โดนปฏิเสธ
สตีฟพยายามเกลี้ยกล่อมให้อาเธอร์ยอมแพ้และเลิกฝันถึงสิ่งที่ไม่อาจเป็นจริง แต่กลับกลายเป็นว่าอาเธอร์มีแผนอนาคตที่ชัดเจน และรู้ว่าหน้าที่ของกองหน้าคืออะไร
"ก่อนหน้านี้ฉันดูเกมเยอะมากนะ ฉันรู้ว่ากองหน้าในอนาคตเขาเล่นกันยังไง"
"ฉันสามารถฝึกเล่นเป็นกองหน้าสองสไตล์ได้ คือแบบพลังและแบบโอกาส" อาเธอร์อธิบายอย่างมั่นใจ
"แบบพลัง ตัวอย่างเช่น กาเบรียล บาติสตูตา ที่มีร่างกายแข็งแกร่ง การปะทะยอดเยี่ยม เก่งเรื่องการยิงเต็มแรงและการดวลตัวต่อตัว ส่วนแบบโอกาสก็คือ ฟิลิปโป้ อินซากี ที่ไม่เน้นปะทะ แต่จะคอยวิ่งหาช่องที่เส้นล้ำหน้าไปมา ทดสอบความอดทนและสมาธิของกองหลัง"
ทั้งสองคนนี้แทบไม่ได้เลี้ยงบอลโชว์เทคนิคมากนัก ทำให้ข้อด้อยเรื่องการเลี้ยงบอลของอาเธอร์ไม่ใช่ปัญหา และเหมาะที่จะเป็นต้นแบบให้เขาเรียนรู้
สตีฟตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบๆ "ไม่ใช่ว่ามีแค่พลังแล้วจะกลายเป็นบาติสตูตาได้ นายต้องมีสไตล์การเล่นที่เหมาะกับตัวเองด้วย"
อาเธอร์ยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดอย่างมุ่งมั่น "ฉันคิดไว้แล้ว ฉันจะเป็นกองหน้าสายบวก!"
"นี่มันสไตล์แบบไหนกัน?" สตีฟถามด้วยความงุนงง เพราะไม่เคยได้ยินมาก่อน
"ก็สไตล์ที่ชนกับคนอื่นไง! ฉันจะเข้าปะทะกับกองหลังฝ่ายตรงข้าม ถ้าร่างกายพวกเขาไม่แข็งแกร่งเท่าฉัน เกมทั้งเกมพวกเขาจะไม่รู้จะหนีไปทางไหนและต้องทรมานใจจนอยากเลิกเล่นเลยทีเดียว" อาเธอร์ตอบอย่างมั่นใจ
ตอนเล่นบอลสมัครเล่น อาเธอร์ใช้วิธีนี้บังคับกองหลังคู่แข่งเสมอ เขาไม่เคยหลีกเลี่ยงการเข้าปะทะ และมีสไตล์การเล่นที่ดุดันมาก
ในขณะที่สตีฟเป็นนักเตะสายหลบหลีก เขาชอบการวิ่งอย่างสม่ำเสมอและบางครั้งก็เร่งความเร็วเพื่อเลี้ยงหลบ สไตล์นี้คือการกระตุ้นประสาทของคู่ต่อสู้ โดยใช้การตัดสินใจที่รวดเร็วและคาดเดาไม่ได้ แต่เส้นทางของอาเธอร์กลับเป็นตรงกันข้าม เขาต้องการท้าทายความแข็งแกร่งทางกายภาพของคู่แข่งและใช้ข้อได้เปรียบของร่างกายตัวเองให้เต็มที่
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สตีฟก็ยอมรับว่าแนวทางที่อาเธอร์จะเปลี่ยนมาเล่นกองหน้ามีความเป็นไปได้สูง
ถ้าอาเธอร์ต้องการดึงความได้เปรียบด้านร่างกายออกมาให้ได้มากที่สุด เขาต้องเล่นตำแหน่งกองหน้าหรือกองหลังตัวกลาง กาเบรียล บาติสตูตา "ตำนาน" ของอาร์เจนตินาก็มีความคล้ายคลึงกับอาเธอร์อยู่บ้าง ในช่วงวัยหนุ่มเทคนิคพื้นฐานของเขาไม่ดีนัก แม้แต่การเดาะบอลก็ยังไม่คล่อง แต่ไม่นานเขาก็กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลก
