การพบกันโดยบังเอิญ
เมื่อกลับมาถึงบ้าน เจ้าหน้าที่ดูแลก็เข้ามาทำความสะอาดห้องของเสิ่นหลินให้เรียบร้อย
ทั้งพับเสื้อผ้า ปูเตียง และจัดระเบียบทุกอย่างอย่างมืออาชีพ
เพียงชั่วโมงเดียว บ้านทั้งหลังก็สะอาดเอี่ยมอ่อง
ของใช้ประจำวันก็ครบครัน แถมยังล้วนแต่เป็นแบรนด์ชั้นนำ
ทั้งหมดนี้หักจากค่าบริการจัดการทรัพย์สินล่วงหน้า สำหรับเจ้าของยูนิต T2 อย่างเสิ่นหลิน
บริษัทสามารถให้เครดิตล่วงหน้าได้ปีละสามล้านหยวน แล้วค่อยมาชำระเต็มจำนวนในปีถัดไป
หลังจากส่งบัตเลอร์กับทีมบริการกลับไปแล้ว
เสิ่นหลินมองไปรอบ ๆ ห้องชุดขนาดใหญ่ของตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะเดินไปที่หน้าต่างบานใหญ่ที่ยาวตั้งแต่พื้นจรดเพดาน แล้วถ่ายภาพทิวทัศน์ด้านนอกหนึ่งภาพ
จากนั้นเขาก็เข้าไปแก้ไขข้อความในวีแชทแล้วโพสต์ลงไป
ข้อความที่โพสต์: ในที่สุดก็ลงหลักปักฐานที่หางโจวแล้ว!
ภาพประกอบ: วิวทิวทัศน์นอกหน้าต่างที่เพิ่งถ่ายไป
ระบุตำแหน่ง: กวานหยุนเฉียนถัง อาคาร T2!
หลังจากโพสต์เสร็จ เสิ่นหลินก็เริ่มรู้สึกหิวเล็กน้อย
เขาจึงติดต่อฝ่ายดูแลทรัพย์สินของคอนโดโดยตรง
ขอให้เชฟอาหารจีนจากคลับเฮาส์ของโครงการเตรียมอาหารจีนให้และนำมาส่งถึงห้อง
ก็แน่ล่ะทั้งเช้าย้ายของ ทั้งปลดปล่อยตัวเอง(?) แล้วก็นวดแบบเร่าร้อนอีก เสิ่นหลินก็หิวจนท้องร้องแล้ว
ไม่นาน เชฟก็ยกอาหารเช้ามาให้ถึงห้อง
คุณภาพไม่ธรรมดาเลยโจ๊กหอยเป๋าฮื้อออสเตรเลียใส่รากคุดซู ช่วยฟื้นร่างกายและสร่างเมาได้ดีเยี่ยม
ตามด้วยเกี๊ยวกุ้งแก้วที่ใช้เนื้อกุ้งมังกรน้ำลึกจากนิวซีแลนด์ และแป้งห่อเกี๊ยวทำจากแป้ง เมิ่งหลี่ บี ที่ทั่วโลกมีจำนวนจำกัด
เสิร์ฟพร้อมล็อบสเตอร์ เนื้อเด้งฉ่ำ รสชาติหอมกลิ่นทะเลอย่างแท้จริง
สุดท้ายคือโรลเค้กทุเรียนที่ใช้ทุเรียนมูซังคิงแท้ หวานมันละลายในปาก
อาหารเช้ามื้อนี้ทำให้เสิ่นหลินพอใจอย่างยิ่ง
“บรื๊น ๆ ๆ!”
มือถือในกระเป๋ากางเกงของเสิ่นหลินสั่นเบา ๆ
เขาหยิบขึ้นมาดูแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่รู้จัก
แต่ก็ยังตัดสินใจรับสายด้วยท่าทีสุภาพ
“สวัสดีครับ ไม่ทราบว่าใครโทรมาครับ?”
เสียงผู้หญิงดังขึ้นจากปลายสาย
“ขอโทษที่รบกวนค่ะ ไม่ทราบว่าตอนนี้ฉันกำลังคุยกับคุณเสิ่นหลินหรือเปล่าคะ?”
