แค่ให้เงินพวกท่านไปซื้อของกินเท่านั้น

“อืม ขอบคุณมากนะ พี่ตง” จ้าวลี่หมิงยิ้มแล้วพูด “ด้วยความสามารถของพี่ตง ฉันเชื่อว่าวันนั้นคงอีกไม่นานแน่”

“ตอนบ่ายต้องกลับมานะ พรุ่งนี้พวกเรายังต้องทำงานกันต่อ” หยางเหวินตงพูดพลางหัวเราะ

“ไม่มีปัญหา” จ้าวลี่หมิงพยักหน้าตอบ

ที่นี่ดีกว่าห้องพักคนงานเก่าเป็นร้อยเป็นพันเท่า ยังไงเขาก็ต้องกลับมาอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้ตอนทำงานที่โกดัง พวกเขายังเคยพยายามหาทางแอบนอนที่นั่นเลย

เมื่อหาที่พักได้อย่างมั่นคงแล้ว หยางเหวินตงก็รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาก

การได้นอนหลับสบายและปลอดภัยในตอนกลางคืน ทำให้เขามีพลังในการทำงานมากขึ้น

จากนั้น จ้าวลี่หมิง หลินฮ่าวอวี่ และเด็กใหม่อีกสิบกว่าคน ก็เริ่มเชี่ยวชาญในงานมากขึ้นทีละน้อย

ส่วนธุรกิจกำจัดหนู ถ้าทำได้ดี มันจะกลายเป็นงานที่ง่ายขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้หยางเหวินตงเหนื่อยน้อยลงกว่าก่อนมาก

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก~”

เสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอก

หยางเหวินตงรู้สึกแปลกใจ ใครกันที่มาหาเขาที่นี่?

พอเปิดประตูออกไป ปรากฏว่าเป็นหวังจื้อเสียน

เขายิ้มแล้วพูดว่า “คุณหวัง มาได้ยังไง?”

“รู้ว่านายมีออฟฟิศแล้ว ก็เลยแวะมาดู” หวังจื้อเสียนยิ้มก่อนพูดต่อ “นอกจากนี้ ฉันเอางานใหญ่กว่ามาให้ด้วย”

ติดตามเป็นกำลังใจให้ผู้แปลได้ที่แฟนเพจ: นิยาย By Khram
⁠⁠⁠⁠⁠⁠⁠

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 32 การเริ่มต้นใหม่และธุรกิจใหญ่

ตอนถัดไป