ตอนที่บาติย้ายไปฟิออเรนตินา เขาอายุ 22 ปี ยังมีเวลาให้พัฒนาตัวเองอีกมาก แต่อาเธอร์เพิ่งอายุ 18 ปีเท่านั้น
บางครั้ง การเปลี่ยนความคิดของคนก็เกิดขึ้นได้ในชั่วพริบตา สตีฟเคยคิดมาตลอดว่า การที่อาเธอร์เล่นตำแหน่งผู้รักษาประตูนั้นเป็นการเสียพรสวรรค์ไปเปล่าๆ แต่ที่ผ่านมานั้น อาเธอร์ไม่มีความปรารถนาที่จะเล่นเกมรุก ทำให้สตีฟไม่สามารถเปลี่ยนใจเขาได้
"ฉันพูดไปหมดแล้ว นายคิดว่ายังไง?" อาเธอร์ถามด้วยแววตามั่นใจ
"ในเมื่ออยากเล่นกองหน้า งั้นก็ลองดู ฉันจะจัดโปรแกรมฝึกให้ แต่จากนี้นายต้องซ้อมพื้นฐานให้หนัก ห้ามขี้เกียจ" สตีฟพูดพร้อมยิ้ม
"ไม่ห้ามฉันแล้วเหรอ?"
"ห้ามไม่ได้หรอก ฉันรู้ว่านายเป็นคนแบบไหน ถ้าตัดสินใจแล้วก็เปลี่ยนใจยาก อีกอย่าง ถ้าทำได้สำเร็จ การเล่นกองหน้าก็ทำเงินได้มากกว่าตำแหน่งอื่นอยู่แล้ว แต่ต้องเตรียมใจไว้ด้วยนะ การเปลี่ยนตำแหน่งมาเป็นกองหน้าน่ะ เริ่มจากลีกล่างอย่างลีกวันก็ดีถมแล้ว"
อาเธอร์ที่วางแผนจะเข้าร่วมทีมดีๆ ถึงกับขมวดคิ้ว "นายแน่ใจเหรอ?"
"ถ้านายเป็นเจ้าของทีม ผู้จัดการ หรือโค้ชของทีมในลีกแชมเปียนชิป นายจะเลือกคนที่เคยเป็นผู้รักษาประตูมาเล่นกองหน้ารึเปล่า?" สตีฟพูดพร้อมกรอกตา
“ลองไปทดสอบฝีเท้าก่อนสิ เผื่อฉันอาจจะเอาชนะใจพวกเขาได้ด้วยพรสวรรค์ของตัวเอง” อาเธอร์มั่นใจในศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่
“คิดมากตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์ รอดูกันไปดีกว่า”
ในวันถัดมา สตีฟจัดทำแผนการฝึกซ้อมที่ดูเป็นมืออาชีพมาก ๆ เขาเล่นในตำแหน่งกองกลางตัวรุก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็รู้ลึกถึงการฝึกในตำแหน่งอื่น ๆ ทั้งหมด เพราะเป้าหมายของเขาคือการเข้าไปอยู่ในสายตาของโค้ชเวนเกอร์ให้ได้เร็วที่สุด
น่าเสียดายที่เขายังล้มเหลว ฤดูกาลนี้เขาไม่สามารถเข้าทีมชุดใหญ่ได้ อาร์เซนอลในตอนนี้มีความแข็งแกร่งในตำแหน่งกองกลางที่ติดอันดับท็อป 10 ของโลก ทำให้โอกาสที่นักเตะดาวรุ่งจะได้ลงสนามแทบเป็นไปไม่ได้เลย
การแข่งขันในวงการฟุตบอลอังกฤษนั้นโหดร้ายมาก ไม่ใช่แค่มีพรสวรรค์แล้วจะได้ลงเล่น การแข่งขันในทีมใหญ่ยิ่งดุเดือดกว่าเดิม
อาเธอร์เข้าร่วมการฝึกซ้อมแบบเข้มข้นเป็นเวลา 1 สัปดาห์ โดยมีสตีฟคอยช่วยเหลือและประสานงาน จนได้ข้อสรุปว่าอาเธอร์เป็นนักเตะที่ใช้พละกำลังมากกว่าทักษะ
