บทที่ 15.หลังจากที่เจ้าตาย นางก็คุ้มคลั่ง
บทที่ 15.หลังจากที่เจ้าตาย นางก็คุ้มคลั่ง
【คุณได้จำลองช่วงเวลาสุดท้ายของตัวเองในโลกเสมือน และด้วยความพยายามของคุณ คุณก็สามารถช่วยน้องสาวของตัวเองไว้ได้สำเร็จ】
【หัวใจของคุณเต็มเปี่ยมไปด้วยความพึงพอใจ แม้ว่าจะต้องตายก็ไม่มีอะไรให้เสียใจ】
【แม้ว่าคุณจะมีพรสวรรค์ที่เหนือใคร และไม่ควรจบลงเพียงเท่านี้ แต่ในใจของคุณไม่มีความเสียใจเลย เพราะเชื่อว่าตนเองได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้วจริงๆ】
【การจำลองสิ้นสุด กำลังคำนวณช่วงเวลาที่สำคัญ】
【กำลังประเมินผลจากการจำลอง…】
【กำลังมอบรางวัลจากการจำลอง…】
【จิตสำนึกของโฮสต์กลับคืนสู่ร่าง การจำลองเข้าสู่ช่วงพักฟื้น…】
“เพดานที่คุ้นเคย…”
ราวกับว่าได้ถูกโยนเข้าไปในเครื่องซักผ้าแล้วหมุนอยู่เป็นสิบๆ รอบเสียงอื้ออึงดังขึ้นในสมองของ ซวี่ซี จนกระทั่งได้สติกลับมา ก็พบว่าตัวเองได้กลับคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริงแล้ว
เขานั่งอยู่บนรถเข็นในท่ากึ่งเอนหลัง สายตาจ้องมองไปยังเพดานสีขาว ซวี่ซีก้มลงเล็กน้อย พบว่าตัวเองยังคงถือหนังสือที่อ่านอยู่ก่อนเริ่มการจำลอง ปกหนังสือสะอาด ไม่มีฝุ่นจับ
"ใช้ชีวิตอยู่ในโลกจำลองมาหลายปี แต่โลกแห่งความเป็นจริงกลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยเหรอ?"
"นี่สินะที่เรียกว่า 'การหยุดเวลา'..."
ซวี่ซีถอนหายใจด้วยความโล่งอก ยังดีที่โลกจำลองกับโลกจริงไม่ได้ดำเนินไปพร้อมกัน ไม่อย่างนั้นถ้าหายตัวไปเป็นเวลานาน คงจะถูกขึ้นบัญชีบุคคลสูญหายแน่ๆ
ติ๊ด…ติ๊ด… ติ๊ด…
เสียงแจ้งเตือนจากเครื่องจำลองดังขึ้นไม่หยุด ดูเหมือนจะเป็นการสรุปผลรางวัลจากการจำลองในครั้งแรก แต่ซวี่ซีไม่สนใจ เขาควบคุมรถเข็นเคลื่อนตัวไปที่เตียง ใช้มือทั้งสองข้างพยายามพยุงร่างขึ้นทีละนิดจนสามารถเอนตัวลงบนเตียงได้สำเร็จ
เขาปิดตาลง แล้วพักผ่อนทันที
เขาเหนื่อยเหลือเกิน
แม้ว่าเมื่อออกจากโลกจำลองแล้ว ร่างกายของเขาจะกลับคืนมาเป็นปกติ แต่สภาพจิตใจของซวี่ซียังคงอ่อนล้า และยังไม่ได้ฟื้นตัวเลย
ดังนั้น…เขาขอนอนพักก่อนแล้วกัน
"ซ่า…ซ่า…"
ท่ามกลางสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น เขาได้ยินเสียงฝนตกลงมาจากภายนอก