เสิ่นหลินขมวดคิ้วอีกครั้ง แต่ก็ยังถามกลับไปด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“ผมเองครับ ไม่ทราบว่าคุณเป็นใคร?”
“คุณเสิ่นหลิน ขอโทษที่โทรมารบกวนนะคะ!”
น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนไปทันทีเมื่อยืนยันได้ว่าเป็นเจ้าตัวจริง ฟังดูให้ความเคารพไม่น้อย
“ฉันชื่อเสี่ยวรั่วเว่ยค่ะ เป็นผู้จัดการสาขาหางโจวของธนาคารก่อสร้างแห่งประเทศจีน ตอนนี้ยอดเงินฝากของคุณในธนาคารเราได้เข้าสู่ระดับลูกค้าแพลตินัมแล้วค่ะ!”
“ทางเราจึงอยากเชิญคุณเข้าร่วมโปรแกรมลูกค้าพิเศษระดับแพลตินัมของธนาคาร พร้อมจัดสรรบริการวีไอพีตามความต้องการของคุณ ไม่ทราบว่าคุณสะดวกแวะมาทำธุรกรรมที่ธนาคารเมื่อไรคะ?”
น้ำเสียงของเสี่ยวรั่วเว่ยนั้นสุภาพและอ่อนน้อมอย่างยิ่ง
ต้องเข้าใจก่อนว่า ตอนนี้ยอดเงินฝากของเสิ่นหลินพุ่งขึ้นไปถึงหลักร้อยล้านแล้วแม้ผู้บริหารระดับสูงหลายคนที่ธนาคารเคยเจอจะมีทรัพย์สินมากกว่านี้ แต่ส่วนใหญ่ไม่ใช่ เงินสด ทั้งหมด
และเมื่อเสี่ยวรั่วเว่ยตรวจสอบข้อมูลของเสิ่นหลิน
เธอก็พบว่า ไม่ใช่แค่อายุยังน้อยเท่านั้น
ที่สำคัญกว่านั้นคือ แหล่งเงินของเขามาจากการลงทุนในฟิวเจอร์สและกองทุนทั้งหมด
พูดอีกอย่างคือ ชายหนุ่มที่อยู่ปลายสายอาจจะเป็น อัจฉริยะด้านการ เงินตัวจริง
คนประเภทนี้มีศักยภาพที่ไม่มีขีดจำกัด และอาจมีค่ามากกว่าลูกค้าทั่วไปที่มีทรัพย์สินนับร้อยล้านเสียอีก
ด้วยเหตุนี้ เสี่ยวรั่วเว่ยจึงพูดกับเสิ่นหลินอย่างนอบน้อมและเป็นมิตรที่สุด
หลังจากฟังจบ เสิ่นหลินก็เข้าใจทันที
แม้เงินฝากของเขาจะสูงมากและกลายเป็นลูกค้าแพลตินัมของธนาคาร แต่แค่นั้นยังไม่พอจะทำให้เธอพูดจาแบบนี้
เหตุผลเดียวที่เป็นไปได้ คืออีกฝ่ายรู้แหล่งที่มาของเงินของเขา และต้องการเข้าหาเพื่อสร้างความสัมพันธ์
หรืออาจจะมีจุดประสงค์อื่น
แต่เสิ่นหลินกลับไม่รู้สึกอึดอัดกับความสุภาพนั้น
ตรงกันข้าม เขารู้สึกสนุกและคาดหวังเสียด้วยซ้ำ เพราะในอนาคต เงินของเขาก็มีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
การได้สัมพันธ์กับผู้คนระดับสูงเหล่านี้ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
คิดมาถึงตรงนี้ เสิ่นหลินจึงกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ว่า
“สวัสดีครับผู้จัดการเสี่ยว พอดีวันนี้ผมมีเวลาว่าง เดี๋ยวผมแวะไปที่ธนาคารของคุณช่วงบ่ายนะครับ”
น้ำเสียงของเสิ่นหลินเรียบเฉย ไม่มีอารมณ์ใดพิเศษเจืออยู่ในถ้อยคำ
ถึงแม้ว่าเขาจะอยากสร้างความสัมพันธ์กับคนระดับนี้ แต่เขาเองก็ไม่ด้อยไปกว่าใคร
การวางตัวให้อยู่ในจุดที่ ไม่ถ่อมตัวแต่ก็ไม่โอ้อวด นั้นดีที่สุด
“ได้เลยค่ะคุณเสิ่น ดิฉันจะรอคุณนะคะ!”
