บทที่ 14.เจ้าได้ตายไปต่อหน้าของนาง

บทที่ 14.เจ้าได้ตายไปต่อหน้าของนาง



“ในที่สุดก็มาถึงจุดสิ้นสุดแล้วจริงๆ”



เสียงอันสงบนิ่งดังก้องไปทั่วฟ้าดิน



เทียบกับความไร้เดียงสาในวัยเด็ก และความอ่อนแอของหญิงสาว บัดนี้ในวัย 20 ปี ซวี่โม่ลี่ มีดวงตาที่ลึกล้ำดั่งบ่อน้ำลึก ใบหน้างดงามเย็นชาไร้ที่เปรียบ อาภรณ์พลิ้วไหวราวกับเซียนที่ลงมาจากสวรรค์



เรือนผมดำขลับดังสายน้ำตก มัดขึ้นเบาๆ ด้วยปิ่นหยก นิ้วเรียวบาง กุมกระบี่ไว้แน่นเพื่อรับมือศัตรู คมกริบ ดุดัน และทรงพลัง



ไม่มีใครรู้ว่า ซวี่โม่ลี่ เคยผ่านประสบการณ์อะไรมาบ้าง กระบวนท่าทุกท่วงท่าล้วนแฝงไปด้วยพลังอันน่าสะพรึงกลัว ทำให้เหล่าผู้ฝึกตนสายมารหวาดกลัว



แต่ถึงอย่างไร มนุษย์ก็มีขีดจำกัด



เมื่อเหล่าผู้ฝึกตนสายมารจัดตั้งค่ายกลขนาดใหญ่ ด้วยพลังเพียงระดับสร้างรากฐาน ของนาง ไม่นานนักนางก็ตกอยู่ในวงล้อมของศัตรู



เราจะต้องตายแล้วหรือ...?



เมื่อรับรู้ได้ถึงพลังที่เหลือเพียงน้อยนิด กระบี่วิเศษที่เกือบจะแตกสลาย และกำแพงค่ายกลที่ล้อมรอบแน่นหนา



ซวี่โม่ลี่ แสยะยิ้ม รอยยิ้มที่แฝงไปด้วยจิตสังหาร



"พวกมารไร้ค่า มาเถอะ!"



ไม่สนใจคำเกลี้ยกล่อมใดๆ ท่ามกลางสายตาที่ตื่นตระหนกของศัตรู นางฟาดฟันกระบี่สุดท้ายที่งดงามออกไปสังหารผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำขั้นต้นสองคนในพริบตา



จากนั้นร่างของนางก็ถูกอาวุธเวทนับไม่ถ้วนกระหน่ำโจมตี จนร่วงหล่นจากท้องฟ้า

นางรู้ดีว่าในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่มีใครที่จะมาช่วยนางได้อีกแล้ว



แต่นางไม่หวาดหวั่น และไม่เสียใจ นางเตรียมใจมาตั้งนานแล้ว เพราะแต่เดิมนางเองก็เคยเดินผ่านประตูแห่งความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง

เพียงแต่...เมื่อต้องลาจากโลกนี้จริงๆ หัวใจของนางกลับยังมีความอาลัยอาวรณ์



อาลัยต่อสำนักเทียนเจี้ยน อาลัยต่ออาจารย์หลี่ว่านโซ่ว อาลัยต่อเมืองหินดำ



และชายคนนั้น...ผู้ที่อยู่เคียงข้างนางมาสิบกว่าปี ผู้ที่มอบความอบอุ่นและทำให้นางรู้สึกปลอดภัย แต่ตอนนี้เขาได้หายไปจากชีวิตของนางแล้ว



ตลอดสามปีที่ผ่านมา



นางได้พบเห็นอะไรมากมาย ได้เดินทางไปหลายแห่ง แต่ไม่ว่านางจะพบกับทิวทัศน์ที่งดงามเพียงใด ก็ไม่สามารถเติมเต็มความว่างเปล่าหลังจากที่เขาจากไปได้



ตัวเราเองมีความรู้สึกเช่นไรต่อเขากันแน่?

ทุกค่ำคืนที่เงียบสงัด นางถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นความเกลียดชังหรือ? อาจจะใช่... เกลียดชังที่เขาจากนางไปโดยไม่แม้แต่กล่าวคำลา



เป็นความรักหรือ? อาจจะคล้าย แต่ก็ไม่เหมือน มันไม่ใช่ความรักแบบที่ผู้คนพูดถึง และก็ไม่ใช่ความรักแบบครอบครัว มันเป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย เป็นความรู้สึกที่อยากให้เขาอยู่กับนางไปตลอดกาล



แต่ ณ ตอนนี้



ไม่จำเป็นต้องคิดถึงเรื่องเหล่านั้นอีกแล้ว

เพราะนาง...กำลังจะตาย



และมันน่าประหลาดใจ ท่ามกลางช่วงเวลาที่ความตายใกล้เข้ามา นางเงยหน้ามองท้องฟ้า และคิดได้อย่างหนึ่ง