กองหน้าที่ผ่านการฝึกในแคมป์อย่างเป็นทางการล้วนมีเทคนิคที่ดีกว่าอาเธอร์ แม้กระทั่งในสนามบอลสมัครเล่นก็ยังมีคนที่มีทักษะเหนือกว่าเขาอีกมาก แต่เมื่อเป็นการแข่งขันจริง นักเตะสมัครเล่นก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอาเธอร์เลย พละกำลังของเขาเกินต้านจนไม่มีใครหยุดเขาได้ แม้จะพยายามดึงตัวเขาก็ไม่สำเร็จ
สตีฟได้ชมการแข่งขันนัดหนึ่งจากข้างสนาม และยิ่งสนับสนุนให้อาเธอร์เปลี่ยนไปเล่นตำแหน่งกองหน้า เขารู้ว่าถ้าเป็นตัวเขาลงสนามก็ป้องกันอาเธอร์ไม่อยู่เหมือนกัน และคงหยุดการทำประตูของอาเธอร์ไม่ได้
ในการแข่งขันนัดนั้น อาเธอร์ยิงคนเดียว 8 ประตู ทุกประตูมาจากการวิ่งหาช่องและเข้าทำประตูอย่างเฉียบขาด คู่แข่งที่เป็นกองหลังตัวกลางสองคนแทบจะร้องไห้เพราะรับมือกับเขาไม่ไหว
เขามักจะเบียดกองหลังเพื่อหาช่องว่างได้เสมอ และยังวิ่งเข้าจุดหมายได้เร็วกว่าอีกฝ่ายเพียงจังหวะเดียว จนสามารถทำประตูได้ นอกจากนี้เขายังมีความเข้าใจเกมและจังหวะการวิ่งหาช่องที่ยอดเยี่ยม ไม่ได้มีเพียงแค่พละกำลังเท่านั้น แต่ลูกโหม่งของเขาก็อันตรายมาก
เมื่อพูดถึงลูกโหม่ง สตีฟรู้สึกว่าดาวยิงในแนวรุกของอาร์เซนอล แม้กระทั่งเธียร์รี อองรี หรือเดนนิส เบิร์กแคมป์ ยังเทียบอาเธอร์ไม่ได้
ปลายเดือนเมษายน สตีฟเริ่มพาอาเธอร์ไปหาทีมเพื่อลองทดสอบฝีเท้า แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นไปตามที่หวัง แม้พวกเขาจะข้ามพรีเมียร์ลีกและลีกวันไปเลย แล้วลองไปที่ลีกทู ซึ่งเป็นระดับที่สามของอังกฤษ แต่ก็ยังโดนปฏิเสธ
ทีมที่พวกเขาไปหาคือ ควีนส์ปาร์ก เรนเจอร์ส
ทีมนี้ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นนัก ย้อนไปในปี 1996 พวกเขาจบอันดับที่ 19 ในพรีเมียร์ลีกจนตกชั้นไปเล่นในดิวิชั่นหนึ่ง และหลังจากนั้นก็ตกชั้นไปยังลีกทู กลายเป็นทีมที่ฟอร์มตกต่ำและไม่สามารถกลับมาอยู่ในระดับสูงได้อีก
อาเธอร์ไม่ชอบทีมนี้เลย เขาคิดว่าไม่มีอนาคต ถ้าไม่ใช่เพราะสตีฟเห็นว่าทีมนี้อย่างน้อยก็เป็นทีมในลอนดอน มีประวัติศาสตร์ยาวนานและฐานแฟนบอลจำนวนไม่น้อย เขาคงไม่อยากมา
โค้ชหัวล้านของควีนส์ปาร์ก เรนเจอร์สไม่เห็นค่าในตัวอาเธอร์เลย และปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมา “เปลี่ยนตำแหน่ง? จากผู้รักษาประตูที่ไม่ได้เรื่องมาเป็นกองหน้า? ให้คุณมาทดสอบฝีเท้าคงเสียเวลาเปล่า ทีมเราไม่ได้ขาดผู้รักษาประตูและยิ่งไม่ต้องการกองหน้าแบบนาย กองหน้าแบบนี้ผมคิดว่าอังกฤษทั้งประเทศก็คงไม่ต้องการ”
อาเธอร์แค่นเสียง “ยังไม่ได้ลองเลย คุณมั่นใจขนาดนั้นเลยหรือ?”