ทั้งสองพูดคุยกันสั้น ๆ ไม่มีพิธีรีตองมากมาย
เพราะยิ่งคนมีฐานะสูงเท่าไร ก็ยิ่งไม่พูดอะไรฟุ่มเฟือยในโทรศัพท์
เสิ่นหลินวางสาย แล้วหันกลับมาทานอาหารเช้าต่อด้วยความสุขใจ
หลังจากพักผ่อนอีกสักพัก เขามองนาฬิกาสิบโมงครึ่งพอดี
จึงลุกขึ้น เดินเข้าไปในห้องนอนใหญ่ อาบน้ำล้างตัวและจัดแจงแต่งตัวให้เรียบร้อย
เพราะยังไงวันนี้ก็ต้องไปพบกับทางธนาคาร
อีกทั้งฝ่ายนั้นก็เป็นถึงผู้จัดการสาขาหางโจวของธนาคารก่อสร้าง มารยาทขั้นพื้นฐานจึงควรมีไว้บ้าง
เสิ่นหลินจึงเลือกแต่งตัวแบบกึ่งทางการ
เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวของ บุลการี ที่เพิ่งซื้อมาเมื่อวาน
จับคู่กับกางเกงสแลคสีดำจาก อาร์มานี่
ปล่อยชายเสื้อเข้าในกางเกง คาดเข็มขัดหนังเส้นเล็กอย่างมีสไตล์
แขนเสื้อพับขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นนาฬิกา โอเดอะมาร์ส ปิเกต์ รุ่น 26579cb ที่ข้อมือ
เขาปลดกระดุมเสื้อสองเม็ด เผยกล้ามเนื้อแน่นใต้ร่มผ้าเล็กน้อยอย่างพอดี
จากนั้นก็หยิบกุญแจรถ โทรศัพท์มือถือ สวมรองเท้าหนังสีขาวของ เซนญ่า แล้วออกจากบ้าน
เมื่อมาถึงลานจอดรถชั้นใต้ดิน เสิ่นหลินกดเปิดประตู เเฟอร์รารี่ 488 ของตน
ทันใดนั้น เสียงเครื่องยนต์รถซูเปอร์คาร์ก็ดังลั่นเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ
เสียงนั้นแรงขึ้นทุกที และในไม่ช้า ลัมโบร์กีนี LP700 สีม่วงสด หรือที่รู้จักกันในชื่อ กระทิงดุ ก็แล่นมาจอดตรงหน้าของเสิ่นหลิน
เจ้ากระทิงคันนั้นจอดฝั่งตรงข้ามเขา แล้วชายหนุ่มคนหนึ่งที่แต่งตัวทันสมัยก็เดินลงจากรถ
ทันทีที่เสิ่นหลินเห็นชายคนนั้น เขาถึงกับตกตะลึง
ฝ่ายนั้นเองก็ดูเหมือนจะตกใจที่เห็นเขา
“เห้ย! น้องหลิน!?”
“พี่ฮ่าวเหรอ!?”
ชายหนุ่มตรงข้ามพอเห็นว่าเสิ่นหลินจำได้ ก็รีบเดินเข้ามาหาด้วยความดีใจ
“เฮ้ย จริงด้วยว่ะ! ไม่อยากจะเชื่อเลย!”
พี่ฮ่าวเดินมาทัก แล้วต่อยเบา ๆ ที่ไหล่เสิ่นหลินด้วยความคุ้นเคย พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงทึ่ง
“ไม่คิดเลยว่าจะมาเจอกันที่นี่ หล่อขึ้นเยอะเลยนะนาย!”