สายฝนกระหน่ำตกลงมาอย่างหนัก
ราวกับสายน้ำจากสวรรค์กำลังเทลงมา ท่วมท้นไปทั่วทั้งสำนักเทียนเจี้ยน ทำให้กลิ่นคาวเลือดที่อบอวลอยู่เจือจางลงเล็กน้อย
เม็ดฝนร่วงกระทบพื้น สาดกระเซ็นเป็นละอองน้ำ แต่หญิงสาวยังคงไม่ขยับเขยื้อน
นางเพียงแค่คุกเข่าอยู่ตรงนั้น ก้มศีรษะลงมองพื้นอย่างเหม่อลอย มือทั้งสองประคองอะไรบางอย่างเอาไว้ ราวกับว่านางพยายามจะจับสิ่งนั้นเอาไว้
แต่ภายใต้สายฝนที่ชะล้าง ทรายและโคลนในมือของนางก็ค่อยๆ ไหลร่วงลงจากง่ามนิ้ว
นางไม่อาจไขว่คว้าอะไรไว้ได้เลย
สิ่งเดียวที่นางพบเจอ มีเพียงเศษผ้าที่ขาดรุ่งริ่ง…นี่คือ ‘ของที่ระลึก’ เพียงชิ้นเดียวที่พี่ชายของนางทิ้งไว้หลังจากตายจากไป
เดิมทีมันเป็นผ้าสีขาวสะอาด แต่ตอนนี้กลับถูกย้อมไปด้วยสีดำจากเลือดของเขา
แม้แต่สายฝนก็ไม่อาจชะล้างคราบเลือดนี้ออกไปได้
หญิงสาวเพียงแค่นั่งนิ่งอยู่อย่างนั้น ดวงตาไร้แวว สิ้นหวัง กำผ้าผืนนั้นไว้แน่น
แม้จะไม่อยากยอมรับ
แม้จะไม่ต้องการเชื่อ
แต่ความเจ็บปวดที่ฉีกกระชากหัวใจ ความเสียใจที่ฝังลึก และความเกลียดชังที่พลุ่งพล่าน ล้วนบอกกับ ซวี่โม่ลี่ อย่างชัดเจนแล้วว่า…
พี่ชายของนาง…ได้จากไปแล้ว
จากไปด้วยสภาพที่น่าเวทนาที่สุด
จากไปต่อหน้าต่อตาของนาง
พี่ชายที่เคยก่อไฟให้นางในฤดูหนาวได้จากไปแล้ว
พี่ชายที่เคยทำงานหนักทั้งวันเพื่อซื้อขนมให้นางได้จากไปแล้ว
พี่ชายที่เฝ้าดูแลนางไม่ห่างในยามที่นางสลบไสล ได้จากไปแล้ว
พี่ชายของนาง…
จากไปจริงๆ แล้ว…
"อา…อา…อา…"
วีรบุรุษเพียงหนึ่งเดียวของนาง
ดวงอาทิตย์ที่เคยอบอุ่นและสว่างไสวในใจของนาง
…ไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว
มันไม่ใช่แค่การจากลาชั่วคราว
แต่เป็นการจากลาชั่วนิรันดร์
เสียงหัวใจของ ซวี่โม่ลี่ ค่อยๆ เบาลง ท่ามกลางเสียงสายฝนที่เทกระหน่ำรอบตัว
ในดวงตาของนาง ไม่มีแม้แต่หยดน้ำตาอีกแล้ว มีเพียงแต่ความเศร้าโศกที่แห้งผากและความสิ้นหวังอันลึกสุดใจ
“อยากตายให้มันจบๆ ไปจริงๆ”
แต่แม้แต่ความคิดเช่นนี้ก็ยังเป็นเพียงความสบายเกินไป
เพราะชีวิตนี้…เป็นชีวิตที่พี่ชายได้ช่วยนางเอาไว้ หากนางตายไปอย่างไร้ค่า เช่นนั้นการตายของพี่ชายก็คงไร้ความหมายเช่นกัน