“ถ้านายอยากเล่นกองหน้า ก็ไปลองที่ลีกระดับล่าง ๆ สิ ระดับเจ็ดหรือแปดอะไรแบบนั้น ผมกล้าพูดเลยว่าไม่มีทีมในลีกทูทีมไหนให้นายทดสอบฝีเท้าแน่ พวกเราเป็นทีมระดับสามนะ”
“ใช่สิ ทีมที่ตกชั้นมาเรื่อย ๆ จนอยู่ระดับสามนี่มันยอดเยี่ยมจริง ๆ พอดีผมเองก็ไม่เห็นค่าพวกคุณเหมือนกัน สตีฟ ไปกันเถอะ ไอ้หัวล้านนี่ต้องเสียใจแน่ในอนาคต เขาจะได้รู้ว่าเขาพลาดอะไรไป”
โค้ชหัวล้านหัวเราะเยาะ “พลาดเหรอ? พลาดผู้รักษาประตู U18 ที่เสียประตูมากที่สุดอย่างแก? ฉันเจอพวกไร้ความสามารถแต่มั่นใจเกินตัวแบบแกมานักต่อนักแล้ว”
อาเธอร์ยิ้มตอบ “ฉันก็เจอพวกหัวล้านแบบแกมานักต่อนักเหมือนกัน โอ้ พระเจ้า นี่แหละอังกฤษตัวจริง”
ทั้งคู่ต่างมองกันด้วยสายตาไม่ชอบใจ แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นลงไม้ลงมือ สตีฟไม่ได้พูดอะไร ได้แต่รู้สึกอึ้ง เพราะปกติอาเธอร์ไม่เคยพูดจาแบบนี้กับใคร ปกติเขาเป็นคนเงียบ ๆ และค่อนข้างเก็บตัว
เมื่อทั้งสองกลับมาที่รถ สตีฟถามขึ้นว่า “ทีมลีกทูยังไม่ให้โอกาสนายลองฝีเท้า แถมโค้ชคนนั้นยังดูถูกนายอีก...ทำไมนายดูไม่ร้อนใจเลยล่ะ? แถมยังไม่โกรธด้วย?”
อาเธอร์ยิ้มตอบ “ฉันมั่นใจว่าตัวเองจะเปลี่ยนตำแหน่งได้สำเร็จ และฉันไม่ได้สนใจทีมนี้อยู่แล้ว ไม่มีเหตุผลต้องโกรธ ทองแท้ย่อมไม่กลัวไฟ สักวันจะมีทีมที่ยอมให้โอกาสฉันได้ลอง และยอมรับในพรสวรรค์ของฉันเอง”
แม้เขาจะพูดแบบนั้น แต่ในใจกลับรู้สึกหดหู่ เขาตระหนักถึงความจริงอันโหดร้ายว่าในอังกฤษ เขาอาจทำได้แค่เริ่มต้นอาชีพในระดับลีกดิวิชั่นสามหรือสี่เท่านั้น
ทีมในสามอันดับแรกของลีกไม่มีใครเห็นค่าเขา แล้วเขาจะทำอะไรได้? จะพูดจาข่มขู่หรือฝากฝังคำพูดไว้ว่า “อย่าประมาทเด็กที่ยังไม่มีอะไรสิ” งั้นเหรอ? คำพูดพวกนั้นไม่ได้ช่วยให้เขาได้รับโอกาสในการทดสอบฝีเท้า แค่หวังว่าวันหนึ่งเมื่อเขากลายเป็นนักเตะดาวรุ่งจริง ๆ ทีมที่ปฏิเสธเขาในวันนี้จะเสียใจ
“ว่าแต่นายลองหาตัวแทนหรือเอเย่นต์ดีไหม? เอเย่นต์อาจช่วยนายหาทีมที่เปิดโอกาสให้ลองฝีเท้าได้”
“ถ้ามีเอเย่นต์คนไหนเห็นค่าฉัน คงมีมานานแล้ว และฉันเองก็ไม่สนใจเอเย่นต์ธรรมดา ๆ” อาเธอร์ยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ
ในวงการฟุตบอล มีความเชื่อมโยงระหว่างโค้ชเยาวชนและเอเย่นต์นักเตะอยู่ไม่น้อย โดยทั่วไปแล้ว เอเย่นต์จะจ่ายเงินให้กับโค้ชเหล่านี้ เพื่อให้พวกเขาได้สิทธิ์ในการดูแลนักเตะเยาวชนที่มีศักยภาพสูงที่สุดในทีม
เมื่อ 6 ปีก่อน เกรแฮม อดีตผู้จัดการทีมอาร์เซนอลก่อนยุคของเวนเกอร์ เคยถูกตัดสินว่ามีความผิดจากการรับสินบน 450,000 ปอนด์ จากเอเย่นต์ชาวนอร์เวย์ในระหว่างการซื้อนักเตะสองคน ส่งผลให้เขาถูกแบนจากการทำงานที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลเป็นเวลาหนึ่งปี
ส่วนใหญ่แล้ว เอเย่นต์จะหาเงินจากค่าธรรมเนียมการย้ายทีมของนักเตะ แต่บางคนก็ยังมีรายได้จากการหักเปอร์เซ็นต์ในสัญญารายได้ของนักเตะกับสโมสร รวมถึงรายได้จากสปอนเซอร์
โดยทั่วไป เอเย่นต์มักจะได้ส่วนแบ่งจากรายได้รวมของนักเตะประมาณ 7% แต่ในบางกรณี ตัวเลขนี้อาจสูงถึง 30% หรือมากกว่านั้น เพราะใน 95% ของการย้ายทีม สโมสรผู้ซื้อจะเป็นฝ่ายจ่ายค่าธรรมเนียมก้อนใหญ่ให้กับเอเย่นต์แทนนักเตะ
นักเตะแบบอาเธอร์ที่ไม่มีเอเย่นต์ ในสายตาของผู้จัดการทีมต่าง ๆ ก็แทบจะถูกมองว่าไร้อนาคต นี่คือปัญหาที่เขาแก้ไม่ได้ในตอนนี้ เอเย่นต์ที่ดีไม่สนใจเขา ส่วนเอเย่นต์ที่ไม่ดีอาจทำให้เขายิ่งเสียโอกาสมากขึ้น
ทั้งสองวิ่งเต้นไปเพียง 4 สโมสร และก็เป็นไปตามที่สตีฟคาดไว้ สโมสรในลอนดอนล้วนเคยเห็นข่าวของอาเธอร์ในฐานะผู้รักษาประตูที่แย่มาก เมื่อตอนนี้เขาไปขอทดสอบฝีเท้าในฐานะกองหน้า ทุกคนมองว่าเป็นการเสียเวลา คำว่า “ทีมเราไม่ขาดกองหน้า” ก็เพียงพอที่จะปฏิเสธเขา
อาเธอร์เข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงไม่ยอมให้โอกาสเขาทดสอบฝีเท้า เพราะเขาดูไม่เป็นมืออาชีพในสายตาของคนอื่น และยังมีความคิดที่แพร่หลายในวงการว่า ถ้าเขาเป็นนักเตะที่มีพรสวรรค์จริง ๆ อาร์เซนอลที่เป็นต้นสังกัดคงเห็นแววและช่วยให้เขาเปลี่ยนตำแหน่งไปนานแล้ว จะมีโค้ชคนไหนมองไม่ออกถึงพรสวรรค์ของเขา?
ฟังดูแล้วเป็นเหตุผลที่สมเหตุสมผลมาก แต่มันไม่มีทางนำไปสู่ความจริง เพราะไม่มีใครคาดเดาได้เลยว่าอาเธอร์ในตอนนี้ไม่ใช่คนเดิม
อาเธอร์ก่อนและหลังการข้ามเวลานั้นราวกับเป็นคนละคน การเป็นผู้รักษาประตูไม่ใช่สิ่งที่เขาเลือก แต่มันเป็นความผิดของระบบต่างหาก!