ชื่อเต็มของพี่ฮ่าวคือ จางฮ่าว แก่กว่าเสิ่นหลินหนึ่งปี
ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ทั้งคู่เคยอยู่ชมรมกีตาร์ด้วยกันและสนิทกันพอสมควรช่วยกันจีบสาวในชมรมอยู่บ่อย ๆ จนกลายเป็นเพื่อนซี้คนหนึ่งในช่วงมหาลัย
ต่อมาเมื่อจางฮ่าวไปฝึกงานกับเพื่อน ๆ ก็เริ่มห่างกันไป เสิ่นหลินเองก็ไปฝึกงานและเรียนจบเช่นกันจนไม่ได้เจอกันมานานถึงสามปี
ไม่คาดคิดเลยว่าจะมาเจอกันที่นี่วันนี้
“เอาจริง ๆ ผมก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่ได้เจอพี่ที่นี่”
เสิ่นหลินหัวเราะขำ
สมัยเรียน จางฮ่าวก็เป็นทายาทคนมีชื่อในมหาลัย
ตอนนั้นไม่ได้ขับแค่รถเดนมาร์กธรรมดา แต่เป็น แม็คลาเรน 720S เลยทีเดียว
ได้ยินแบบนั้น จางฮ่าวก็หันไปมองเสิ่นหลินกับ เเฟอร์รารี่ ของเขา พลางหัวเราะ
“น้องหลิน ไม่เบาเลยนี่หว่า ขับ 488 แบบนี้ อยู่ที่นี่เหรอ?”
“หรือว่าพี่ก็อยู่ที่นี่เหมือนกัน?”
เสิ่นหลินถามกลับพร้อมรอยยิ้ม
“อยู่ดิ ฉันอยู่ T2 ห้อง 2602 แล้วนายล่ะ?”
จางฮ่าวถามพลางมองอย่างสนใจ
“เชี่ย พี่ฮ่าว เราเป็นคู่กันแต่ชาติปางก่อนรึไงเนี่ย! ผมอยู่ห้อง 2601!”
จางฮ่าวถึงกับตาโต แล้วทำหน้าเหมือนนึกอะไรออก
“ไม่จริง! นายนี่เองเหรอที่เป็นเศรษฐีลึกลับซื้อห้อง 2601 ไปเมื่อวาน?”
“เศรษฐีอะไร ก็แค่คนหากินทั่วไป!”
ทั้งคู่พูดไปก็หัวเราะไป แล้วก็ล้วงมือเข้ากระเป๋ากางเกง หยิบบุหรี่ บริกซ์ ออกมาพร้อมกัน
“ให้ตายสิ! เรายังซิงโครนกันเหมือนเดิมเลย!”
จางฮ่าวหัวเราะพร้อมมองบุหรี่ในมือของเสิ่นหลิน แล้วเปรียบกับบุหรี่ของตัวเอง
“ไม่คิดเลยว่าเราจะกลายเป็นเพื่อนบ้านกัน!”
เสิ่นหลินหยิบบุหรี่ออกมาสองมวน แล้วยื่นให้จางฮ่าวหนึ่งมวน
ทั้งคู่จุดไฟสูบพร้อมกัน ก่อนจะสูดควันเข้าเต็มปอดอย่างสบายใจ
“ดีเลย เดี๋ยวว่าง ๆ มาเล่นด้วยกันหน่อย แล้วนี่จะไปไหนเหรอ?”
จางฮ่าวหันมาถามพลางพ่นควันเบา ๆ
“จะไปธนาคาร มีเรื่องต้องจัดการนิดหน่อยน่ะ”
“งั้นไปเถอะ เดี๋ยวบ่ายนี้ฉันอยู่บ้านทั้งวันเลย นายกลับมาแล้วเดี๋ยวแวะไปหานะ!”
“อืม ไว้ค่อยคุยกันอีกที!”
ทั้งสองคนยืนคุยกันพลางสูบบุหรี่อีกพักหนึ่ง ก่อนที่เสิ่นหลินจะเดินไปขึ้นรถ เเฟอร์รารี่ 488 ของตัวเอง
เขาพยักหน้าให้จางฮ่าวเป็นการลาทีนึง แล้วขับรถออกไป
จางฮ่าวยืนมองรถของเสิ่นหลินขับลับสายตาไปก่อนจะอดพึมพำกับตัวเองไม่ได้ว่า
“เฮ้อ สมัยเรียนเพื่อนคนนี้ แม่งเก็บความลับเก่งฉิบหาย!”