ดังนั้น ซวี่โม่ลี่ จึงตัดสินใจละทิ้งตัวตนของตนเอง ปล่อยให้ความสิ้นหวังกลืนกินนางไปทั้งหมด
ภายนอก การต่อสู้ยังคงดุเดือด
ดูเหมือนว่าสำนักฝ่ายธรรมะอื่นๆ จะเข้ามาช่วยเหลือได้ทันเวลาพอดี ในช่วงที่วิกฤติ พวกเขารวมพลังกับศิษย์ของ สำนักเทียนเจี้ยน และช่วยกันขับไล่เหล่าผู้ฝึกตนฝ่ายมารให้หนีไปได้
แต่นั่นไม่เกี่ยวอะไรกับ ซวี่โม่ลี่ อีกแล้ว
ฝ่ายธรรมะก็ดี
ฝ่ายมารก็ช่าง
นางไม่อยากรับรู้อะไรอีกต่อไปแล้ว
เพียงแต่…
ท่ามกลางเสียงการต่อสู้อันดุเดือด ดวงตาที่เคยไร้แววของหญิงสาวกลับสั่นไหวไปชั่วขณะ นางได้ยินพวกมันพูดถึงพี่ชายของเธอ
“บัดซบ! ไอ้พวกผู้ดีจอมปลอมพวกนี้มาถึงกันเร็วกว่าที่คิด!”
“แผนการล้มเหลวแล้ว รีบถอยเร็ว!”
“หึๆ แต่ก็คุ้มค่าแล้ว ครั้งนี้พวกเราสังหารผู้ฝึกตนระดับจิตวิญญาณทารกแรกกำเนิดไปตั้งสามคน แถมยังได้จัดการกับศิษย์เอกของสำนักเทียนเจี้ยนด้วย”
“ชื่ออะไรนะ? อ้อ…ซวี่ซี ใช่ไหม?”
“เจ้านั่นมันปีศาจชัดๆ สังหารผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำไปเป็นสิบเลย แต่สุดท้ายก็ตายไปแล้ว ฮ่าๆ”
“อัจฉริยะเหรอ? มันก็แค่เพียงเศษสวะที่ดวงดีเท่านั้นแหละ!”
ให้อภัยไม่ได้…
ให้อภัยไม่ได้ ให้อภัยไม่ได้ ให้อภัยไม่ได้!
นางไม่สามารถให้อภัยพวกที่ดูถูกพี่ชายของนางได้
นางไม่สามารถให้อภัยความอ่อนแอของตัวเองได้
นางต้องทำอะไรสักอย่าง…!
เปรี้ยง! เสียงฟ้าผ่ากัมปนาท
ท่ามกลางท้องฟ้ามืดครึ้ม สายฟ้าส่องสว่างไปทั่วบริเวณ
ซวี่โม่ลี่ลุกขึ้นยืนฝ่าพายุฝน คราบน้ำตายังคงติดอยู่ที่หางตา ทว่าใบหน้ากลับแย้มยิ้มอย่างเย็นชา นางไม่ได้ใช้เหตุผลอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้นางเคลื่อนไหวด้วยสัญชาตญาณเพียงอย่างเดียว
นางหยิบผ้าผืนหนึ่งขึ้นมา ผ้าผืนนั้นชุ่มไปด้วยเลือดของคนที่นางรักที่สุด
นางใช้มันมัดผมของตัวเองให้แน่น
เรือนผมสีดำสนิทสะบัดไหว สายตาเต็มไปด้วยเจตนาสังหาร มือหนึ่งจับกระบี่ไม้ของพี่ชายแน่น ก่อนพุ่งตัวเข้าหาผู้ฝึกตนฝ่ายมารที่กำลังหนีตาย
หนึ่งกระบี่ สะเทือนฟ้าดิน
หนึ่งกระบี่ ปีศาจร่ำไห้
หนึ่งกระบี่ ควบแน่นแก่นทองคำ
“ข้าจะให้พวกเจ้า…ไปเป็นเครื่องสังเวยให้พี่ชายของข้า!”