โชคดีที่เขาออกจากสำนักเทียนเจี้ยนไปแล้ว

มิฉะนั้น วันนี้เขาก็คงต้องตกอยู่ในอันตราย อาจถึงขั้นต้องตายไปพร้อมกับนาง ซึ่งเป็นสิ่งที่นางไม่อาจทนมองเห็นได้



“ฉึก”



เสียงแหวกอากาศดังก้องราวกับผืนผ้าถูกฉีกขาด หญิงสาวที่รอคอยความตายถึงกับชะงัก เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า



แล้วนางก็พบว่า ท้องฟ้าแห่งความสิ้นหวังถูกตัดออกด้วยประกายกระบี่ที่น่าสะพรึงกลัว



นางเพ่งมองไป เห็นเงาร่างหนึ่งที่คุ้นเคยอาบเลือด กำลังโซเซพุ่งเข้ามาหานาง



เขาคือพี่ชายที่นางพึ่งพาที่สุด



เขาคือวีรบุรุษเพียงหนึ่งเดียวของนาง



เขาคือคนที่ทำให้นางมีความสุข และทำให้นางเศร้า แต่ทำไม...ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่!?



"ไม่...หยุดนะ หยุดเดี๋ยวนี้!"



"อย่า...ไม่ได้เด็ดขาด อย่ามา...อย่าเข้ามา!!!"



ความตื่นตระหนกเข้าครอบงำใบหน้าที่เคยเย็นชาของนาง นางรู้สึกได้...รู้สึกถึงบางสิ่งที่น่ากลัว สิ่งที่นางไม่มีวันยอมรับได้



แต่เขายังคงก้าวไปข้างหน้า เช่นเดียวกับทุกครั้ง ในช่วงเวลาที่นางต้องการเขามากที่สุด เขาจะมาหานางเสมอ



[เจ็บ...มันเจ็บเกินไป]



[สติของคุณถูกความเจ็บปวดกลืนกิน คุณคิดอะไรไม่ออก แต่มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่คุณจำได้ นั่นคือ "ต้องปกป้องน้องสาว"]



[คุณได้ขับเคลื่อนกระบี่ไม้ มุ่งหน้ากลับสู่สำนักเทียนเจี้ยนที่จากมานาน]



[คุณมองเห็นสำนักถูกทำลาย คุณมองเห็นศิษย์ร่วมสำนักถูกสังหาร คุณมองเห็นน้องสาวที่เติบโตแล้วถูกเหล่ามารล้อมโจมตี]



[คุณไม่ลังเลที่จะชักกระบี่ไม้ ก่อร่างสร้างมนตราโบราณ ฟาดฟันใส่พวกที่พยายามทำร้ายน้องสาวของคุณ]



กล้ามเนื้อกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด



กระดูกแตกร้าว



เลือดสาดกระเซ็นไปทั่ว



ในสมรภูมิของสำนักเทียนเจี้ยน ร่างของซวี่ซี ถูกย้อมไปด้วยโลหิตทั่วทั้งตัว ดูราวกับว่าเขาควรที่จะตายไปนานแล้ว แต่เขายังคงก้าวไปข้างหน้า แกว่งกระบี่ไม้ในมืออย่างไร้ความรู้สึก



พลังปราณในขอบเขตจิตวิญญาณทารกแรกกำเนิดที่ไม่ใช่ของเขาเอง ก่อเกิดเป็นสายรุ้ง

แล้วเขาก็ฟันศัตรูระดับแก่นทองคำขั้นปลายขาดเป็นสองท่อน



แต่ในขณะเดียวกัน การตอบโต้จากเหล่ามารก็ทำให้เท้าข้างหนึ่งของซวี่ซีถูกตัดขาด ปลิวหายไปโดยไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน



“นั่นมัน ซวี่ซี ศิษย์เอกของสำนักเทียนเจี้ยน! เร็วเข้า! ฆ่ามันซะ!”



เหล่ามารร้องลั่นด้วยความหวาดกลัว พวกมันจำตัวตนของเขาได้ ผลงานที่สามารถสังหารแก่นทองคำขั้นปลายได้ในพริบตานั้นน่าตกตะลึงเกินไป ทำให้เหล่ามารขวัญผวา พวกมันจึงรวมพลังเข้าล้อมโจมตีเขา



“พี่ชาย!!!”



ซวี่โม่ลี่ ตะโกนเรียกชื่อที่นางไม่ได้เปล่งออกมานาน สีหน้าตื่นตระหนกยิ่งกว่าครั้งไหนๆ

นางอยากทำลายค่ายกลนี้ ออกไปต่อสู้เคียงข้างพี่ชายของนาง



แต่นางอ่อนแอเกินไป พลังของนางไม่อาจทำลายพันธนาการของค่ายกลนี้ได้ ทำได้เพียงมองดูเงาที่ชุ่มไปด้วยเลือดนั้นล้มลงครั้งแล้วครั้งเล่า และยืนขึ้นมาใหม่...ครั้งแล้วครั้งเล่า



“ขอร้องล่ะ...อย่าเลย...”