หญิงสาวเอ่ยวาจาที่เย็นยะเยือกที่สุดออกมา ดวงตาที่เปื้อนน้ำตาแต่แฝงไปด้วยเพลิงแค้น
พลังสังหารเอ่อล้นออกมาจนถึงขีดสุด
กำแพงพลังที่เคยขวางกั้นนางเอาไว้แตกกระจาย ทำให้นางทะลวงผ่านขั้นแก่นทองคำไปในพริบตา!
กระบี่ไม้ของพี่ชายนางตวัดออก ทุกสรรพสิ่งที่ขวางทาง ถูกตัดขาดจนหมดสิ้น
ไม่ว่าศัตรูจะเป็นระดับแก่นทองคำ หรือแม้แต่ระดับจิตวิญญาณทารกแรกกำเนิด ต่างล้วนถูกทำลายภายใต้กระบี่เดียว!
“อย่าตกใจ! พวกเราฆ่าซวี่ซีได้ ก็ฆ่าน้องสาวของมันได้เหมือนกัน!”
เสียงหนึ่งตะโกนขึ้นมาท่ามกลางความสับสนของพวกมาร แต่ทันทีที่คำพูดนั้นจบลง เขากลับรู้สึกว่าโลกหมุนคว้าง ศีรษะของเขากลิ้งตกลงสู่พื้น
“นาง…ฆ่าได้โหดร้ายขึ้นอีกแล้ว”
ฆ่า
แล้วก็ฆ่า
แล้วก็ฆ่าอีก!
ฆ่าให้พวกที่ดูถูกพี่ชายนาง…สูญสิ้นไปจากโลกนี้!
“ฮ่าๆๆๆ!”
เสียงหัวเราะของนางที่คลุ้มคลั่งดังขึ้นท่ามกลางสายฝน
หญิงสาวในอาภรณ์ขาวที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด…
นางเอนศีรษะเล็กน้อย มองไปยังผู้ฝึกตนฝ่ายมารที่เหลืออยู่ด้วยรอยยิ้มแปลกประหลาด
จากนั้น…เธอก้าวเดิน
แม้ว่าจะดูเหมือนเดินช้าๆ แต่ทุกย่างก้าวของเธอกลับทะยานผ่านระยะทางอันไกลโพ้น
พวกมารตื่นตระหนกจนหนังศีรษะด้านชา
พวกมันพยายามหลบหนี แต่จะหนีไปได้ที่ไหนกัน?
ไม่ว่าจะหนีไปไกลแค่ไหน ก็ไม่มีใครรอดจากประกายกระบี่ของนางได้!
ภายในความเจ็บปวดที่ถูกฉีกกระชาก พวกมันรับรู้ถึงความตายที่กำลังกลืนกินพวกมันไปทีละน้อย…
ในที่สุด กลุ่มผู้ฝึกตนฝ่ายธรรมะที่เหลือก็มาถึง พวกเขาเดิมทีตั้งใจจะช่วยกำจัดศัตรู
แต่สิ่งที่พวกเขาเห็นคือซากศพของพวกมารที่กองสูงราวกับภูเขา
พวกเขาสั่นกลัว ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้นาง
นั่นไม่ใช่ภาพที่มนุษย์จะสร้างขึ้นได้
ทั่วทั้งท้องฟ้ายังคงมีแขนขาและร่างไร้วิญญาณร่วงหล่นลงมาไม่ขาดสาย
โลหิตและสายฝนไหลรวมกันเป็นสายธารสีแดงฉาน
ท่ามกลางห่าฝนสีโลหิต หญิงสาวยืนอยู่เพียงลำพัง
ใต้ฝ่าเท้าของนาง…
มีเพียงทะเลศพที่นางสร้างขึ้นเองกับมือ