กระบี่หนึ่งตวัดออกไปอีกครั้ง สังหารมารระดับแก่นทองคำไปอีกสี่คน แต่แลกมาด้วยขาทั้งสองข้างของซวี่ซีที่ถูกตัดขาด



เขาไม่อาจยืนขึ้นได้อีกต่อไป ได้แต่เพียงใช้มือทั้งสองข้างคลานไปข้างหน้า ด้วยท่าทางที่แสนจะเชื่องช้าและน่าสลดใจ



บาดแผลจากขาที่ขาดเลือดยังคงไหลไม่หยุด

พื้นดินที่เขาคลานผ่านถูกชโลมด้วยโลหิตทิ้งร่องรอยเป็นทางยาว



เหล่ามารหวาดกลัวจนแยกไม่ออกแล้วว่า ใครกันแน่ที่เป็นมารตัวจริง แต่ถึงอย่างนั้นพวกมันก็ยังคงกัดฟัน ระดมโจมตีใส่เขาต่อไป



คราวนี้...

ซวี่ซีร่างถูกเผาจนไหม้เกรียม

สูญเสียแขนซ้ายไปโดยสมบูรณ์

แต่ก็แลกมาด้วยการสังหารศัตรูที่เหลือจนหมดสิ้น



“อย่า...ได้โปรดอย่าทำแบบนี้...”



หญิงสาวทรุดตัวลงกับพื้น สายตาว่างเปล่า

นางร้องไห้จนแทบขาดใจ หยดน้ำตาไหลอาบแก้ม ร่วงลงบนตักของนาง



นั่นคือสีหน้าของความสิ้นหวัง...ความพังทลายโดยสมบูรณ์



“ขอร้องล่ะ...อย่าเข้ามาอีกเลย...ได้โปรด...”



“ฮึก...อึก...ฮืออออ—!!”



ร่างของนางสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว

นางจ้องมองเงาดำที่ไหม้เกรียมทั้งร่าง

เหลือเพียงครึ่งตัว...

ใช้แขนข้างเดียวที่เหลืออยู่ คลานเข้ามาใกล้นางทีละนิด...ทีละนิด...



ความสิ้นหวังถาโถมใส่นางอย่างหนักหน่วง

จนแทบจะฝังจิตใจของนางให้จมดิ่งลงไป



นางหายใจไม่ออก นางคิดอะไรไม่ออก

ทุกการเคลื่อนไหวของร่างที่กำลังคลานเข้ามา เต็มไปด้วยความเศร้าสลด



นางทำได้เพียงสั่นกลัว...

ได้แต่รอให้โศกนาฏกรรมบังเกิดขึ้นตรงหน้า



แกร๊ก—



ในที่สุด ร่างที่ถูกเผาจนไหม้เกรียม ก็ใช้แขนข้างที่เหลืออยู่ยันตัวขึ้นมา พาตัวเองมาหยุดอยู่ที่หน้าค่ายกลที่ขัง ซวี่โม่ลี่เอาไว้ เขารวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายของตัวเอง แล้วฟันออกไปหนึ่งกระบี่



กระบี่เดียว...ทะลวงค่ายกลจนแตกสลาย



ริมฝีปากที่แห้งแตกของเขาขยับเล็กน้อย

ราวกับต้องการพูดอะไรบางอย่าง

แต่เส้นเสียงของเขาถูกเผาจนมอดไหม้ไปแล้ว เขาเปล่งเสียงใดๆ ไม่ได้อีก



แต่ซวี่โม่ลี่เข้าใจดีว่าเขากำลังจะพูดอะไร



“พี่ชายมาช่วยเจ้าแล้ว โม่ลี่”

“พี่ไม่ได้โกหกเจ้า”



ปัง



แทบจะพร้อมกันกับที่ค่ายกลพังทลาย ซวี่ซีค่อยๆ หลับตาลง ความอ่อนล้าถาโถมเข้าใส่เขาอย่างรุนแรง



เขาไม่อาจทำอะไรได้อีกแล้ว

ตอนนี้เขาแค่อยากนอนหลับ...และไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย



ต่อหน้าดวงตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและพังทลายของหณิงสาว ร่างที่ไหม้เกรียมของ ซวี่ซี ก็ปลิวหายไปกับสายลม



ไม่ทิ้งแม้แต่โอกาสให้นางได้ช่วยเหลือเขา



ริมฝีปากของนางอ้ากว้าง

อยากร้องไห้...แต่กลับร้องไม่ออก



ทำได้เพียงกรีดร้องอย่างสิ้นหวัง

ก่นด่าในความอ่อนแอของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า



【คุญได้ตายแล้ว】



【การจำลองสิ้นสุด】




ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 14.เจ้าได้ตายไปต่อหน้าของนาง

ตอนถัดไป